แพทยสภาให้เปิดช่องแก้’กม.อุ้มบุญ’ทันยุค

มติชน ฉบับวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557
ถก’พ.ร.บ.อุ้มบุญ’ แพทย์มี ความเห็นต่าง อยากให้ระบุชัดหญิงท้องแทนต้องเป็นญาติ ขณะที่แพทยสภาแนะวางกรอบ กม.ให้กว้าง
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซอยศูนย์วิจัย ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับแพทยสภา จัดการประชุมเรื่อง “การให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์” มีแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องกับราชวิทยาลัยฯ และแพทยสภาที่ได้รับอนุญาตให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มาร่วมประชุมกว่า 100 คน จากทั้งหมด 240 คนทั่วประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมนอกจากจะกำชับให้แพทย์สูตินรีเวชที่สามารถทำการอุ้มบุญให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบแพทยสภาอย่างเคร่งครัดแล้ว ยังให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องข้อเสนอการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ พ.ศ…. ในที่ประชุมมีความเห็นออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกต้องการให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดให้ทำการอุ้มบุญในหญิงที่เป็นญาติเท่านั้น ขณะที่อีกฝ่ายต้องการให้เขียนภาพรวมในร่างกฎหมายว่า การกำหนดหญิงอุ้มบุญให้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขแพทยสภา และให้ไปเขียนรายละเอียดในกฎระเบียบแพทยสภาเพิ่มเติม เพื่อเปิดช่องเมื่ออนาคตสังคมยอมรับให้ทำการอุ้มบุญในหญิงโสด หรือคู่รักเพศเดียวกัน
ศ.คลินิก พญ.วิบูลพรรณ ฐิตะดิลก ประธานราชวิทยาลัยสูตนรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า หญิงที่จะตั้งครรภ์แทนต้องเป็นญาติควรจะกำหนดไว้ในประกาศแพทยสภาหรือร่าง พ.ร.บ.นั้น ราชวิทยาลัยสูติฯยังไม่มีความเห็น ต้องรอฟังความคิดเห็นของสูตินรีแพทย์แล้วนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารราชวิทยาลัยฯก่อนเมื่อได้ข้อสรุป จึงจะทำเป็นความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา อย่างไรก็ตามในส่วนสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยการเจริญพันธุ์จากราชวิทยาลัยสูติฯแล้ว 45 แห่ง อยู่ระหว่างพิจารณาอีก 14 แห่ง กลุ่มนี้ยังไม่สามารถให้บริการได้
นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ในการประชุมได้เชิญแพทย์เฉพาะทางสูตินรีเวชที่ได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้องในด้านการทำเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ รวมทั้งเรื่องอุ้มบุญมาสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติตามระเบียบของแพทยสภา และจริยธรรมของแพทย์อย่างเคร่งครัด ยิ่งขณะนี้ข่าวที่ออกมาอาจทำให้คนเข้าใจภาพของประเทศไทยผิด จึงต้องระมัดระวังและดำเนินการทุกอย่างอย่างถูกต้อง
“ในการประชุมเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน แพทย์บางรายสอบถามว่า ระเบียบแพทยสภามีระบุห้ามเลือกเพศในการทำอุ้มบุญ หากในกรณีทำอุ้มบุญคลอดเด็ก 5 คนเป็นชาย และคนที่ 6 ขอเป็นหญิงได้หรือไม่ ซึ่งแพทยสภายืนยันว่าไม่ได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ” นพ.สัมพันธ์กล่าว และว่า จากการพูดคุยสรุปได้ว่า แพทย์สูตินรีเวชส่วนใหญ่มีความกังวลว่า จากข่าวที่ออกมาจะเหมือนปลาเน่าตัวเดียวแต่ลามทั้งหมด และกังวลว่าจะออกกฎหมายมาควบคุมจนไม่สามารถให้บริการเทคโนโลยีด้านนี้ด้วยหรือไม่ ซึ่งระบุแล้วว่า ยังไม่มีกฎหมายห้าม แต่เป็นการควบคุมให้ถูกต้อง
นพ.สัมพันธ์กล่าวว่า จากการคุยกันแพทย์สูตินรีเวชฯ ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแพทยสภา ที่จะเสนอให้มีการปรับปรุงหรือระบุในร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ พ.ศ….แบบกว้างๆ ว่า การกำหนดให้หญิงทำการอุ้มบุญนั้นให้เป็นไปตามระเบียบของแพทยสภา หรือกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือให้ไปลงรายละเอียดในแพทยสภาว่า หญิงที่รับอุ้มบุญต้องเป็นญาติทางสายเลือดทางใดทางหนึ่ง หากไม่มีญาติก็ให้พิจารณาความจำเป็นเป็นกรณีไป เพราะอนาคตอาจปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยได้ จึงไม่ควรปิดช่องทั้งหมด
ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า การออกกฎหมายควรออกในลักษณะกว้างๆ อย่างกรณีการกำหนดให้หญิงที่มารับอุ้มบุญหรือตั้งครรภ์แทนต้องเป็นญาติเท่านั้น จริงๆ ไม่ควรกำหนดในกฎหมายใหญ่ เพราะความเป็นจริงคู่สมรสหลายคู่ไม่มีญาติหรือแม้แต่ลูกพี่ลูกน้องก็ไม่มี ขณะที่พวกเขาต้องการมีลูก และไม่สามารถมีลูกได้ อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น มีปัญหามดลูก จึงควรเขียนในกฎหมายว่า การให้หญิงอุ้มบุญแทนให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของแพทยสภา หรือกฎกระทรวง เพราะจะสามารถเขียนละเอียดและปรับเปลี่ยนได้ง่ายกว่า เนื่องจากหากออกเป็น พ.ร.บ.จะแก้ไขยาก “ปัจจุบันระเบียบแพทยสภาระบุให้อุ้มบุญเฉพาะเครือญาติ แต่หากมีความจำเป็นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทยสภาเป็นกรณีไป ดังนั้น กฎหมายใหญ่ควรยึดตามข้อระเบียบแพทยสภา แต่ไม่ควรไปเขียนในกฎหมาย เนื่องจากในอนาคตสังคมเปลี่ยน เช่นอาจให้คู่รักเพศเดียวกันและผู้หญิงโสด สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ช่วยการมีลูกได้ ตัวระเบียบจะปรับแก้ได้ ไม่ใช่ไปปิดโอกาสในอนาคต เพราะจะขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน สำหรับข้อเสนอเรื่องนี้แพทยสภาจะนำเข้าคณะกรรมการกฤษฎีกาควบคู่กับทางกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อให้พิจารณาต่อไป” ศ.นพ.สมศักดิ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีการระบุหรือไม่ว่าสามารถเอาผิดแพทย์ทางอาญาได้ ศ.นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า มี โดยกฎหมายจะเอาผิดแพทย์ได้ 2 เด้งคือ จริยธรรม และโทษอาญาที่พ่วงกับบริษัทเอเจนซี่ หากพบว่าเกี่ยวข้องกันจะมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี
ศ.นพ.สมศักดิ์กล่าวถึงกรณีการสอบสวนแพทย์ที่อาจเข้าข่ายทำผิดเรื่องอุ้มบุญ 6 รายที่ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) แจ้งมาว่า เบื้องต้นได้เรียกเข้ามาชี้แจงกับทางแพทยสภา 3 ราย โดยมีการชี้แจงประเด็นต่างๆ บ้างแล้ว และในการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) แพทยสภา วันที่ 9 กันยายน จะประชุมเพื่อชี้มูลความผิดแพทย์ทั้ง 3 รายอีกครั้ง ก่อนเสนอคณะอนุกรรมการสอบสวนเฉพาะกิจ ที่มี นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภาเป็นประธาน พิจารณาบทลงโทษต่อไป ส่วนอีก 3 รายแพทยสภาจะเรียกเข้าชี้แจงเช่นกัน แม้ขณะนี้จะยังไม่ได้รับรายชื่อหรือหลักฐานจาก สบส.ก็ตาม
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า สบส.จะนำข้อทักท้วงของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ใน 4 ประเด็น คือ 1.ให้เพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการภาคสังคมมากขึ้น เช่นชมรมผู้มีบุตรยาก 2.ให้ปรับชื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกองประกอบโรคศิลปะ ได้เปลี่ยนเป็นสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ โดยขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนชื่อในกฎหมาย 3.ขอให้นำประกาศของแพทยสภาที่ระบุว่าการอุ้มบุญต้องเป็นญาติเท่านั้น ให้เข้าไปบรรจุในร่างกฎหมายดังกล่าวด้วย 4.ขอให้เพิ่มโทษอาญาเข้าไปในร่างกฎหมายฉบับนี้ ทั้งนี้ จะเพิ่มกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการยุติการตั้งครรภ์กรณีการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์แล้วเกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ไว้ในกฎหมายนี้ด้วย ซึ่งทั้งหมดจะนำเสนอข้อทักท้วงดังกล่าวต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา
นพ.ธเรศกล่าวอีกว่า สำหรับการตรวจสถานบริการอุ้มบุญที่ผิดกฎหมาย เบื้องต้นสั่งปิดให้บริการแล้ว 6 แห่ง เป็นเวลา 60 วัน ในฐานความผิดมาตรา 34(2) คือ สถานบริการดังกล่าวไม่ควบคุมให้แพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพข้อกำหนดของแพทยสภาในเรื่องการอุ้มบุญ ต้องทำในเครือญาติเท่านั้น และหากตรวจสอบซ้ำและพบการกระทำผิดซ้ำอีก จะสั่งปิดให้บริการถาวร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแพทย์ที่เข้าข่ายกระทำผิดกรณีอุ้มบุญ ไม่พบว่าเข้าร่วมการประชุมแต่อย่างใด

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ทั่วไป คั่นหน้า ลิงก์ถาวร