สัมภาษณ์พิเศษ: สธ.รวมศูนย์อำนาจอนาคต’การเมือง’สั่งได้

Untitled9โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
1-8-2557 10-55-54ท่ามกลางกระแสปฏิรูป ดูเหมือนว่ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะตอบสนองมากที่สุด หากพิจารณาแนวทางที่ สธ.นำเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว จะพบว่ามีลักษณะ”รวมศูนย์อำนาจ”
แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับแนวทางการปฏิรูปของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งมี นพ.อำพล จินดาวัฒนะเป็นเลขาธิการ ที่ให้น้ำหนักกับกลไกการ”รับฟังความคิดเห็น” และยึดหลักการ “กระจายอำนาจ” ลงสู่ประชาชนให้มากที่สุด
“หากอำนาจทุกอย่างกลับไปอยู่กับ สธ. คุณต้องไม่ลืมนะว่ามันถูกบริหารจัดการโดยข้าราชการหมดวันหนึ่งหากหัวอ่อนแอ การเมืองก็สั่งซ้ายหันขวาหันได้ มีการทุจริตได้”
นพ.อำพล บอกอีกว่า ขณะนี้ความคิดเรื่องรวมศูนย์อำนาจยังคงเป็นใหญ่ แต่ก็เป็นเรื่องดีที่คสช.มีแนวคิดการปฏิรูป เพราะฉะนั้นอาจจะไม่เห็นผลในทีเดียว แต่สุดท้ายการปรับตัวไปเรื่อยๆ
“ในที่สุดว่าไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการให้อำนาจประชาชนเป็นคนกำหนดนโยบายสุขภาพด้วยตัวเอง”
เรื่องของความขัดแย้งระหว่าง สธ.กับองค์กรตระกูล ส. ที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานคุณหมอ อำพลมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา
“ในขณะที่ สธ.พูดแต่เรื่องเขตบริการสุขภาพองค์กรตระกูล ส.ได้ทำหน้าที่ใหม่ คือ การทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด พร้อมกันนี้ยังได้จัดตั้งกองทุนอภิบาลระบบโดยเฉพาะ”
ตัวอย่างการดำเนินงานขององค์กรตระกูล ส.ในการกระจายอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ (สสส.) ที่ทำเรื่องลดอุบัติเหตุในชุมชนสช.เอาทุกภาคส่วนมาร่วมขับเคลื่อนสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพและมีกลไกจัดการแบบเครือข่าย
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)เป็นผู้ซื้อบริการทุกหน่วยบริการ และทำเรื่องกองทุนสุขภาพประจำตำบล หรือสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) ก็มีกองทุนอุดหนุนท้องถิ่น ในการให้บริการฉุกเฉิน รวมถึงมีค่าตอบแทนให้เจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน
“แน่นอนว่าการดำเนินการเช่นนี้ต้องกระทบ สธ.ซึ่งเคยดูแลงบประมาณเอง อำนาจก็หายไป”
นพ.อำพล พูดชัดว่า จากที่ได้รวบรวมข้อมูลและข้อเสนอต่างๆ พบว่าบทบาทของ สธ.หลังจากนี้ คือต้องคิดและทำให้น้อยลงให้มากที่สุด โดยเฉพาะในส่วนของการบริการ ที่สำคัญต้องปรับทัศนคติใหม่ให้คนอื่นมาร่วมกันทำเยอะๆ
“แนวทางที่เหมาะสม คือ สธ.ต้องกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น แล้วปรับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ประสานหรือเป็นเพียงพี่เลี้ยงเท่านั้น”
สำหรับการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งมีความขัดแย้งกันระหว่าง สธ.กับ สปสช.นพ.อำพล บอกว่า ไม่คิดว่าระบบประกันสุขภาพจะใช้เงินเยอะเกินไปจนทำให้โรงพยาบาลหรือระบบล้มละลาย
“พอเปลี่ยนจากงบประมาณประจำก้อนใหญ่ มาเป็นเหมาจ่ายรายหัว แน่นอนว่าตัวเลขมันเยอะ ก็ต้องถามว่าเยอะแล้วยังไง สธ.จะกลับมาดูแลเองหรอ”
คุณหมออำพล อธิบายว่า ระบบประกันสุขภาพเกิดขึ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำไม่ได้เพื่อสงเคราะห์คนมีรายได้น้อย ระบบนี้คนจนคนรวยมีสิทธิเท่ากัน คุณรวยคุณก็มีสิทธิใช้บริการ ก็ได้เงินต่อหัวเท่ากัน ส่วนถ้าโรงพยาบาลไหนขาดทุนก็ต้องไปดูว่ามันขาดทุนเพราะอะไร ตรงนี้ในฐานะหน่วยบริการก็ต้องมีวิธีบริหาร
“เหมือนรถเมล์ฟรี ไม่ได้บอกว่าคนรวยขึ้นไม่ได้ แต่ถ้ามีฐานะเขาก็ไม่ใช้บริการ เพราะฉะนั้นเงินต่อหัวเขาก็จะถูกเอาไปให้คนอื่นด้วยซ้ำ”
“ระบบของ สปสช.หรือองค์กรตระกูลส.อื่นๆมันมีคนที่เกี่ยวข้อง มีสำนักงบประมาณมีตัวแทนวิชาชีพ มีภาคประชาชน เข้ามาเป็นคนร่วมกำหนด มีการคานอำนาจเกิดขึ้น ถ้าเรามองระบบแบบนี้ ผมเชื่อว่าประชาชนจะพอใจการถ่วงดุล มากกว่าจะให้ข้าราชการบริหารเพียงกลุ่มเดียว”

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน 3 กองทุนสุขภาพ และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร