ยกทั้ง’อาเซียน’เป็น ศูนย์กลาง’การแพทย์’ความร่วมมือหลังเปิด’เออีซี

Untitled3มติชน ฉบับวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ชมพูนุท ทับทิมชัย :
วิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของนักธุรกิจ ผู้ประกอบการต่างๆ ตลอดจนลูกจ้าง แรงงานต่างๆ ในยุคนั้น ที่ได้รับผลกระทบด้วยการเลิกจ้าง แม้แต่เรื่องราวด้าน “สาธารณสุข” หนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิต ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” โรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูง มีการปรับยุทธศาสตร์ไปหารายได้จากชาวต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป ตะวันออกกลาง กระทั่งเมื่อรัฐบาลมียุทธศาสตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นหลัก จึงได้มีการส่งเสริม Medical Tourism โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบริการสาธารณสุข หรือ “เมดิคอล ฮับ (Medical Hub)” และวิกฤตในครั้งนั้นก็ได้เปิดโอกาสให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านบริการสาธารณสุขมาโดยตลอด
วันนี้ ถ้าใครไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน ชื่อดังของประเทศ จะได้พบกับลูกค้า ผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติเดินกันให้ขวักไขว่ และบาง แห่งอาจมีมากกว่าผู้ใช้บริการซึ่งเป็นคนไทยเสียด้วยซ้ำ
และในอนาคตอันใกล้นี้ แน่นอนว่าการเปิด “ประชาคมอาเซียน” ย่อมนำความเปลี่ยนแปลง มาสู่แวดวงบริการสาธารณสุขอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่หลายคนเป็นกังวลคือ “บุคลากรการแพทย์ของไทย จะหลั่งไหลออกไปทำงานนอกประเทศก่อนที่เราจะได้เป็น เมดิคอล ฮับ อย่างเต็มรูปแบบหรือเปล่า?”
ทำให้ในแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุขได้เพิ่มผลผลิตหลักของนโยบาย เมดิคอล ฮับ อีกหนึ่งด้านคือ “ธุรกิจบริการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” จากหลักยุทธศาสตร์ 3 ด้าน คือ
1.ยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจสุขภาพ เช่น การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาในศาสตร์สุขภาพประเภทต่างๆ ตั้งแต่สถาบันการศึกษา หลักสูตร ผู้เรียน แบบครบวงจร การจัดทำคลังข้อมูลงานวิจัยในศาสตร์ต่างๆ ที่สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์และมีประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ ด้วยวิธีการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานหรือสถาบันการศึกษาที่มีภารกิจในการวิจัยและพัฒนา
2.ยุทธศาสตร์การส่งเสริมพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้มีคุณภาพ และมาตรฐานในระดับสากล เช่น การพัฒนาสถานบริการสุขภาพ ให้สามารถจัดบริการรักษาพยาบาล และระยะยาว เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของโลก การพัฒนาศักยภาพของชุมชนไทยในต่างประเทศ โดยใช้วัด เป็นศูนย์กลางการดำเนินงานแบบบูรณาการในลักษณะบ้าน วัด ชุมชน การจัดตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยหรือโรงพยาบาลการแพทย์ทางเลือก ใน ภาครัฐและเอกชนระดับ Excellent Center ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค
3.ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์ เช่น การเข้าร่วมงานประชาสัมพันธ์ในระดับโลก การเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศ การจัดคณะผู้แทนระดับสูงภาครัฐเดินทางไปเจรจาการค้ากับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในต่างประเทศ โดยแบ่งเป็นกลุ่มตลาดหลักและตลาดใหม่น่าสนใจว่ายุทธศาสตร์ที่วางไว้ทั้งหมดนี้จะประสบความสำเร็จ ทำให้ไทยกลายเป็น “ศูนย์กลางอาเซียน” ได้จริงหรือไม่?
ในงานเสวนา TU-ASEAN Forum ครั้งที่ 8 เรื่อง “ไทยกับการเป็นศูนย์กลางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” โดยศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เชิญนักวิชาการมาร่วมวิเคราะห์บทบาทประเทศไทยกับการเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพหรือ เมดิคอล ฮับ
นพ.ปราโมทย์ นิลเปรม ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการแพทย์ และรองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ให้ความเห็นว่า ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยขณะนี้สามารถไปต่อได้ และสร้างรายได้ให้กับบุคลากรทางการแพทย์มากเทียบเท่ากับการไปรับรักษาผู้ป่วยในต่างประเทศ ทำให้ประเทศเราไม่สูญเสียบุคลากรที่มากความสามารถไป เนื่องจากคนใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และชาวต่างชาติเข้ารับการรักษามากขึ้น
และว่า ในส่วนหลักประกันสุขภาพของไทยเราอยู่อันดับที่ 7 ของโลก ถือว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเกิดไม่เร่งหารัฐบาลรักษาการและรีบดำเนินการต่อก็จะนำไปสู่ภาวะล้มละลายได้”เพราะรัฐบาลต้องเตรียมนโยบายพร้อมจะดูแลเรื่องประกันสังคม เนื่องจากอีกหน่อยสังคมไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงวัย จำเป็นต้องใช้ประกันสุขภาพกันมากขึ้นสำหรับกรณีไทยจะพร้อมกับการเป็นศูนย์กลางการบริการด้านสุขภาพหรือไม่นั้น ความต้องการเรื่องเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย เป็นสิ่งสำคัญ ทั้งทักษะของบุคลากรในองค์กรทางการแพทย์ต้องมีความชำนาญ มีการส่งเสริมให้ได้รับความรู้และได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม”เราต้องนำเข้าเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีคุณภาพ และเพิ่มมูลค่าในแง่ของการสร้างผลประโยชน์ทั้งจากธุรกิจส่วนควบ เช่น สปา, สายการบิน และ long-stay และการใช้ประโยชน์จากการเอื้ออำนวยให้ต่างชาติเข้ามาใช้บริการสุขภาพภายในประเทศของเรา เช่น การขยายวีซ่าให้กลุ่ม ชาวอาหรับที่มาผ่าตัดลิ้นหัวใจ หรือเปลี่ยนไต ให้สามารถพักรักษาตัวได้ยาวนานมากขึ้น เพื่อจะทำให้เกิดการลงทุนนำเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ”นพ.ปราโมทย์กล่าว
และบอกอีกว่า”ในส่วนโรงพยาบาลของรัฐ อาจเกิดกรณีกลุ่มคนจากบริเวณชายขอบเข้ามาแล้วไม่มีเงินรักษา รัฐบาลก็แก้ปัญหาโดยการให้บุคลากรของเราเดินทางเข้าไปสอนให้คนของเขาสามารถมีวิชาความรู้ดูแลรักษาได้อย่างถูกต้อง เป็นการช่วยเหลือให้เพื่อนบ้านสามารถพึ่งพาตัวเองได้”การจะเป็นศูนย์กลางบริการสาธาณสุข ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นห้องปฏิบัติการที่ดี บุคลากรทางการแพทย์มีทักษะและความชำนาญรอบด้าน ไม่ใช่เฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง และคำว่า เมดิคอล ฮับ จะครอบคลุมถึง Medical tourism จะเป็นเรื่องของ การที่ผู้ป่วยต่างชาติเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมา รักษาที่ประเทศไทย
การมาเข้าของต่างชาติมีอยู่ 2 แบบ คือ1.Medical Traveler จะเป็นลักษณะของการเข้ามาท่องเที่ยวด้วยเรื่องอื่นๆ แล้วประสบอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยจึงต้องเข้ารับรักษา และ
2. Medical Tourism คือ ตั้งใจเข้ามาเพื่อรักษาโดยเฉพาะตรงส่วนนี้จึงเป็นรายได้หลักนพ.ปราโมทย์บอกว่า การเติบโตของ Medical Tourism กับ Medical Traveler มาจาก Economic Recession เมี่อเศรษฐกิจตกต่ำ คนอเมริกันเข้ามารักษาในประเทศไม่ได้เลย เพราะว่าไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอ บริษัทประกันก็จะมาหาแหล่งการรักษา ที่ได้มาตรฐานสูงแต่ราคาถูกกว่า ทำให้ Medical Tourism เจริญเติบโตขึ้นมา ในตอนแรกของอเมริกาไปเริ่มที่เม็กซิโก แล้วมาทางแคริบเบียน ลงมาทางอเมริกาใต้ แล้วค่อยมาทางเอเชีย ในกรณีของ Medical Tourism พม่า คือประเทศสำคัญที่ไทยไม่ควรมองข้าม เพราะประเทศที่ทำ รายได้ให้กับไทยเป็นอันดับ 2 และเป็นชาติเดียวที่เข้ามารักษาที่เมืองไทยมากเมื่อเทียบกับชาวต่างชาติอื่นๆ”แต่ในส่วน Medical Hub คงไม่ได้แค่มอง AEC แต่จะมองไปถึงระดับโลก เพราะว่าลูกค้าใน AEC ที่จะมีกำลังจ่ายมาคงจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่เราจะ ทำตลาดมาก เพราะว่าอินโดนีเซียยังมีความขัดแย้งทางเชื้อชาติอยู่ระหว่างคนจีนกับชาวอินโดแท้ คนจีนจึงเริ่มมีสถานะของเชื้อชาติ จีนอาจมีโอกาสมาใช้บริการของไทยเรา ขณะที่สัญชาติอินโดนีเซียซึ่งมีสามสิบห้าล้านคนจะใช้บริการของสิงคโปร์ “ในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันนอกจากสิงคโปร์ที่มีความเจริญทางด้านการแพทย์ที่ใกล้เคียงกับเรา การเข้าออกและการขนส่งสะดวกกว่า แต่เมื่อเทียบราคาค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาของไทยที่ถูกกว่าเกือบครึ่งแล้ว ความสามารถของแพทย์ผู้รักษายังเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และประเทศไทยก็ยังมีความพร้อมในเรื่องของที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งจะเป็นส่วนเสริมให้ไทยมีจุดแข็งมากขึ้น” นพ.ปราโมทย์กล่าว เมื่อพิจารณากรอบการตกลงการค้าบริการของอาเซียนที่ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2558 นักลงทุนอาเซียนสามารถถือหุ้นในธุรกิจบริการสาขาต่างๆ ได้ถึง 70% ดูเผินๆ อาจคิดว่าเพิ่มขึ้นมากจากกรอบเดิมที่ไทยเคยกำหนดให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะยังมีข้อกีดกันอยู่มาก และในด้านสาธารณสุขนั้น สาขาที่เปิดให้ต่างชาติถือสัดส่วนได้เพิ่มขึ้นเป็น 70% มีเพียงบางด้าน เช่น บริการการแพทย์เฉพาะทาง “ในโรงพยาบาลเอกชน” และบริการ “ให้คำปรึกษา” ด้านกุมารเวช จิตวิทยา การผ่าตัด สำหรับในส่วนของวิชาชีพแพทย์ ถือเป็นวิชาชีพที่มีการเคลื่อนย้ายเสรี แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพ (MRA) ซึ่ง MRA กำหนดคุณสมบัติร่วมเอาไว้ทั้งด้านการศึกษาด้านประสบการณ์ อีกทั้ง แต่ละประเทศยังมีข้อกำหนดเพิ่มเติมขึ้นมา เช่น ต้องสอบใบประกอบโรคศิลปะเป็นภาษาของประเทศนั้นๆ
ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ นพ.ปราโมทย์มองว่า การเปิดเสรีด้านสาธารณสุขในขณะนี้ ยังไม่สามารถเปิดได้อย่างเต็มรูปแบบ “แต่ประเทศทั้งหลายสามารถร่วมกันทั้งอาเซียน ให้กลายเป็นเมดิคอล ฮับ ซึ่งต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า แต่ละประเทศต่างมีจุดเด่นและจุดด้อยแตกต่างกัน เบื้องต้น ประเทศไทยอาจจับมือกับสิงคโปร์ ซึ่งมีความพร้อมด้านการแพทย์ระดับเดียวกันกับเรา รวมถึงร่วมมือกับชาติอาเซียนอื่นส่งต่อคนไข้ต่อไป “ฉะนั้นแล้ว อย่าให้อาเซียนกลายเป็นอุปสรรคในการก้าวเดินต่อ แต่ให้เป็นความร่วมมือของคนทั้งอาเซียน และพากันก้าวไปสู่เวทีสากล ให้ทั้งอาเซียนเป็นศูนย์กลางบริการสาธารณสุข “ถือเป็นอีกหนึ่งข้อคิดสำหรับความเป็น “ประชาคมอาเซียน

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Medical Hub และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร