สัมภาษณ์พิเศษ: ‘ประยงค์ ปรียาจิตต์’ ชูธง’ป.ป.ท.’ล้างบางทุจริต

สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557
หลังจากที่ “ประยงค์ ปรียาจิตต์” ขยับขึ้นมานั่นแท่น “เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ” (ป.ป.ท.) มาสักระยหนึ่งแล้ว ก็สามารถแสดงผลงานในการปราบปรามการทุจริตออกมาได้อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวางถึงความสามารถและความเอาจริงเอาจังกับหน้าที่ที่ได้รับมาพร้อมๆ กับตำแหน่งเลขาธการ ป.ป.ท.
ทั้งนี้ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ได้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ โอกาส อุปสรรค แนวโน้ม และปัจจัยต่างๆ ในการทำงานเพื่อยุติวงจรทุจริตคอร์รัปชันที่มีอยู่ให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยมีรายละเอียดดังนี้
ในฐานะเลขาฯ ป.ป.ท. คนใหม่ กับภารกิจการปราบปรามทุจริตในภาครัฐถือเป็น “งานหิน” มากน้อยขนาดไหน
มันก็หนักนะ คือ 1.มันหนักต่อประเทศชาติ เพราะปัญามันใหญ่และรุนแรง2มันเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายให้สังคมมาก ดังนั้น ในฐานะที่ผมเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบก็ต้องหนักไปด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องพยายามทำให้มันสัมฤทธิ์ผลให้ได้ส่วนจะสัมฤทธิ์ผลมากน้อยแค่ไหนก็ต้องลองดูกันก่อน โดยที่ตัวผมเองกับสำนักงาน ป.ป.ท. จะทำให้เต็มที่ แม้ว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาสถานการณ์มันจะรุนแรงมาก โดยก่อนที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเข้ามานั้น มีการทุจริตทั้งในหน้าที่และพฤติกรรมขณะเดียวกันการทุจริตมันก็แผ่กระจายออกไปทั่วประเทศ โดยสรุปก็คือรุนแรงทั้งทางพฤติการณ์และในเชิงพื้นที่ และในขณะนี้ผลของการทุจริตมันเข้าไปกัดกร่อนโครงสร้างหลักของประเทศ เช่น สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และที่หนักที่สุดคือระบบราชการ
ผลที่ตามมานอกจากจะเสียหายเรื่องเม็ดเงินแล้ว หน้าที่ที่ต้องทำต้องแก้ไขปัญหาก็ไม่ได้ทำ มันจึงเป็นความเสียหายทั้ง 2 ส่วน ก็คืองานก็เสีย เม็ดเงินก็เสีย ที่ผ่านมาเราละเลยในเรื่องนี้มานาน ผลที่สุดสถานการณ์มันจึงรุนแรงขึ้นไปอีก ปราบก็ไม่ได้ผล ป้องก็ไม่ได้ทำอย่างเต็มที่ สถานการณ์ที่ผ่านมามันจึงใหญ่โตขึ้นอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ป.ป.ท. นั้นได้รับ คำสั่งที่ 69/57 เรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งเจาะจงมาเลยว่า หัวหน้าส่วนราชการต้องไปตรวจสอบว่าหน่วยงานของตัวเองมีจุดอ่อนตรงไหนแล้วทำแผนงานโครงการแก้ไข
จากนั้น ถ้ามีเหตุสงสัยหรือมีการกล่าวหาว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวเองกระทำการทุจริตประพฤติมิชอบก็ขอให้ดำเนินการทางวินัย ถ้าไม่ดำเนินการถือว่ามีความผิด สำหรับในการจัดซื้อจัดจ้างก็ให้หัวหน้าส่วนราชการมีส่วนควบคุมกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎของ ป.ป.ช. และให้ ป.ป.ท. ดำเนินการแสวงหาข้อมูลและข้อเท็จจริงใดๆ รวมทั้งเร่งรัดให้หัวหน้าส่วนราชการเร่งดำเนินการตามข้อบังคับ 1-4 ในคำสั่งฉบับดังกล่าว ก็คือให้ ป.ป.ท. เข้าไปมีอำนาจ อันนี้จึงเป็นเจตจำนงที่ คสช. ให้อำนาจ ป.ป.ท. อย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องนี้ อีกทั้งยังเป็นเหมือนการตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม เพราะหากผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลยไม่ทำงานก็จะมีความผิดเสียเอง
ภาคประชาชนให้ความสำคัญและมีการตื่นตัวกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันมากน้อยเพียงใด  ในด้านความร่วมมือนั้น ถ้าดูจากสถิติร้องเรียนที่เมื่อก่อนจะอยู่ประมาณ 40-60 เรื่องต่อเดือน แต่เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา เพิ่มเป็น 100 กว่าเรื่อง จนถึง ก.ค. ปรากฏว่ามี 300 กว่าเรื่อง ซึ่งบ่งชี้ว่าประชาชนเชื่อมั่น ป.ป.ท. โดยจะเป็นการผนึกความร่วมมือและจะเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุด ที่ผ่านมาได้หารือกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันที่มี คุณประมนต์ สุธีวงศ์ เป็นประธาน โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน มีโครงการ Watch dog หรือหมาเฝ้าบ้านอยู่แล้ว ก็จะเป็นอีกช่องทางที่สามารถผนึกกำลังทำงานร่วมกันได้ในอีกระดับ
ในส่วนเครือข่ายภาคประชาชนก็มีการประสานงานกับ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ซึ่งจะประสานต่อไปยัง สมัชชาสุขภาพ เพื่อทำงานร่วมกัน นอกจากนั้นก็ยังได้ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยให้เก็บข้อมูลในช่วง 4-5 ปีหลังที่ผ่านมาทั้งหมดหากมีภัยพิบัติเกิดขึ้นจริงก็ให้ประชุมแล้วขออนุมัติเข้ามา จากนั้นก็จะเปรียบเทียบจากฐานข้อมูลเดิม
ส่วนพี่น้องประชาชนที่เป็นเครือข่ายสมัชชาสุขภาพของ นพ.พลเดช ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศก็จะมีการติดต่อประสานงานกันว่ามีเหตุจริงหรือไม่ มีการใช้งบประมาณจริงอย่างที่แจ้งไว้อย่างไร ซึ่งถือเป็นการร่วมมือกันอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมทั้งในภาครัฐ เอกชนและประชาชน
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ขณะนี้ ในด้านความร่วมมือดีขึ้น เพราะสถานการณ์ที่ผ่านมามันรุนแรงสูงมากถึงขนาดที่ภาคประชาชนและกลุ่มธุรกิจที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผุ้ให้สินบนต้องออกมาต่อต้านและให้ความร่วมมือชัดเจน
ณ วันนี้ขนาดปัญหามันเล็กลงมาแล้ว กลไกการแก้ไขปัญหาดีขึ้นจึงขยับมาเท่ากันแล้ว ซึ่งผลมองว่าปัญหาจะกลับมาใหญ่เหมือนเดิมได้ยาก เพราะ 1.คสช. หรือรัฐบาลใหม่มีเจตจำนงชัดเจนในเรื่องนี้ 2.บรรดาตัวกฎหมายที่เคยมีช่องโหว่ในปัจจุบันนี้ก็จะได้รับการแก้ไขให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 3.การมองปัญหาของรัฐจะให้ความสำคัญมาขึ้น แล้วความ ร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ก็จะตามมา 4 มีมาตรการดำเนินงานครบถ้วย โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องของการทำงานเพื่อแก้ไขในทุกๆ ปัญา โดยต้องให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องชัวยกันทำอย่างบูรณาการ และข้อสุดท้าย ทุกภาคส่วนในสังคมมีแนวโน้นจะเข้ามาช่วยกัน ภาครัฐถูกฟื้นขึ้นมาทำงานกันอย่างจริงจัง ภาครัฐถูกฟื้นขึ้นมาทำงานกันอย่างจริง ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ภาคเอกชนเข้ามาให้ความร่วมมือชัดเจน
เพราะฉะนั้นเงื่อนไข 5 ประการนี้เป็นเงือนไขความสำเร็จของฮ่องกง ซึ่งผมคิดว่าเรามีแนวโน้มครบทั้ง 5 เรื่อง แต่ต้องพัฒนาให้มากขึ้น ฮ่องกงใช้เลา 10 กว่าปี เราน่าจะในช่วง 1-2 ปีก็น่าจะดีเพราะฉะนั้น จากสถานการณ์รุนแรง ถูกยาแรงกัดมาพอดีแล้ว ต่อไปเมื่อเราพัฒนากลไกเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ให้ดีขึ้น และในเป้าหมายสุดท้ายทึ่เป็นตัวชี้วัดก็คือ ดังชนีชี้วัดความโปร่งใสที่ประเทศไทยอยู่ที่ 102 มันก็จะดีขึ้น
รู้สึกอย่างไรที่ ป.ป.ท. เองกำลังทำงานแก้ไขปัญหาอยู่บน “ผลประประโยชน์” ของคนบางกลุ่ม บางฝ่าย
ผมไม่เคยกังวลเกี่ยวกับเรื่องแรงต้านแรงเสียดทานว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ เพราะผมเอาปัญหาของประเทศเป็นตัวตั้งเพราะเราก็รู้ว่าปัญหาทุจริตมันรุนแรง มันทำลายประเทศ ถ้าเอาตรงนั้นเป็นตัวตั้ง ผมก็ไม่สนใจว่า หากทำไปแล้วมันจะกระทบอะไรกับใครซึ่งตรบใดที่เราทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศจริงๆ เราก็ไม่มีทางที่จะไประแวงอะไรในเรื่องอย่างนั้น
โดยที่ผ่านมาเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดว่า “ถ้าไม่ได้ทำชั่ว ก็ไม่ต้องไปกลัวใคร” ทุกวันนี้ผมจึงกล้าพูดเสียงดังๆ หรือกล้าทำในสิ่งที่มันอาจจะอันตรายได้ ก็เพราะว่า ตัวเราเองไม่เคยมีแผล เพราะฉะนั้นไม่กลัว กลัวอย่างเดียว กลัวไม่ได้ทำ
ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีเรื่องใดที่ถือเป็นเรื่องด่วนและ ป.ป.ท. ดำเนินการเป็นรูปธรรมไปแล้วบ้าง
เรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบทำคือเรื่องการทำลายทรัพยากรธรรมชาติการบุกรุกป่า ซึ่งเห็นผลชัดเจนว่าเนื้อที่ประมาณ 2-3 พันไร หากตีราคาตามท้องตลาดก็หลายพันล้าน ทุกวันนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไปแจ้งความ ฟ้อางร้องทวงพื้นที่ดังกล่าวคืน ซึ่ง ป.ป.ท. เอง แม้ไม่ได้มีหน้าที่ไปดำเนินคดีกับคนบุกรุกทำลายป่าแต่ ป.ป.ท. มีหน้าที่ไปถามเจ้าหน้าที่รัฐว่าทำไมจึงมีการปล่อยปละละเลย และจากที่ ป.ป.ท. ลงไปจี้ก้สามารถเห็นผลเป็นรูปธรรม คือได้ที่ดิน 2-3 พันไร่กลับคืนมาแล้วป่าก็จะกลับมา และผลที่ตามมาอีกอย่างก็คือตอนนี้หลายๆ หน่วยงานทั่วประเทศให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ซึ่ต่อไปนี้หาก ป.ป.ท ดำเนินการ รับรองว่าจะไม่ช้าเหมือนเดิมอย่างแน่นอน
“ข้าราชการ-นักการเมือง-นายทุน” ใครคือคนที่มีส่วนสำคัญต่อการทุจริตคอร์รัปชันมากที่สุด
ข้าราชการ เพราะอำนาจทั้งหมดมันอยู่ที่ข้าราชการ ถ้าข้าราชการไม่เอาด้วย คนอื่นก็ทำอะไรไม่ได้ ทุกวันี้ข้าราชการมันใจอ่อนวิ่งไปเอื้อประโยชน์ให้เขาเอง ผมถึงได้เน้นย้ำว่า ถ้าฟื้นข้าราชการให้กลับมาเข้มแข็งได้เหมือนเดิมประเทศเรารุ่งเรืองไปถึงไหนแล้ว
อุปสรรค การทำงานของ ป.ป.ท. วันนี้คืออะไร
1.ตัวกฎหมายยังไม่ครอบคลุม ซึ่งตรงนี้เสนอแก้ไขไปแล้ว 2.ความล่าช้าในการทำงานตามกฎหมาย 3.คนของ ป.ป.ท.มีแค่ 200 กว่าคน ดังนั้น จะทำให้เร็วยังไงมันก็ยังไม่พอดีกับขนาดของปัญหา แต่ว่าต่อไปนี้จะเป็นการดำเนินการในเชิงกลยุทธ์ อย่างเช่นเมื่อก่อนเราเปิดไฟได้ทีละดวงแต่จากนี้จะเดินไปยกสวิตช์ตัวเดียวสว่างได้ทั้งเมืองเพราะจากเดิมมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 2 ล้านกว่าคนซึ่งเยอะมากแต่หลังจากที่มีคำสั่งที่ 69/57 ออกมาแล้ว ที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าส่วนราชการเป็นผู้ดูแลก็เหลืออยู่แค่ 418 กว่าคน ผมก็ไปประสาน 418 คน ทำงานให้คุมคน 2 ล้านกว่าคน อีกทั้งยังมีคนอีกมากกว่า 60 ล้านคนที่จะช่วยดูให้ คือ 60 ล้านคน ส่งข้อมูลมาที่ 200 คน ใน ป.ป.ท. จากนั้น ป.ป.ท. ก็ส่งข้อมูลไปที่ 418 คน แล้ว 418 คนก็ไปดูคนในความรับผิดชอบของตัวเอง ถ้าตรงนี้มันครบวงจรทุกอย่างมันก็จะดีขึ้น
คิดว่าข้าราชการควรให้ความสำคัญกับเรื่องปราบปรามการคอร์รัปชันและควรดำเนินชีวิตอย่างไรให้อยู่รอด
หากระบบราชการล้มเหลว หลายๆ อย่างในชาติเสียหายตามไปหมด ฉะนั้น อย่างมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องเล้ก การโกงในระบบราชการนั้นไม่ใช่ว่าจะโกงกันได้ง่ายๆ คือใครทำอะไรไว้ก็ต้องมีหลักฐานเช่น โทรศัพท์ราคา 10,000 แต่ไปซื้อในราคา 30,000 กลับไปตรวจสอบเมื่อไหร่ก็เจอ ผมจึงบอกว่าข้าราชการอย่าไปใจอ่อนกับสิ่งเหล่านี้ ถ้าข้าราชการไม่โกง ใครมันก็โกงไม่ได้ ข้าราชการมีศักดิ์ศรี มีอำนาจ มีทรัพย์สิน มีอะไรหลายๆ อย่างอยู่ในตัวเอง ต้องพยายามจำกัดตัวเองให้ได้
คาถาที่ดีที่สุดที่ทำให้ตัวเองอยู่รอดก็คือ ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมา ได้แก่ พอเพียง และต้องมีคุณธรรม ถ้ามีคุณธรรมแต่ฟุ้งเฟ้อเดี๋ยวก็หลุดออกนอกลู่นอกทาง ดังนั้น พอเพียงและมีคุณธรรมเป็นคาถาชีวิตที่ดีที่สุด รับรองว่าอยู่รอดและไปได้ดีด้วย

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน HA และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร