สช.เสนอปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพ อย่าถอยลงคลอง-ปรับระบบบริหารจัดการร่วมเครือข่ายปชช.

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน : วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
วันนี้(16 ก.ค. 57) เวลา 13.30 น.สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา กรรมการสุขภาพแห่งชาติ จับมือนพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ประเด็น “สช.ชวนปฏิรูปสุขภาพบนวิถีความปรองดอง” ณ ห้องสมุด100 ปี เสม พริ้งพวงแก้ว ชั้น1 อาคารสุขภาพแห่งชาติ

การแถลงข่าวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีกระแสการเรียกร้องการปฏิรูปในระบบต่างๆ รวมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้จัดรับฟังความเห็นเพื่อส่งต่อให้สภาปฏิรูปแห่งชาติที่จะมีขึ้นในอนาคต ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เป็นหนึ่งในกลไกระบบสุขภาพที่ใช้กลไกการทำงานแบบมีส่วนร่วม และสนับสนุนทุกฝ่ายให้มีเวทีในการร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสุขภาพ ลดความขัดแย้ง เพื่อประโยชน์ของประชาชน ได้เสนอแนวทางการปฏิรูประบบสุขภาพบนวิถีความปรองดองอย่างแท้จริงดังนี้

นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา กรรมการสุขภาพแห่งชาติ และตัวแทนภาคประชาชน เขต1 ปริมณฑล กล่าวถึงการขับเคลื่อนปฏิรูปหลักประกันสุขภาพว่า ภายหลังมีกระแสข่าวเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ตนเห็นว่ายังมีประเด็นที่ต่างกัน เรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวการณ์ ทว่าจะบริหารจัดการแบบเดิมมันไปไม่รอด ดังนั้นต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าควบคู่กับความเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่เราเข้าใจตรงกันเพียงเรื่องเดียวว่าต้องการเห็นระบบสุขภาพของเมืองไทยดีขึ้น

“การพัฒนาเรื่องประกันสุขภาพ เป็นเรื่องที่ขับเคลื่อนมายาวนานแล้ว และเล็งเห็นว่าควรนำเสนอต่อรัฐบาล จนในที่สุดรัฐบาลได้รับนโยบายนี้ไปทำ จึงมีการทำโครงการนำร่อง เรื่องรัฐและสวัสดิการ เป็นหลักประกันความเสี่ยงของสังคม ไม่ใช่เรื่องสุขภาพเพียงอย่างเดียว มีทั้งเรื่องการศึกษา เรื่องการดูแลผู้สูงอายุ เด็กอ่อน เป็นต้น และได้มีการดำเนินการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหลักประกันสุขภาพ ไม่ใช่โครงการผู้มีรายได้น้อย อย่างที่ข่าวนำเสนอกัน แต่เป็นโครงการสำหรับคนไทยทุกคน ถ้าบุคคลใดมีความประสงค์จะใช้สิทธิ และการร่วมจ่าย มันยังมีเหมือนเดิมโดยสมัครใจคือ ท่านใดสะดวกใจจ่าย 30 บาท ก็จ่ายได้”

ต่อประเด็นที่มีการกล่าวอ้างตัวเลขค่าใช้จ่ายยูซีของหลักประกันสุขภาพที่ว่า เป็นภาระกว่า 13%ของจีดีพีแล้วบ้านเมืองจะไปไม่รอดเพราะการเงินการคลังของบ้านเมืองอาจจะติดขัดนั้น แท้จริงแล้วตัวเลขจริงอยู่ที่ 1.3 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ทั้งนี้ท่านไม่ต้องห่วงหรือเป็นกังวลว่าค่าใช้จ่ายของยูซีมันจะขึ้นเป็นสิบ เพราะระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าถูกดูแล ควบคุม กำกับและอภิบาลโดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งการออกแบบกรรมการเป็นการออกแบบบริหารโดยเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับระบบการบริหารของภาครัฐ โดยกลุ่มตัวแทนประชาชน กลุ่มท้องถิ่น กลุ่มวิชาชีพ กลุ่มวิชาการ หน่วยงานของภาครัฐมีกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษา เพราะฉะนั้นมันเป็นการจัดการบริหารที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ เป็นการบริหารจัดการด้วยเครือข่ายใกล้ชิดกับภาครัฐ

นพ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวถึงความสำริดผลในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าว่า ถ้าได้ติดตามความคืบหน้า ความเคลื่อนไหวรูปแบบที่ประเทศไทยทำอยู่นั้น นับว่าเป็นรูปแบบที่ดี เหมาะสมและสามารถนำไปเป็นแบบอย่างในเรื่องหลักประกันสุขภาพ กรณีผู้ป่วยที่เป็นโรคที่ต้องมีค่าใช้จ่ายสูง สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง

ด้านนพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ แถลงต่อสื่อมวลชนว่าเอกสารมติสมัชชาสุขภาพครั้งที่6 เรื่อง ปฏิรูปสุขภาพภายใต้การปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งในที่ประชุมมีติเห็นชอบทั้งหมด 6 ข้อ ทั้งนี้ตนกล่าวถึง มติข้อสอง ประเด็นให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินำหลักแนวทาง ทิศทางสำคัญ สำหรับการปฏิรูปสุขภาพนำไปขับเคลื่อนโดยแนวทางมีห้าข้อย่อย เช่น เรื่องแรก ปฏิรูปสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและจัดการภัยคุกคามสุขภาพ ซึ่งคุณหมอณรงค์ศักดิ์กล่าวข้างต้นแล้วว่าปัจจัยเสี่ยงมันเปลี่ยนแปลงมาก จะอยู่แบบเดิมไม่ได้ เช่น โรคไม่ติดต่อ อุบัติเหตุ สองปฏิรูประบบบริการสุขภาพ ส่งเสริมระบบจากล่าง และวางแผนระบบสุขภาพทุกระดับ ทบทวนพัฒนาบุคลากร ส่วนเรื่องที่มีการพูดคุยกันเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา เรื่องร่วมจ่ายหรือไม่ร่วมจ่ายนั้น เป็นเพียงข้อย่อยของระบบสุขภาพและการเงินการคลัง

สำหรับประเด็นการปฏิรูประบบอภิบาล ระบบสุขภาพและการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่เพียงการแพทย์การสาธารณสุขที่อยู่ภายใต้ร่มของกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น ซึ่งการอภิบาลสุขภาพได้ขยายกว้างออกไปนอกบริบทกระทรวงสาธารณสุขโดยมีการอภิบาลด้วยเครือข่าย ซึ่งคนในสังคมส่วนใหญ่มักไม่เข้าใจ เพราะมักคิดว่าอภิบาลโดยรัฐ รัฐต้องเป็นตัวตั้ง และมีกระทรวง ทบวง กรม นับว่าจำเป็นต้องมีอยู่ แต่เรื่องสุขภาพนั้นไม่ใช่เป็นงานที่ต้องใช้อำนาจบังคับบัญชาสั่งการจากบนลงล่างเพียงอย่างเดียว งานแบบนั้นต้องเป็นประเภทความมั่นคง การรักษาความปลอดภัย การควบคุมความรุนแรง ส่วนเรื่องสุขภาพต้องสร้างการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนทั้งสังคม ซึ่งประเทศไทยได้พัฒนาโดยทั้งสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมแล้ว ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญในข้อเสนอ และเป็นมติแล้วนั้น โดยกล่าวว่าให้ความสำคัญอภิบาลสุขภาพโดยเครือข่าย

ดังนั้นการดึงทุกอย่างไปอภิบาลโดยรัฐ หรือกลับไปเป็นแบบเดิมนั้น น่าจะผิดเวลา อาจจะถอยหลังเข้าคลอง ทิศทางบ้านเราควรมีส่วนร่วม ทำงานอย่างสร้างสรรค์ ลดการรวมศูนย์การอภิบาลระบบสุขภาพโดยรัฐ กระจายอำนาจทุนและทรัพยากรไปสู่ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งทิศทางควรจะไปในรูปแบบข้างต้น แต่ในช่วงระยะเวลานี้ เราอาจจะต้องเฝ้าระวัง เพราะอาจจะมีแนวคิดของกลุ่มคนที่จะเอาทุกอย่างเข้ามารวมศูนย์ ซึ่งมันจะเป็นผลกระทบต่อระบบสุขภาพ มีการเสนอแนะแผนและขั้นตอนถ่ายโอนสถานพยาบาลของรัฐไปให้ท้องถิ่นหรือปรับเปลี่ยนสถานบริการของรัฐเป็นระบบบริหารจัดการที่คล่องตัวแต่ยังเป็นของรัฐอยู่ ตนเห็นว่าประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ถูกพูดถึงซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ แต่กลับพูดถึงเรื่องเงินว่าจะอยู่ตรงไหนจะจ่ายเพิ่มหรือไม่ ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขเป็นแกนหลักอภิบาลระบบรัฐในระบบสุขภาพอยู่แล้ว

เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวอีกว่า สิ่งเหล่านี้กระทรวงสาธารณสุขกำลังคิดอยู่มากว่าจะทำอย่างไร จะกระจายสถานบริการที่อยู่ในสังกัดออกไปหรือไม่ มีคำถามว่า ถ้าวันนี้กระทรวงสาธารณสุขมีเงินงบประมาณเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม จะบริหารอภิบาลโดยรัฐได้หรือไม่ มีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะว่าตัวระบบบริการที่กระทรวงสาธารณสุขดูแลนั้นใหญ่มาก มีคนเรือนแสน ในขณะเดียวกันนั้นทุกอย่างอยู่ภายใต้ระบบราชการรวมศูนย์ กฎเกณฑ์กติกาที่ใช้ในหมู่บ้าน หมออนามัย โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลขนาดยักษ์ของกระทรวงสาธารณสุข ใช้ระบบเดียวกัน ประสิทธิภาพมีปัญหาหรือไม่ ประเด็นนี้น่าจะต้องเสนอต่อสาธารณะ ถ้าหากไม่ดูหรือแก้ไขตรงจุดนี้ มีเงินมากมายอย่างไรก็ไม่สามารถจัดการได้ เพราะติดขัดเรื่องการบริหารจัดการ เช่นแพทย์จบใหม่ 4 เดือน ยังไม่ได้บรรจุ ยังไม่ได้เงินเดือน สถานการณ์การบรรจุเหมือนเดิม แรงจูงใจไม่มี มันมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ ทาง สช.เสนอให้คิดคำนึงถึงความสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น

“อย่างไรก็ตามมันมีเรื่องมีประเด็นให้พูดถึงมากกว่าเรื่องเงิน ทั้งนี้ประเทศเราต้องปรองดอง หาทางให้ประชาชนมีความสุขลดความทุกข์ ก้าวข้ามความขัดแย้ง หน่วยงานหรือองค์กรใดที่มีอำนาจเยอะต้องใช้อำนาจให้น้อยลง ใช้การประสาน ทำงานอภิบาลแบบเครือข่าย เห็นคุณค่าองค์กรอื่นๆ ต้องเดินหน้าปฏิรูปในทิศทางที่ควรจะเป็นและถูกต้องด้วย ต้องไม่ถอยหลังเข้าคลอง การกระจายอำนาจ ปรับระบบบริหารจัดการ”นพ.อำพลกล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : http://www.ftawatch.org

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ทั่วไป และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร