ฟ้องเพิกถอนโรงงานถ่านโค้ก

สยามรัฐ วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
นายศรีสุวรรณ จรรยา
นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน http://www.thaisgwa.com
เมื่อวันก่อนสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ ต.ห้วยโป่ง อำเภอเมืองระยอง ต.มาบข่า อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง กว่า 71 คนเข้ายื่นฟ้องอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ต่อศาลปกครองกลาง ฐานเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีร่วมกันออกใบ รง.4 ให้กับผู้ประกอบการโรงงานถ่านโค้กขนาดใหญ่ ในพื้นที่ ต.ห้วยโป่ง จ.ระยอง
โรงงานดังกล่าวมีกำลังเครื่องจักรถึง 66,336 แรงม้า อัตราการผลิตไม่ต่ำกว่า 500,000 ตันต่อปี ใช้คนงานไม่ต่ำกว่า 337 คน มีเตาเผาถ่านไม่ต่ำกว่า 12 เตา มีปล่องระบายควันหรือมลพิษออกมาสูง 20 เมตรกว่า 2 ปล่องควัน หากโรงงานดังกล่าวสามารถเปิดดำเนินการได้วันใด มาบตาพุดซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อยู่ 5 นิคมจะด้อยลงไปทันทีในเรื่องปริมาณการปล่อยมลพิษ
อุตสาหกรรมถ่านโค้กนั้น เป็นอุตสาหกรรมซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั่วโลกว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษมหาศาลมากในกระบวนการผลิต เนื่องจากต้องนำวัตถุดิบซึ่งเป็นถ่านหินต่าง ๆ มาเผาในเตาเผาเพื่อเพิ่มความแกร่งให้กับถ่านหินจนแปรสภาพเป็นถ่านโค้ก เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้ในอุตสาหกรรมเหล็กกล้าหรือถลุงเหล็กต่อไป
การเผาถ่านหินให้เป็นถ่านโค้ก จึงจะมีการปลดปล่อยก๊าซพิษจำนวมมหาศาลออกมามากทั้งฝุ่นผงละออง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไนตรัสออกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ฯลฯ
โรงงานผลิตถ่านโค้กดังกล่าว มีนักลงทุนขาใหญ่จากประเทศจีนมาลงทุน มีคนไทยเป็นนอมินีให้ ผ่านนักการเมืองขาใหญ่ในเมืองไทย เหตุเพราะโรงงานประเภทดังกล่าวปลดปล่อยมลพิษออกมาสูงมาก ทางการของประเทศจีนจึงสั่งปิดไปหลายแห่งมากที่อยู่ใกล้ชุมชน โดยเฉพาะในช่วงที่จีนเป็นเจ้าภาพโอลิปิค นักลงทุนจีนจึงดิ้นหาทางออกโดยย้ายฐานการผลิตมาตั้งที่ประเทศไทย เพื่อทำการผลิตแล้วส่งถ่านโค้กที่ผลิตได้เข้าประเทศจีนเกือบทั้งหมด ส่วนคนไทยก็ได้เพียงค่าแรง ค่าภาษีเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ชุมชนจะต้องรองรับมลพิษที่เกิดขึ้นและแพร่กระจายออกมาเต็ม ๆ
ข้อมูลอุตสาหกรรมการผลิตถ่านโค้ก จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอธิบายว่า เป็นอุตสาหกรรมที่มีโอกาสปล่อยมลพิษสูงจากกระบวนการผลิต ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการลดมลพิษ แต่สามารถลดได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น จึงเป็นอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อการก่อปัญหามลพิษต่อชุมชน
พื้นที่ตำบลห้วยโป่ง เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่อยู่ใน “เขตควบคุมมลพิษมาบตาพุด” ซึ่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศไปตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นมา ซึ่งจะมีการกำหนดแผนและมาตรการในการดำเนินการเพื่อลดและขจัดมลพิษในท้องที่ดังกล่าวให้ลดน้อยถอยลง ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 และตามคำพิพากษาของศาลปกครองระยอง (คดีหมายเลขแดงที่ 32/2552)
แต่เชื่อหรือไม่ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายโรงงาน 2535 มาตรา 12 วรรคสอง เขาเขียนไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งโรงงานก่อนได้รับใบอนุญาต” แต่ผู้ประกอบการโรงงานดังกล่าวก็สามารถดื้อแพ่งก่อสร้างโรงงานจนแล้วเสร็จพร้อมที่จะเปิดดำเนินการได้ก่อนที่จะได้รับใบ รง. 4 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมาหลายเดือน เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบมัวทำอะไรอยู่หรือ…หรือแสร้งเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ เพราะนายทุนจีน และนักการเมืองขาใหญ่ในประเทศไทย โปรยกระดาษสีม่วงสีเทา จนมองไม่เห็นกิจกรรมการก่อสร้างอย่างผิดกฎหมาย
กรณีพิพาทที่เกิดขึ้น สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดระยอง 79 คนได้เคยยื่นฟ้องเทศบาลเมืองมาบตาพุด ต่อศาลปกครองระยองไว้ 1 สำนวนคดีแล้วเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2555 เหตุเพราะมีการใช้อำนาจของปลัดรักษาการอนุมัติให้โรงงานดังกล่าวก่อสร้างอาคารก่อนได้โดยมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอน วิธีการที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการต่อสู้คดียังอยู่ในการไต่สวนของศาลปกครองระยองอยู่ในขณะนี้
ส่วนในอนาคตอันใกล้หรืออันไกล ศาลปกครองระยอง และศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาพิพากษาเป็นเช่นไร ก็คงอยู่ในการพิจารณาไต่สวน การต่อสู้คดี และการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลต่อไป และเชื่อว่าน่าจะมีข่าวดีในเร็ววัน
แต่ทว่า เรื่องนี้คงไม่จบที่ศาลปกครองสูงสุดเป็นแน่แท้ คงต้องติดตาม ตรวจสอบกันไปจนถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. ต่อเป็นแน่แท้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว บุคคลเหล่านี้ก็คงจะย่ามใจและมีพฤติกรรมเยี่ยงนี้ สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายให้กับชุมชนไปตลอดเวลาไม่มีที่สิ้นสุดเป็นแน่แท้
ส่วนคดีที่สมาคมฯและชาวบ้านร่วมกันยื่นฟ้องเมื่อวานนี้ เป็นประเด็นที่หน่วยงานผู้มีอำนาจอนุมัติ อนุญาตให้ใบ รง.4 แก่ผู้ประกอบการแอบลักไก่ เซ็นต์ใบอนุญาตกัน ในช่วงที่สังคมกำลังชุลมุนกันเกี่ยวกับการยึดอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมาเพียงไม่กี่วัน แม้ภาคประชาชนชาวบ้านจะรู้ข่าวเพียงไม่กี่วันและทำจดหมายไปยื่นต่อ หน.คสช. และยื่นต่ออธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ยื่นต่อปลัดอุตสาหกรรมแล้วก็ตาม แต่ก็คงไม่มีสัญญาณใดออกมา เพราะทุกอย่างเสร็จสมอารมณ์หมายไปแล้ว นั่นเอง
เมื่อชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานภาครัฐ หรือผู้ใช้อำนาจทางปกครอง ก็ชอบที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมทางปกครองในการเรียกร้องสิทธิของตนเองและสิทธิของชุมชนกลับคืนมาได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
ถึงแม้ในวันนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 จะถูกยกเลิกไปโดยประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ตาม แต่ทว่ายังมีกฎหมายอื่นอีกมากมายที่หน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการต้องดำเนินการอยู่เช่นเดิม เช่น ยังมี พรบ.โรงงาน 2535 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ 2550 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539 ยังมีประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติและแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ 2552
ยังมีประกาศคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากนโยบายสาธารณะ 2552 ยังมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานการให้ความเห็นของคณะกรรมการองค์การอิสระในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง 2553 อยู่อีก ที่จะต้องอนุมัติหรือบังคับการดำเนินการใด ๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐโดยขาดการตรวจสอบ จึงเป็นพันธกิจและหน้าที่ของสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนครับในยามนี้…

ที่มา :

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ถ่านหิน และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร