คอลัมน์ ลมหายใจสีเขียว: สี่กรณีศึกษารางวัลสุขภาพแห่งชาติ

Untitledเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
กระวานกะกานพลู : เรื่อง / สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) : ภาพ
ในการประชุม สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด ‘สานพลัง สร้างสุขภาวะชุมชน’ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีการประชุมการปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศ และขับเคลื่อนวาระการประชุมที่สำคัญ 10 เรื่อง อาทิ การตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับประชาชน, ยุทธศาสตร์ร่วมแห่งชาติว่าด้วยระบบสุขภาวะชุมชน เป็นต้น
แต่ที่กระวานสนใจ คือ ‘รางวัลสมัชชชาสุขภาพแห่งชาติ’ ซึ่งมอบให้กับคนทำงานพื้นที่ ที่นำเครื่องมือตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ สมัชชาสุขภาพ ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพ และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ ไปใช้เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ซึ่งปีนี้มีหน่วยงานได้รับรางวัล 4 องค์กร
โดยรางวัลหนึ่งจังหวัด ได้แก่ สมัชชาสุขภาพจังหวัดปัตตานี, รางวัลหนึ่งพื้นที่ ได้แก่ ธรรมนูญสุขภาพ อ.สูงเม่น จ.แพร่ และ ธรรมนูญสุขภาพ ต.เปือย อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ และรางวัลหนึ่งกรณี ได้แก่ การสร้างท่าเรือน้ำลึกและการพัฒนาอุตสาหกรรม อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรรมราช
ในการเสวนา ‘หนึ่งจังหวัด หนึ่งพื้นที่ หนึ่งกรณีศึกษา’ มีผู้เข้าร่วมเสวนาเป็นตัวแทนหน่วยงานที่ได้รับรางวัลในปีนี้ มาบอกเล่าประสบการณ์ในการขับเคลื่อน
นพ.แสงชัย พงศ์พิชญ์พิทักษ์ผอ.รพ.สูงเม่น ผู้ริเริ่ม ‘ธรรมนูญสุขภาพระดับอำเภอ’ ในปี 2552 กล่าวถึงที่มาของแนวคิดว่า เนื่องจากเป็นแพทย์ทำงานในโรงพยาบาล เห็นผู้มารับบริการและผู้ป่วยมีจำนวนเพิ่มขึ้นตลอด ประกอบกับช่วงนั้นมีแนวคิดระบบสุขภาพแนวใหม่ ว่าสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องของแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข แต่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม ช่วงนั้นมี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติเลยศึกษาและปรับใช้ โดยเริ่มจากทีมสาธารณสุข นายอำเภอ ชุมชน อสม.พูดคุยกัน และปรึกษา นพ.อำพล จินดาวัฒนะเลขาธิการคณะกรรมการ สช. ส่วนในพื้นที่ได้รับการสนับสนุนจาก สานิต เขมวัฒนา นายอำเภอสูงเม่นขณะนั้น รวมทั้งยังได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน
“การมีส่วนร่วมชุมชนสำคัญมาก สูงเม่นได้รับความร่วมมือหลายๆ ภาคส่วน ทั้งท้องที่ ท้องถิ่น ทำให้ธรรมนูญสุขภาพเกิดขึ้นอยู่ได้ยั่งยืนด้วย ขอบคุณทีมงานอำเภอสูงเม่นทั้งหมด การทำงานธรรมนูญสุขภาพ หลายคนว่ายาก ต้องประสานงานหลายฝ่าย หากมีเป้าหมายร่วมกัน เขาเห็นว่าได้ประโยชน์ร่วมกัน เขาก็ยินดี คนไทยเป็นคนดี อยากทำให้ชุมชนมีความสุข แต่ไม่มีคนนำ ชี้เป้าว่าควรทำอย่างนั้นอย่างนี้”
ขณะที่จังหวัดปัตตานี เริ่มจากเครือข่ายสมัชชาสุขภาพนิรพงศ์ สุขเมือง เครือข่ายสมัชชาสุขภาพ จ.ปัตตานี บอกว่าการดำเนินการเป็นเรื่องของพี่น้องในพื้นที่ คนอยู่ในระดับชุมชนสืบค้นและสรุปปัญหา
“เราเรียนรู้ว่ากระบวนการจัดสมัชชา ต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง เริ่มคิด สร้าง และทำ ต้องเป็นคนในพื้นที่ขับเคลื่อนงาน และจัดลำดับความสำคัญเอง ได้รับการแก้ไขผลักดันเป็นนโยบายสาธารณะ จากหน่วยงานองค์กร เครือข่ายต่างๆ สู่พื้นที่เอง สมัชชาปัตตานีเป็นกลไกหนึ่งที่มีสาม-สี่ภาคส่วน ตั้งแต่รัฐ วิชาการ การเมือง ภาคประชาสังคม ประชาชน ร่วมกันเป็นกลไก หนุนเสริมนโยบายสาธารณะในชุมชนให้ขับเคลื่อนได้ ในระดับอำเภอและจังหวัด เราเป็นเพียงเพื่อนผู้สนับสนุนระดับพื้นที่ สำหรับผู้ได้รับผลกระทบในปัญหาเขาเอง”
กว่าจะมาถึงจุดนี้ ใช้เวลา 17 ปี กล่าวคือ เริ่มตั้งแต่ปี 2552 แต่ตนทำงานด้านนี้มาก่อน ขับเคลื่อนกันมาตั้งแต่เริ่มร่าง พ.ร.บ.สุขภาพ ตลาดนัดสุขภาพ ต้องใช้เวลาสร้างความเข้าใจในเรื่องของนโยบายสาธารณะมาก คนที่เข้ามาทำงานด้านสาธารณะมีองค์ความรู้ต่างกัน ภาครัฐไม่น่าห่วง แต่ประชาชนมีองค์ความรู้และปัญญาต่างกัน ต้องมาเทรนให้เขาเข้าใจนโยบายสาธารณะ
“เรามุ่งมั่นพัฒนากลไกเป็นอย่างมาก เอากลไกอบรม ได้งบจากหลายหน่วยงาน สานเครือข่าย จัดเก็บข้อมูลระดับกลไก มาเสนอการแต่งตั้งกลไกสมัชชาระดับจังหวัด”
สมบัติ ไกยสิทธิ์ ผอ.รพ.สต.บ้านเปือย อธิบายว่า ต.เปือย มีทุนสังคมเยอะ มีภาคีเครือข่ายมากมาย ที่ทำงานสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาวะ กลุ่มเยาวชนด้านยาเสพติดของทูบีนัมเบอร์วัน กลุ่มผู้สูงอายุที่มองในเรื่องกาย-จิต-วิญญาณ และคนทำงาน
“เรามีองค์กรอยู่แล้วที่เห็นชัดเจนคือการช่วยเหลือกัน ตั้งแต่เกิด เจ็บ ตาย ไม่ใช่ภาครัฐสั่ง แต่ประชาชนทำเอง งานบุญ-งานศพ ปลอดเหล้าและการพนัน เรามีทุนตรงนี้มีอยู่แล้ว ช่วงแรกตำบลเปือย มี 4 ชุมชน คิดว่าจะขยายเครือข่ายไปอีกชุมชนอย่างไรพยายามหาข้อมูล เมื่อได้แล้วก็คืนกลับให้ชุมชนตัดสินใจเอง.
“เราเก็บข้อจากประชาชน เช่น งานบวชใช้เงินแปดหมื่น ซื้ออาหารห้าหมื่นบาท อีกสามหมื่นยืม ธ.ก.ส.มา และต้องไปจ่ายหนี้ ค่าใช้จ่ายตรงนี้เนื่องจากเรามีเหล้า พอเอาข้อมูลตัวนี้คืนให้ เขาก็เห็น. เมื่อก่อนต่างคนต่างทำ พอทุกกลุ่มคิดร่วมกันว่าจะเดินปัญหาสุขภาวะไปไหน เพื่อให้อยู่ดีมีแฮง ฮักแพงแบ่งกัน สร้างสรรค์เฮียนฮู้ อยู่เย็นเป็นสุขถ้วนหน้า ภายในปี 2559”
อ่าวท่าศาลา บ้านท่าศาลา เป็นอีกกรณีน่าสนใจ เพราะเป็นประชาชนตัวเล็กๆ ที่ต่อกรกับบริษัทใหญ่ข้ามชาติ ซึ่งจะมาสร้างท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ โดยใช้เครื่องมือการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพเพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะ ทำให้บริษัทดังกล่าวระงับโครงการไป
สุพร โต๊ะแสน จาก อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า พี่น้องประมงต้องลุกมาต่อสู้ เพราะ 1) บริษัทบอกว่าท่าศาลาทั้งอำเภอมีเรือ 19 ลำ แต่ความจริงมี 2,000 ลำ
หากมีการสร้างท่าเทียบเรือ ชาวบ้านในพื้นที่ต้องโยกย้ายและประกอบอาชีพใหม่ แต่คนที่นี่เป็นลูกชาวประมง ตื่นเช้ามาก็ทำประมง จะให้ไปตัดยางเป็นกรรมกรก็ไม่ได้ คนในพื้นที่เป็นมุสลิม การโยกย้ายจะทำให้วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลง
อีกเรื่องคือ มลพิษทางอากาศ เขาบอกว่าไม่กระทบกับอาชีพชาวประมง
“ชาวประมงเป็นชีวิตที่ละเอียดอ่อนที่สุด ไม่เหมือนอาชีพอื่นๆ นครศรีธรรมราชเป็นประมงชายฝั่ง เวลาลงทะเลบางครั้งต้องใช้ประสาทหูฟังเสียงจากปลา ที่บ้านใช้การดำใต้น้ำหนึ่งเมตรกว่าฟังเสียงปลาในน้ำ.เสียงที่อยู่ในน้ำเร็วกว่าอากาศ การตอกเสาเข็มจะทำให้ปลาหนีออกไป นี่คือความละเอียดอ่อน แต่บริษัทหาน้ำมันในอ่าวไทย จะเจาะเข็มลงทะเล 500 เมตร.อีกสิ่งที่เลวร้ายคือเขาจะลอกร่องน้ำทุกปี เป็นการฆ่าชีวิตสัตว์น้ำวัยอ่อน.
“การให้ข้อมูลแบบนี้ชาวบ้านใช้กระบวนการของสมัชชา เก็บข้อมูลของพี่น้อง มีเรือสองพันลำ เวลาออกทะเลได้ปลามาขายเป็นเงินกี่บาท หลังจากนั้นพยายามรวบรวมสัตว์น้ำในอ่าวท่าศาลาว่ามีสัตว์น้ำกี่ชนิด พบว่ามี 260 ชนิด เรามีโรงงานเล็กๆ ในชุมชน มีลูกจ้างห้าพันกว่าคน”
โดยมูลค่าขายสัตว์น้ำ หมู่ที่ 5, 6 ต.ท่าศาลา ประมาณสามล้านบาทต่อเดือน
ปัจจุบันบริษัทประกาศยุติโครงการในพื้นที่ท่าศาลา แต่ใบอนุญาตบริษัทยังไม่ถูกเพิกถอน
ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อนโดยชุมชน!

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน HA และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร