ลุ้นกฎหมายอุ้มบุญคุม’ขายไข่’ท้าทายจริยธรรมทางการแพทย์

เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557
ทีมข่าวเฉพาะกิจ : รายงาน
ยังกลายเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจเกาะติดต่อเนื่อง กับเรื่องราวของการอุ้มบุญ!
เรียกว่าต่อยอดไปหลากหลายประเด็นกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของการรับจ้าง “อุ้มบุญ” ของสาวไทยวัย 21 ปี ที่จ.ชลบุรี ได้รับการว่าจ้างตั้งครรภ์แทนคู่สมรสชาวออสเตรเลียและภรรยาชาวจีน ต่อมาได้ทารกเป็นลูกแฝดชาย-หญิง แต่ทารกชายเป็นดาวน์ซินโดรม ยังอยู่ในเมืองไทยมารดาเด็กเลี้ยงเอาไว้ ล่าสุดทางครอบครัวออสเตรเลีย ออกมาให้สัมภาษณ์ข้ามประเทศยืนยันไม่ได้ทิ้งบุตรชายเอาไว้
ปัญหานี้ทำให้ทั้งกระทรวงสาธารณสุขไทย, แพทยสภา และตำรวจ ต่างเร่งตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด โดยเฉพาะบรรดาคลินิกต้องสงสัยที่เกี่ยวโยงการรับจ้างอุ้มบุญ เนื่องจากสื่อมวลชนประเทศออสเตรเลีย ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ยังมีแม่อุ้มบุญ ที่รับตั้งครรภ์ชาวออสเตรเลีย อีกกว่า 100 ราย
จากเรื่องราวของ จ.ชลบุรี ยังมาโผล่อีกใจกลางกรุงเทพมหานคร แถมยังสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนไม่ธรรมดายิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะข้อมูลที่ตำรวจนครบาลกำลังเร่งตรวจสอบเกี่ยวกับหนุ่มชาวญี่ปุ่น ทายาทของมหาเศรษฐีของแดนปลาดิบ ที่มาเป็นข่าวฮือฮากับการจ้างอุ้มบุญเด็กไว้มากถึง 15 คน (เด็กถูกนำออกนอกประเทศไปแล้ว 3 ราย) เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังในรอบ 2-3 ปี ทำให้กลายเป็นปริศนาที่ต้องขบคิดว่า ต้องการมีเด็กจำนวนมากมายเช่นนี้มีจุดประสงค์เรื่องใดแน่ อีกทั้งยังทำให้ต้องขยายผลอีกหลาย ๆ ประเด็นไปถึงบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่รายละเอียดการรับจ้างอุ้มบุญ ไปจนถึงขั้นตอนการนำเด็กทารกออกไปนอกประเทศได้อย่างไร
ที่สำคัญโยงใยกับขบวนการค้ามนุษย์ด้วยหรือไม่ ?
อย่างไรก็ดีทีมข่าวเฉพาะกิจเดลินิวส์และทีมข่าวนิวทีวี ช่อง 18 ยังร่วมกันเกาะติดตามประเด็น โดยเฉพาะเรื่องมีการซื้อ-ขายไข่ของหญิงสาวมีทั้งดารา นางแบบ พริตตี้ให้กับบรรดาคลินิกอุ้มบุญ ถึงขนาดทำเป็น “แคตตาล็อก” รายละเอียดรูปร่างหน้าตาอายุเก็บไว้ให้ลูกค้าดู นับเป็นธุรกิจระดับพันล้านของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังจับตาการแก้ไขปัญหาของประเทศไทย เพราะนอกจากซื้อขายไข่ของหญิงสาวแล้ว มีรายงานว่าผู้ชายก็มีแคตตาล็อกให้เลือกเช่นเดียวกับแบบของผู้หญิง เอาไว้ให้กับครอบครัวต่างชาติที่มีบุตรยาก รวมทั้งกลุ่มรักร่วมเพศที่ต้องการ มีบุตร
รูปแบบใช้การบริจาคบังหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมาย แต่เบื้องหลังมีการซื้อขายไข่จากผู้หญิง มีราคาตั้งแต่ 40,000-50,000 บาท โดยอดีตผู้ประกวดเวทีนางงามระดับประเทศรายหนึ่ง เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ในการติดต่อขายไข่จะทำผ่านเอเย่นต์ เมื่อตรวจร่างกายแล้วต้องรับการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้ตกไข่ราว 10 ครั้ง ที่สำคัญยังพบการโฆษณาการซื้อขายไข่ผ่านทางอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ทั้งที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่ามีความผิดฐานโฆษณาโอ้อวดเกินจริงก็ตาม
ทั้งนี้การขายไข่ให้กับคลินิกช่วยการเจริญพันธุ์ ที่ทีมข่าวได้เปิดโปงไปตลอดช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นปัญหาสำคัญที่นำไปสู่การอุ้มบุญ ซึ่งกรณีของชายชาวญี่ปุ่นที่ถูกระบุว่าเป็นบิดาของทารกน้อยมากถึง 15 คน แต่ละคนมีหน้าตาเชื้อชาติไม่เหมือนกัน มีทั้งยุโรปและเอเชีย ถือเป็นสิ่งยืนยันความเจริญก้าวหน้าในเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ ที่ไร้การควบคุมได้เป็นอย่างดี หลังเป็นข่าวโด่งดังออกไปพบว่า ในส่วนของคลินิกที่ยังไม่มีใบอนุญาตการประกอบสถานพยาบาลเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ฯ จะเปลี่ยนไปใช้วิธีการขอยืมสถานที่คลินิกที่มีใบอนุญาตดำเนินการแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการกวดขันจับกุม
นางระรินทิพย์ ศิโรรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)เปิดเผยว่า ได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ…. ไปยัง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อดำเนินการพิจารณา โดยกฎหมายฉบับนี้ได้ยกร่างเสร็จแล้ว มีการ
ทำประชาพิจารณ์ และผ่านความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการนำเข้าสู่สภา โดยคาดว่าฝ่ายกฎหมายคสช.จะประชุมพิจารณาในวันที่ 13 ส.ค.นี้ เพื่อส่งเข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ต่อไป
เจตนารมณ์ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จะเน้นประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กที่เกิดโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ โดยหมวด 3 ของร่าง พ.ร.บ.ฯ ระบุ คุณสมบัติของผู้หญิงที่จะตั้งครรภ์แทน ว่า ต้องไม่เป็นแม่หรือลูกสาวของคู่สมรส แต่ต้องเคยมีบุตรมาแล้ว และถ้ามีสามีแล้วก็ต้องได้รับการยินยอม ทั้งนี้ห้ามไม่ให้ตั้งครรรภ์เพื่อประโยชน์ทางการค้า รวมทั้งห้ามจัดให้มีนายหน้า ห้ามโฆษณาว่ามีผู้หญิงรับตั้งครรภ์แทน และในอีกมาตราหนึ่งระบุว่า กรณีที่พ่อแม่ตามกฎหมายเสียชีวิต เด็กที่เกิดจะต้องได้รับการดูแลจากแม่ที่อุ้มบุญก่อนจะตัดสิน เพื่อเป็นการคุ้มครองเด็กอีกทางหนึ่ง
ด้าน ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา ระบุว่า การอุ้มบุญที่เกิดขึ้นแล้ว เด็กยังไม่คลอดอีกหลายรายนั้น คงต้องพิจารณาเรื่องมนุษยธรรมด้วย เพราะเด็กไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ทำผิด ท้ายที่สุดอาจจะต้องหาทางให้เขาไปอยู่กับพ่อแม่ โดยจะต้องมีกระบวนการพิสูจน์ก่อนว่าเป็นลูกของใคร
“เราคงต้องอะลุ้มอล่วยเพราะเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่อยากมีลูก แต่ไม่สามารถมีลูกได้ สมัยก่อนแม้จะมีฐานะแต่ทำอะไรไม่ได้ แต่สมัยนี้เทคโนโลยีการอนามัยเจริญพันธุ์ช่วยได้ แต่จะต้องไม่เป็นการค้า อย่างไรก็ตามตอนนี้ประเทศไทยถือเป็นฮับ เกี่ยวกับการอนามัยการเจริญพันธุ์ ไม่อยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบจนเกิดปัญหาขึ้นมา” นายกแพทยสภา กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ที่กำลังเข้าสู่วาระการพิจารณาของ สนช. อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการจัดระเบียบและสร้างมาตรฐาน การซื้อขายไข่เลือกเพศและการอุ้มบุญ แต่สิ่งที่ท้าทายกว่าคงหนีไม่พ้นปัญหาจริยธรรมของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในเรื่องนี้ ที่อาจถึงเวลาต้องเลือกระหว่างศีลธรรม กับธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ในวิชาชีพทั้งวงการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน HA และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร