ข่าวคืบหน้าเรื่องให้ประชาชน ‘ร่วมจ่าย’ค่ารักษาพยาบาล

Untitled6มติชน ฉบับวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ฝ่ายวิชาการ ชมรมแพทย์ชนบท
หลังจากถูกเปิดโปงเรื่องการเสนอให้ประชาชน “ร่วมจ่าย” ในระบบบัตรทอง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคนแวดล้อม ได้ “ดาหน้า” ออกมา “ปฏิเสธ” พัลวัน เริ่มจาก นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดกระทรวงที่ นพ.ณรงค์ไว้วางใจเป็นพิเศษ ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการพูดเรื่องนี้ แต่ฝ่ายที่ออกมาเปิดโปงก็เอา “รายงานการประชุม” ออกมายืนยัน
ต่อมาก็ยังพยายาม “ตีกรรเชียง” ว่าไม่ได้พูดบ้าง เป็นรายงานที่ยังไม่มีการรับรองบ้าง จนมีการเปิดเทปการประชุมให้เห็นกันจะจะว่าใครพูดอะไรกันบ้าง
ร้อนถึง คสช.ซึ่งทำคะแนนดีมาตลอด จนโพลให้คะแนนสูงถึง 8.5 ซึ่งท่านหัวหน้า คสช.ยังอยากได้คะแนนเต็มสิบ แต่ข่าวนี้คงทำให้คะแนนตก เพราะถ้าทำตามนั้นก็คงจะทำ ความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง สร้างความทุกข์ไปทั่ว รวมไปถึงบรรดาทหารเกณฑ์และครอบครัวจำนวนมากด้วย
ในที่สุด นพ.ณรงค์ก็หนีความรับผิดชอบ ไม่พ้น เมื่อสื่อลงข่าวพาดหัวชัดเจนว่าถูก คสช.ล็อกตัว แถลงไม่ให้ประชาชนจ่ายเพิ่ม
ยังระบุว่า “ตั้งแต่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าตลอด 12 ปีที่ผ่านมา เกิดความทุกข์ขึ้นมากมาย โดยสะท้อนผ่านทั้งเจ้าหน้าที่และหน่วยบริการในสังกัด สธ.” พร้อมกันนั้นก็ยังวางแผน “สร้างความแตกแยก” ต่อไป โดยระบุว่า “ระหว่างนี้จะมีการประเมินความทุกข์ของแต่ละส่วน พร้อมทั้งประเมินว่าประชาชนได้รับบริการอย่างเต็มประสิทธิภาพคุ้มกับงบประมาณและภาษีที่ใช้ไปหรือไม่”
นับว่าเป็น “ปฏิบัติการสวนทางนโยบาย” ของ คสช.อย่างโจ่งแจ้ง เพราะ คสช.มุ่งเน้นให้เกิดความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ แต่ นพ.ณรงค์กลับพยายามสร้างความแตกแยก แทนที่จะยอมรับความจริงแล้วหาทางปรับปรุงแก้ไข กลับมีการดึงเอาพวกพ้องที่เคย ออกมาปกป้องตัวตอนทำผิดพลาดเรื่องพีฟอร์พี จนเกิดความแตกแยกร้าวลึกในประชาคมสาธารณสุขอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งกรณีเตรียมการออกมาแถลงข่าวตอบโต้ และปฏิบัติการบุกห้องนักข่าวโจมตี “ลามปาม” ไปถึง อ.ประเวศ วะสี เมื่อเย็นวันที่ 16 กรกฎาคม 2557
ความจริง ปัญหาเรื่องความไม่พอใจระบบบัตรทองของเจ้าหน้าที่นั้น เป็นเรื่องธรรมดา เพราะมีการเปลี่ยนจากระบบ “การสงเคราะห์” เป็นให้ประชาชนมีสิทธิในการรักษาพยาบาลตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้ความรู้สึกว่า “เป็นผู้มีบุญคุณ” ในการให้ความช่วยเหลือรักษาพยาบาลแก่ประชาชนถูกกระทบโดยตรง ผนวกกับเมื่อประชาชนมารับบริการเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ระบบบริการไม่สามารถขยายตัวรองรับเพราะติดในระบบราชการ และกระทรวงสาธารณสุขไม่ยอมปฏิรูป ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักขึ้น ความไม่พอใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ปัญหาดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเหมือนเมื่อครั้งอังกฤษเริ่มระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยพรรคแรงงาน ตอนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงราวสองปี ที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจำนวนมากมีความไม่พอใจเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ปัญหานี้ก็ค่อยๆ คลี่คลายไปทางที่ดีขึ้น เพราะแท้จริงแล้วบุคลากรในวิชาชีพสาธารณสุขทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และอื่นๆ ทุกคนล้วนเป็น “ลูก” ของ “พ่อ” คนเดียวกัน คือ สมเด็จพระบรมราชชนก ที่สอนพวกเราทุกคนว่า
“ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นกิจที่สองประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่งลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง
ถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์”พระราโชวาทนี้จารึกไว้ ณ ฐานพระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จปู่สมเด็จย่าที่หน้ากระทรวงสาธารณสุขนั่นเอง นพ.ณรงค์ควรไปอ่านและท่องจำให้ขึ้นใจเป็นประจำ
นพ.ณรงค์ไม่ต้องไป “ประเมินความทุกข์” เพื่อมาใช้เป็นเครื่องมือปลุกระดมหรอก เพราะถ้าตั้งต้นด้วย “อคติ” ผลประเมินย่อมเชื่อถือไม่ได้ และความจริงแล้วข้อมูลเรื่องนี้ก็มีการประเมินทุกปีโดยสถาบันที่เป็นกลาง คือ เอแบคโพลล์ พบว่านอกจากประชาชนจะมีความพึงพอใจในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสูงขึ้น ทุกปี (จาก 83.0% ในปี 2546 เป็น 95.1% ในปี 2556) แล้ว เจ้าหน้าที่ที่ให้บริการก็มี ความพึงพอใจเพิ่มขึ้นตามลำดับด้วย (จาก 45.6% ในปี 2546 เป็น 73.6% ในปี 2556) ขอให้ดูกราฟที่นำมาแสดงแล้ว
นพ.ณรงค์ก็เป็นกรรมการในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพมานาน ควรรับรู้ข้อมูลนี้อยู่แล้วแต่เพราะไม่ใคร่ไปร่วมประชุม ส่งแต่ “มือรอง” ไปประชุมแทน ประชุมแต่ละครั้งแทนที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน กลับคอยขัดขวางการแก้ปัญหาของประชาชน รวมทั้งการออกหนังสือห้ามข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขเข้าร่วมประชุมกับ สปสช.อีกด้วย
ไม่น่าเชื่อที่ นพ.ณรงค์ชี้แจงเรื่องนี้ว่า “ที่ไม่ได้เรียกประชุมคณะกรรมการ สปสช.มา 2 เดือน เนื่องจากกฎหมายระบุว่าให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ เมื่อไม่มี รมว.สธ.จึงไม่มั่นใจว่าสามารถทำหน้าที่รักษาการประธานได้หรือไม่ ขณะที่การออกหนังสือห้ามเจ้าหน้าที่ สธ.เข้าร่วมประชุมกับ สปสช.นั้น ต้องมีการหารือร่วมกับ สปสช.อีกครั้ง เพื่อตกลงหลักเกณฑ์การปฏิบัติให้ชัดเจนก่อนที่จะยกเลิกหนังสือห้ามเข้าประชุมร่วมกัน”
โดยแท้ที่จริงแล้วเวลาผ่านไปร่วม 2 เดือนเป็นไปไม่ได้ที่ นพ.ณรงค์ยัง “ไม่แน่ใจ” ว่าจะทำหน้าที่รักษาการประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้หรือไม่ เพราะ นพ.ณรงค์ได้ใช้อำนาจประธานสั่งงดการประชุมไปแล้ว ต่อมาสั่งเรียกประชุม และสั่งงดอีกรอบ
สาเหตุที่สั่งงด สั่งประชุม กลับไปกลับมา เป็นที่รู้กันว่าเพราะ นพ.ณรงค์ต้องการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การบริหารเงินของ สปสช.ใหม่ให้โอนเงินทั้งหมดไปให้กระทรวงบริหาร ซึ่งเป็นการผิดกฎหมาย เมื่อทาง สปสช. ไม่ยอมทำตามจึงใช้วิธีงดประชุม และสั่งห้ามข้าราชการกระทรวง สธ.ไปร่วมประชุมกับ สปสช. โดย นพ.ณรงค์ก็ยอมรับโต้งๆ จากคำแถลงนี้เอง

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ระบบสุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร