สกู๊ปหน้า1: แม่อ้อนนายกฯใหม่ขอให้ผ่าน พ.ร.บ.นม

Untitled3ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557
“เรารอมานานแล้ว อยากให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่พิจารณา พ.ร.บ.นมแม่ เพื่ออนาคตของชาติที่กำลังจะเติบขึ้นมาใหม่” นางศิริพรรณบอก
นางศิริพรรณ ภัทรสิริวรกุล อสม.ดีเด่น พ.ศ.2553 และประธานชมรมนมแม่ ตำบลท่าม่วง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เรียกร้องให้เกิด “พ.ร.บ.นมแม่” หรือ พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมตลาดอาหารทารกเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ถ้า พ.ร.บ.ออกมา “อย่างน้อยคนเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็จะเพิ่มขึ้น เพราะว่าโฆษณาที่ทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดจะลดลง ความรู้ที่แม่จะได้รับว่านมแม่ให้ประโยชน์อย่างไรจะได้รับรู้ที่แน่นอน ไม่บิดเบือน และสื่อต่างๆก็จะให้ความรู้เกี่ยวกับนมแม่ได้มากขึ้น เมื่อถึงวันนั้น การทำงานของเราก็จะไม่เหนื่อย เพราะบริษัทนมผงจะไม่สามารถเข้ามาจัดกิจกรรมต่างๆในชุมชนได้ง่ายเหมือนที่ผ่านๆมา”
แม้จะเป็นที่รู้กันว่า หลักเกณฑ์สากลว่าด้วยการตลาดอาหารทดแทนนมแม่นั้น ไม่สามารถโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้ตามสื่อต่างๆ แต่ในประเทศไทยหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ การกระทำที่ผิดหลักสากลนี้ กลุ่มก้อนผู้เห็นความสำคัญของนมแม่ได้ออกมาเคลื่อนไหว และหนุนให้คลอด พ.ร.บ.นมแม่ออกมาดูแลอย่างจริงจัง
ขั้นตอนของ พ.ร.บ.นั้น นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ที่ปรึกษาสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ บอกว่า ตัวร่างของ พ.ร.บ.สำเร็จไป95 เปอร์เซ็นต์แล้ว พร้อมที่จะเสนอรัฐมนตรีสาธารณสุข เพื่อเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี และเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป
สาระของ พ.ร.บ. “เราไม่ได้ปิดกั้นการค้าขาย การโฆษณานมผง แต่ว่าผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเด็กอายุสองขวบ ขวบกว่าๆต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง อาจจะมีกรมอนามัย มี อย.เป็นผู้กลั่นกรองว่า ข้อมูลโฆษณานั้นไม่อวดอ้างเกินจริง ไม่ให้ข้อมูลที่บิดเบือน รวมทั้งข้อความโฆษณาควรผ่านบุคลากรทางสาธารณสุข”
หลักใหญ่ใจความของ พ.ร.บ.ก็คือ “เราต้องการคุ้มครองสิทธิเด็ก เขาควรจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดตั้งแต่เกิด นั่นคือกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 เดือน และต่อเนื่องไปจนถึง 2 ขวบ ถึงค่อยกินอาหารเสริม”
สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ จะต้องเกิดความร่วมมือจากหลายฝ่าย และต้องสร้างทัศนคติที่ถูกต้องให้กับแม่ ต้องหยุดยั้งพฤติกรรมโฆษณาที่เกินจริง และผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงของบริษัทนมผง และที่มิอาจละเลยได้คือ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขต้องไม่ทำตัวเป็นนักโฆษณาประชาสัมพันธ์นมผงเสียเอง
ถ้าว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง แม้จะมี พ.ร.บ.เกิดขึ้นมาควบคุมกี่ฉบับก็คงไร้ผล
เมื่อถามว่า มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนหรือไม่ที่จะต้องมีพ.ร.บ.นมแม่ นพ.ศิริวัฒน์บอกว่า “เราช้ามานานแล้ว ที่ผ่านมาชาวบ้านรับการโฆษณาที่เกินจริง บิดเบือน ทำให้แม่เข้าใจผิดไปซื้อนมผงมาให้เด็กกิน ทำให้เด็กเสียโอกาสที่จะได้ดื่มนมแม่ ผลตามมาคือ เกิดภูมิแพ้ เกิดโรคติดเชื้อ ท้องร่วง เพราะนมผงไม่มีภูมิต้านทานจากโรคต่างๆ และเสียทรัพย์โดยไม่จำเป็น เป็นการละเมิดสิทธิของเด็ก”
ดังนั้น เราต้องเห็นประโยชน์โดยตรงด้านนี้ของเด็ก เพื่อการพัฒนาคุณภาพของเยาวชนโดยเริ่มตั้งแต่ในท้อง “เราจะมุ่งแต่เศรษฐกิจโดยไม่เห็นความสำคัญของคุณภาพชีวิตไม่ได้”
มองไปประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง อย่าง “เวียดนามเขาเจริญทางด้านเศรษฐกิจช้ากว่าเรา แต่รู้หรือไม่ว่า เขาพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตคน ตัวอย่างเช่น เวียดนามให้แม่ลาคลอดได้ถึง 6เดือน และมีกฎหมายควบคุมการตลาดของนมผสมออกมาแล้ว เป็นตัวชี้วัดง่ายๆว่าเขาเห็นคุณค่า เห็นคุณภาพชีวิตของเด็ก ไม่ได้มุ่งแต่รายได้ทางเศรษฐกิจอย่างเดียว”
นางศิริพรรณ แกนนำ อสม.นมแม่เขตอำเภอท่าม่วงบอกว่า เพื่ออนาคตของชาวท่าม่วง เขตท่าม่วงได้ประกาศสัญญาประชาคมออกมา 7 ข้อคือ 1.ให้มีการประชาสัมพันธ์ความรู้เรื่องนมแม่ในหลายช่องทาง 2.หญิงตั้งครรภ์ในตำบลท่าม่วง ได้รับการฝากครรภ์ก่อน 12 สัปดาห์ และฝากครรภ์ 5 ครั้งตามเกณฑ์ 3.หญิงหลังคลอดและเด็ก 0-5 ขวบ ได้รับการเยี่ยมบ้านทุกราย
4.ครอบครัวต้องมีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้ทารกกินนม แม่อย่างเดียว อย่างน้อย 6 เดือน และเลี้ยงควบคู่อาหารตามวัยจนครบ 2 ขวบ 5.ส่งเสริมการเสริมสร้างพัฒนาการเด็กด้วยกิจกรรมกิน กอด เล่น และเล่า
6.ไม่ให้ความร่วมมือกับบริษัทนมผสมที่เข้ามาในชุมชน โดยการไม่รับของแจกของแถมจากสื่อโฆษณาของนมผสม และร้านค้าในชุมชนที่จัดจำหน่ายนมผสมเด็กแรกเกิดถึง 1 ขวบ ต้องติดสติกเกอร์นมแม่ดีที่สุดตามชั้นวางสินค้า และ 7.สถานประกอบการจัดให้มีมุมนมแม่ มีสถานที่ให้นมบุตร หรือบีบเก็บน้ำนมสำหรับแม่หลังคลอด
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน นางศิริพรรณบอกว่า “ปัจจุบันนี้เราช่วยกันดูแลบริษัทที่เข้ามาโฆษณานมผง พวกเขาจะเข้ามาทางเทศบาล ผ่านเข้ามาทางผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่เดี๋ยวนี้กำนันผู้ใหญ่บ้านจะมาคุยกับเราก่อน แรกๆ เราก็บอกเขาไปว่า เราไม่ยอมรับ ทำให้คนเข้าไปร่วมกิจกรรมน้อยมาก จนเดี๋ยวนี้ไม่มีใครเข้าไปร่วมกิจกรรมของบริษัทที่มาขายนมผสมแล้ว”
นางศิริพรรณบอกแม่มือใหม่ว่า “แม่ทุกคนอยากให้ลูกได้ดั่งใจคิดตั้งแต่ตัวเองตั้งท้อง แม่อยากให้ลูกได้พรอย่างไร พรนั้นก็อยู่ที่ตัวแม่เอง เพราะฉะนั้น พรที่ลูกจะได้ก็คือ แม่ต้องมีความตั้งใจว่าจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อย่างน้อยลูกก็จะได้ความรักและความอบอุ่นจากครอบครัว และสิ่งที่จะตามมาคือ ความฉลาดของลูก ร่างกายของลูกแข็งแรง ดังนั้น พรทุกพรอยู่ที่ตัวแม่ แม่ต้องเข้มแข็งในการดูแลลูก”
เพื่อให้เครือข่าย “นมแม่” ท่าม่วงขับเคลื่อนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ประธาน อสม.ดีเด่นบอกว่า ในพื้นที่นอกจากเครือข่ายช่วยกันดูแล
บริษัทนมผงเข้ามาแล้ว ยังช่วยกันเฝ้าติดตามสตรีมีครรภ์ ส่งคนติดตาม ช่วยเหลือดูแลสตรีหลังคลอดอย่างใกล้ชิดอีกด้วย
สำหรับแม่ที่ต้องทำงาน ไม่มีเวลาให้นมลูก เครือข่ายก็ให้ความรู้ และทำความเข้าใจกับเจ้าของกิจการหรือนายจ้าง จนกระทั่งสามารถขอพื้นที่ในโรงงานสร้างเป็นมุม “นมแม่” ได้
“มีอยู่โรงงานหนึ่ง เราเข้าไปขอให้มีมุมนมแม่ เจ้าหน้าที่ก็ช่วยให้เกิดขึ้นมา ภายในมุมนั้น โรงพยาบาลและ อสม.ได้ช่วยจัดให้มีอ่างล้างมือ มีอุปกรณ์เก็บนมแม่ มีตู้เย็นเก็บนม ปัจจุบันแม่สองสามคนใช้บริการอยู่ เราอยากให้ทุกโรงงานปรับปรุงให้มีมุมนมแม่”
นพ.ศิริวัฒน์ทิ้งท้ายว่า “เราคิดว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติ คงจะเห็นความสำคัญอนาคตของชาติ โดยเฉพาะเด็กไทยในวัยเริ่มต้น เราล้าหลังอาเซียนเป็นที่โหล่หลายเรื่องแล้ว อย่างด้านการศึกษาเราก็เป็นอันดับ8 บางอย่างก็เป็นอันดับบ๊วย”
ดังนั้น “ถ้าผ่าน พ.ร.บ.นี้ แล้วผู้ประกอบการเกี่ยวกับนมนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็จะทำให้อันดับต่างๆ ของไทยเหล่านั้นขยับขึ้นมาได้บ้าง”
ความหวังของหมอและแม่จะลุล่วงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยแท้.

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน เด็กเล็ก และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร