รายงานพิเศษ: เจาะเซฟเฮาส์เบื้องหลังแผนปฏิรูป

Untitled

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
แนวทางปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว กำลังจะถูกขับเคลื่อนผ่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่จะกำเนิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ฤกษ์คิกออฟประชาสัมพันธ์การรับสมัคร สปช. ในวันที่ 9 ส.ค. 2557
กว่าแผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน จะออกมาเป็นรูปเป็นร่างเพื่อเป็นกรอบการทำงานเบื้องต้นให้สปช.ไม่เกิน 250 คนล้วนมีเบื้องหลังการทำงานน่าสนใจยิ่ง เริ่มตั้งแต่ คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจการบริหารประเทศ ได้กำหนดโครงสร้างให้มีกลุ่มงานปรองดองและการปฏิรูป โดยมี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นแม่งานใหญ่ ได้ตั้งคณะทำงานเป็นสองชุด ได้แก่ คณะทำงานเกี่ยวกับศูนย์ปรองดอง และคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ มี พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน
กล่าวเฉพาะ “คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปฯ” ได้ระดมนายทหารถึง 65 นาย เข้ามาทำงาน แบ่งเป็นส่วนอำนวยการและประสานงาน 10 นาย ส่วนข้อมูล 30 นาย ส่วนประชาสัมพันธ์ 5 นาย ส่วนสนับสนุน 20 นาย บทบาทหลักอยู่ที่ฝ่ายข้อมูลที่มีนายทหารระดับมันสมองกองทัพ 30 นาย มาทำหน้าที่ศึกษาแนวทางการปฏิรูปจากองค์กร เครือข่าย ภาคส่วนต่างๆ มีการระบุออกมาว่า ต้องอ่านเอกสาร หนังสือมากกว่า 300 เล่ม ศึกษาข้อเสนอมากกว่า 1,000 ชิ้น (คนอ่าน 30 คน)
สรรพข้อมูลจึงล้นทะลักห้องทำงานสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ต้องย่อยเป็นประเด็นสำคัญให้เหลือเพียงไม่กี่บรรทัดแปะไว้บนผนังห้องสี่เหลี่ยม รอจัดทำข้อสรุปเสนอต่อหัวหน้าคสช.
ที่มาของเอกสารข้อมูลงานปฏิรูปส่วนใหญ่ คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปฯ จะนำมาจากคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.)ซึ่งมี อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ซึ่งมี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน และข้อเสนอจากภาคีพัฒนาประเทศไทย ที่มี นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เป็นแกนนำ ข้อมูลแนวทางปฏิรูปประเทศทั้งหมดนี้เคยมีการศึกษารวบรวมมาเป็นเวลา 3 ปี ถือว่าเป็นต้นทุนสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
ถึงขนาดที่ คสช.ทำหนังสือเชิญ อานันท์ นพ.ประเวศให้มาร่วมเป็นคณะที่ปรึกษาฯ อย่างไรก็ตามทั้งสองปฏิเสธแต่พร้อมสนับสนุนทางด้านข้อมูลและให้ประสานผ่าน นพ.พลเดชนพ.ชูชัย ศุภวงศ์ และ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ แทน ซึ่งทั้ง”สามประสาน” จะมีบทบาทใน สปช.ในระยะเวลาอันใกล้นี้เช่นกัน
พร้อมกันนั้นยังมีการเชิญแกนนำทางการเมืองมาสัมภาษณ์ไม่ว่าจะเป็นระดับหัวหน้าพรรคการเมือง แกนนำภาคประชาชนกปปส. แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) โดยคนที่ผ่านการเก็บข้อมูล อย่างเช่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ จตุพร พรหมพันธุ์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ฯลฯ
“กระบวนการทำงานของกำลังพลได้เรียนเชิญอาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังมาดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เชิงลึกบุคคลที่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆเพื่อประมวลความรู้ในเชิงคุณภาพออกมาแต่ละประเด็นจะจัดทำการระดมความคิดแบบปิดจนกว่าจะได้รับข้อมูลจากทุกฝ่าย หลังจากจัดเวทีสภาปฏิรูปและจัดทำวิจัยเชิงคุณภาพขึ้น ทำให้สรุปได้ว่าประเด็นที่จะปฏิรูปมีทั้งหมด 11 ประเด็น
ได้แก่ 1.การเข้าสู่อำนาจ (นิติบัญญัติ ) 2.การใช้อำนาจบริหาร (รวมอำนาจ การกระจายอำนาจ) 3.การควบคุมอำนาจ(องค์กรตุลาการ กระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระ) 4.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ระบบโลจิสติกส์ 5.ระบบพลังงาน6.การศึกษาการเรียนรู้ และภูมิปัญญา 7.ด้านสื่อสารมวลชน8.ด้านความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจและสังคม 9.การจัดสรรทรัพยากร : ที่ดิน น้ำ และป่าไม้ 10.ด้านการทุจริตคอร์รัปชั่นและ 11.คุณธรรมและจริยธรรม
กรอบประเด็นเหล่านี้จะเป็นแนวทางการทำงานให้กับ สปช.ในรูปของข้อเสนอเชิงนโยบายให้รัฐบาล ยกร่างกฎหมายส่งต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
เมื่อได้สมาชิกสปช.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นหัวหน้าคสช.เป็นผู้คัดเลือกประธาน สปช. ขณะเดียวกันคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปฯ ก็จะแปลงสภาพเป็นฝ่ายเลขานุการให้กับสปช. โดยนายทหารฝ่ายข้อมูล 30 นาย จะเข้าไปสนับสนุนการทำงาน สปช.ด้วย เรียกได้ว่าการทำงานของ สปช.ยังมีจุดเชื่อมโยงอยู่ในสายตาคสช.ตลอดเวลา นอกจากนี้ว่ากันว่ามีการเล็งสถานที่รองรับการทำงาน โดยในเบื้องต้นอาจใช้สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่ง คสช.ออกคำสั่งให้มีอันสิ้นสุดลงเป็นสถานที่ทำงานแทน n
ผลสำเร็จไม่ได้อยู่ในสภา
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป1 ใน 3 ที่เข้าไปประสานวางกรอบการทำงานปฏิรูปประเทศกับ คสช.ให้มุมมองว่าวิกฤตการชุมนุมทางการเมืองทำให้ประชาชนตื่นรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปด้านต่างๆ ก่อนเลือกตั้ง ส่งผลให้ทหารที่เข้ามายึดอำนาจต้องทำการปฏิรูป เพราะมีประชาชนจับจ้องการปฏิรูปเป็นจำนวนมาก
“แม้ว่าจะมีการยึดอำนาจผ่านมาแล้ว 2 เดือนแต่กระแสการปฏิรูปกลับมีทีท่าจะแรงขึ้น เพราะฉะนั้นจะต้องจับตาดูการมีสภาปฏิรูปแห่งชาติจะไม่เหมือนกับคณะกรรมการปฏิรูปหลายคณะที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ประชาชนที่อยู่นอกสภาจะเคลื่อนไหวรุนแรงกว่าทุกครั้งเพราะทุกคนรอคอยการปฏิรูป แต่ตอนนี้จะไม่มีการเคลื่อนไหวรอให้คสช.จัดการบ้านเมืองเสียก่อน แต่ทันทีที่มี ครม.เกิดขึ้น ประชาชนเหล่านี้จะมาอย่างมีการจัดตั้งความคิดจิตสำนึก เนื้อหาสาระในการที่จะผลักดัน ดังนั้นตัวผมเองมองว่ากระแสการปฏิรูปของประชาชนนอกสภาเป็นตัวชี้ขาด”
“ผมคาดหวังว่า สปช.จะสนใจข้อเสนอต่างๆ ของประชาชน กระบวนการทำงาน 1 ปี ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด จึงขอฝากประธานสปช. ถ้าเข้าใจเรื่องนี้คุณจัดให้มีเวที หรือรูปแบบกรรมาธิการจังหวัด เหมือนตอน ส.ส.ร. ปี 2540 เขายกร่างคอนเซ็ปต์ให้มีกรรมาธิการจังหวัดและไปเปิดเวทีของตน เช่นเดียวกับ สปช. มีตัวแทนจังหวัด77 คน ให้มีกรรมาธิการจังหวัดไปเปิดเวทีจังหวัดนั้นๆ ไปประกาศแผนล่วงหน้าเลยจะทำคู่ขนานกันเพื่อให้ประชาชนได้ติดตามว่าจะมีส่วนร่วมตรงไหนได้บ้าง ถ้าเขาเห็นแผนจะได้เตรียมตัวไปแต่ละเวทีทุกครั้ง”
นพ.พลเดช บอกด้วยว่า ในส่วนของผู้ที่จะมาสมัครเป็น สปช.และผ่านการคัดเลือก จะต้องผ่านกระบวนการสรรหาเบื้องต้นตั้งแต่จากจังหวัด ซึ่งเป็นไปได้ว่า 1 ใน 5 คนที่ผ่านกระบวนการสรรหาจะต้องเป็นนักปฏิรูปตัวจริง เป็นไปได้ว่า สปช.จะเป็นองค์กรที่ทำงานได้ดี
หากกล่าวถึงคณะกรรมการสรรหา สปช.แต่ละด้าน นพ.พลเดช กล่าวว่า จะสรรหานักปฏิรูปครบทุกด้านหรือไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องติดตามส่วนตัวของผมต้องการให้บุคคลจากแขนงต่างๆ เข้าไปสมัคร สปช. เพื่อที่จะทำให้มีการปฏิรูปครบทุกด้านแต่ตัวผมจะไม่เข้าไปอยู่ใน สปช. เพราะคิดว่าจะต้องขับเคลื่อนพลังของมวลชนนอกสภาเรียกว่าสภาปฏิรูปคู่ขนาน

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน คสช. และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร