หนุนคนไทยสุขภาพแข็งแรง อาหารดีควบคู่ออกกำลังกาย

ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2557

โรคภัยที่น่ากลัวในครอบครัวคนไทยที่มาแรงและแซงทางโค้งโรคร้ายอย่างโรคเอดส์หรือมะเร็ง ก็คือโรคอ้วน ซึ่งกำลังเป็นภัยเงียบคุกคามชีวิตพวกเราโดยไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้เกิดจากพฤติกรรมแย่ๆ ในการใช้ชีวิตของคนในสมัยนี้ ตั้งแต่วัยเด็ก เยาวชน จนติดนิสัยไปถึงวัยทำงาน นั่นคือการไม่ออกกำลังกาย เคลื่อนไหวร่างกายน้อย บริโภคอาหารไร้คุณภาพ อาทิ ฟาสต์ฟู้ด น้ำอัดลม และสุราเป็นประจำ นำมาซึ่งน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โรคภัยไข้เจ็บถามหา สร้างความเจ็บป่วยทางกาย จิตใจ และเงินทองที่หามาได้ ที่ต้องนำไปรักษาตัวเองและคนในครอบครัว
เมื่อไม่นานมานี้มีข้อมูลตอกย้ำความน่าสะพรึงกลัวข้างต้น เกิดจากความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล โดยเปิดเผย “รายงานสุขภาพคนไทย 2557” สะท้อนให้เห็นถึงภัยคุกคามสุขภาวะที่สำคัญในปีนี้ คือภาวะ “โรคอ้วน” ที่กำลังบั่นทอนสุขภาพคนไทยมากขึ้น และที่น่าตกใจพบว่าความอ้วนของคนไทยเติบโตเป็นอันดับ 2 ของ 10 ประเทศอาเซียน ขณะที่เด็กไทย 10 คน อย่างน้อยมี 1 คนที่มีน้ำหนักเกินด้วย
ดร.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเกิดจากสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่แย่ลง ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลทางร่างกายมากขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ อาทิ อาหารฟาสต์ฟู้ด น้ำอัดลม และอาหารที่ขาดคุณค่าทางโภชนาการในโรงเรียน ฯลฯ รวมถึงการมีวิถีชีวิตที่เร่งรีบแบบคนเมือง มีกิจกรรมทางร่างกายลดลง และการใช้เวลากับสื่อออนไลน์มากขึ้น เป็นต้น
“ปัญหาขณะนี้คือเรามีสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อต่อการออกกำลังกายและในการบริโภคอาหาร ซึ่งต้องปรับปรุงกันอย่างเร่งด่วนต่อไป ไม่เช่นนั้นปัญหาโรคอ้วนจะมีมากขึ้น เพราะขณะนี้ประเทศไทยก็พบคนเป็นโรคอ้วนในอันดับต้นๆ ของอาเซียนแล้ว โดยเฉพาะผู้หญิงจะมีปัญหานี้ได้ง่ายที่สุด”
รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2557 ระบุว่า โรคอ้วนถือเป็นสาเหตุให้เจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร จากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง  (Non-communicable Diseases : NCDs) อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคมะเร็ง โรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี โรคซึมเศร้า ภาวะหายใจลำบากและหยุดหายใจขณะหลับ และโรคข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น โดยคนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคเหล่านี้มากกว่าปกติ 2-3 เท่า
นอกจากนี้ ภาวะโรคอ้วนในประเทศไทยมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต จากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกายในปี 2552 พบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมากกว่า 1 ใน 3 อยู่ในภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว เมื่อเทียบกับในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา (ปี 2534-2552) และหากเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคพบว่า คนไทยอ้วนสูงสุดเป็นอันดับ 2 จากทั้งหมด 10 ประเทศอาเซียน รองจากมาเลเซียเท่านั้น
ขณะเดียวกันยังพบเด็กอ้วนตั้งแต่ในระดับปฐมวัย (อายุ 1-5 ปี) และวัยเรียน (อายุ 6-14 ปี) ขยายตัวมากจนน่าเป็นห่วง คือเด็กนักเรียนทุกๆ 10 คน จะพบผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนอย่างน้อย 1 คน สำหรับสถานการณ์โรคอ้วนมีความรุนแรงแตกต่างไปในแต่ละภูมิภาค เพิ่มขึ้นตามระดับการพัฒนาและฐานะทางเศรษฐกิจ โดยอัตราสูงสุดอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และต่ำสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากการศึกษาภาวะโรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกินที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ พบว่า ในประเทศกำลังพัฒนาโรคอ้วนจะเกิดมากในเขตคนเมือง ครอบครัวที่มีฐานะ และผู้ที่มีรายได้สูง มากกว่าคนในชนบท แต่เมื่อประเทศนั้นๆ มีการยกระดับการพัฒนาสูงขึ้น เศรษฐกิจเติบโต ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและรายได้ดีขึ้น สถานการณ์กลับตรงกันข้าม เพราะกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรคอ้วนจะกลายเป็นกลุ่มคนจน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีทางเลือกในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพได้น้อยกว่า
ขณะที่อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารจานด่วน มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ แต่ให้พลังงานสูง จะมีราคาถูกลง ทำให้คนจนมีโอกาสซื้อได้เพิ่มขึ้น แต่คนรวยจะหันมาเลือกซื้ออาหารที่ดีกับสุขภาพและป้องกันโรคได้ดีกว่า ดังนั้น การจัดการกับโรคอ้วนจึงไม่สามารถแก้ปัญหาที่ปลายทางหรือส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องแก้ไขในระดับโครงสร้างที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจด้วย
ด้านอาจารย์สง่า ดามาพงษ์ นักโภชนาการและผู้จัดการแผนงานโภชนาการเชิงรุก (สสส.) กล่าวถึงแนวทางลดความอ้วน ได้เน้นกิจกรรม “3 อ.” ได้แก่ อาหาร (ควบคุมอาหาร) ออกกำลัง และอารมณ์ (อารมณ์ดีลดความอ้วนได้สำเร็จมากกว่าอารมณ์เสีย)
นักโภชนาการชื่อดังบอกว่า วิธีลดความอ้วนได้ที่ดีสุดคือควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 40 นาที อย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 5 วัน โดยเน้นการแบบเคลื่อนไหวต่อเนื่องหรือแอโรบิก สิ่งสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จคือแรงจูงใจก็มีบทบาทมาก และหากมีคู่หูหรือคนที่ตั้งใจจะลดความอ้วนพร้อมกัน หรือลดกันเป็น กลุ่ม โอกาสลดความอ้วนสำเร็จจะเพิ่มขึ้น หรือจะทำพร้อมกันทั้งครอบครัวยิ่งดี เพราะจะทำให้มีกำลังใจและไม่เบื่อ รวมทั้งยังมีการชักชวนกันออกกำลังกาย และกินอาหารที่ถูกต้องด้วย
“เราต้องใจเย็นๆ ไม่ต้องหักโหมลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เพราะอาจสร้างผลกระทบ อาทิ โอกาสเกิดผิวหนังเหี่ยว ย่น หย่อน ยานจะสูง เนื่องจากผิวหนังที่ถูก “ยืด” มานานปรับตัวไม่ทัน และทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อจะมาก ทำให้อัตราการเผาผลาญอาหารช้าลง (กล้ามเนื้อเผาผลาญเร็วกว่าไขมัน) ผลคือโอกาสกลับไปอ้วนใหม่ หรือ “โยโย่” สูง แถมน้ำหนักขาขึ้นมักจะเป็นไขมันล้วนๆ” อาจารย์สง่าฝากเตือน
คำถามที่ว่าหากตัวเราอยู่ในสภาวะที่มีสิ่งกระตุ้นมากๆ เช่น อาหารอร่อยๆ หรือไปงานเลี้ยงต่างๆ ที่จะทำให้เกิดโอกาสพ่ายแพ้ความอยาก ควรทำอย่างไร อาจารย์สง่าย้ำว่า ทางที่ดีสุดคือหลีกเลี่ยงหรือลดจำนวนการบริโภค เช่น ลดสิ่งกระตุ้นที่ทำให้หิว เช่น ลดการไปงานเลี้ยง เลี่ยงอาหารบุฟเฟต์ ไม่เข้าไปในตลาดหรือบริเวณใกล้ร้านอาหาร ร้านขนม ที่อุดมไปด้วยแป้งโดยไม่จำเป็น แม้แต่ภาพก็ห้ามดู
ขณะเดียวกันก็เตรียมอาหารสุขภาพลังงานต่ำ เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แครอต ฯลฯ ไว้ให้พร้อม ปอกใส่ตู้เย็นไว้ หรือนำอาหารแคลอรีต่ำไว้ใกล้ตัว เวลาหิวจะได้กินทันที และควรนั่งลง เคี้ยวช้าๆ กินช้าๆ ถ่วงเวลาให้ครบ 20 นาที เพื่อให้สมองเกินความรู้สึก “อิ่ม” เมื่ออิ่มแล้วควรรีบ “หยุด” กินทันที และควรฝึกให้เกิดเป็นนิสัยใหม่ หลังกินผลไม้ควรรีบบ้วนปากทันทีหลายๆ ครั้ง เพื่อลดโอกาสฟันสึกหรือผุจากกรดในผลไม้ และกรดจากการย่อยสลายน้ำตาลในช่องปาก”แต่สำหรับใครอยากกินจริงๆ ไม่รู้จะทำอย่างไร อย่างเช่น ต้องการกินก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย อาจจะขอแบบผัดแห้งๆ ใช้น้ำมันน้อยๆ ผักมาก เส้นน้อย หรือจะกินแบบ “ครึ่งจาน” ได้ก็ยิ่งดี ที่เหลือทิ้งไปเลย ถือคติว่าเป็นขยะข้างนอกดีกว่าเป็นขยะในร่างกายตัวเรา” อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ นักโภชนาการชื่อดัง ระบุ หากทำตามคำแนะนำข้างต้นได้ เชื่อว่าความอ้วนจะค่อยๆ ลดลง ผลที่ตามมาทำให้เราและคนในครอบครัวไร้โรค อายุยืนยาวขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพแน่นอน.
ในประเทศกำลังพัฒนาโรคอ้วนจะเกิดมากในเขตคนเมือง ครอบครัวที่มีฐานะ และผู้ที่มีรายได้สูง มากกว่าคนในชนบท แต่เมื่อประเทศนั้นๆ มีการยกระดับการพัฒนาสูงขึ้น เศรษฐกิจเติบโต ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและรายได้ดีขึ้น สถานการณ์กลับตรงกันข้าม เพราะกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรคอ้วนจะกลายเป็น กลุ่มคนจน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีทางเลือกในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพได้น้อยกว่า

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน HA และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร