คอลัมน์ ปรับฐานรากเปลี่ยนฐานคิด: วิถีและเป้าหมายของความสุข

สยามรัฐ ฉบับวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557
เสรี พงศ์พิศ http://www.phongphit.com
แต่เดิม หลักคิดหรือปรัชญาของคนตะวันออกรวมทั้งคนไทยเป้าหมายและวิถีเป็นเรื่องเดียวกัน หมายความว่า วิถีคือเป้าหมายที่กำลังกลายเป็นความจริง อย่างที่ปาสกัลบอกว่า “ขอบฟ้ามิได้อยู่ที่สุดสายตา แต่อยู่ทุกย่างก้าวที่เราเดิน”
เศรษฐกิจพอเพียงบอกว่า ทำอย่างไรคนไทยจึงจะพึ่งตนเองได้และมีความสุข ถ้าเราเอาเรื่องนี้เป็นเป้าหมาย ก็ต้องดูว่า “วิถี”ไปสู่เป้าหมาย หรือ “วิธี” ทำให้เป้าหมายเป็นจริงนั้นควรเป็นอะไร
ลองเรียนรู้จากภูฏาน ประเทศที่มีปรัชญาการพัฒนาประเทศไม่ค่อยเหมือนใครว่าเขาคิดกันอย่างไร นายแพทย์จิ๊กมี ซิงเยรัฐมนตรีสาธารณสุขของภูฏาน มาปาฐกถาที่เมืองทองธานี ในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเมื่อเดือนตุลาคม 2549 เรื่อง “ความสุขมวลรวมประชาชาติ : ประสบการณ์จากภูฏาน”
รัฐมนตรีท่านนี้บอกไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นการพูดของท่านว่า”ประเทศของข้าพเจ้าเอาความสุขของประชาชนเป็นเป้าหมาย เอาเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ ขณะที่ประเทศทั้งหลายในโลกเอาเศรษฐกิจเป็นเป้าหมาย ความสุขเป็นผลพลอยได้”
ท่านอธิบายว่า ประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนาเศรษฐกิจ และใช้ GDP (Gross Domestic Product)หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ เป็นตัวชี้วัด “การพัฒนา” ประเทศของท่านให้ความสำคัญกับความสุขของประชาชน และวัดการพัฒนาประเทศด้วย GNH (Gross National Happiness) หรือความสุขมวลรวมประชาชาติ
เรื่องนี้มีความแตกต่างอย่างสำคัญ เพราะถ้าเอา GDP เป็นเป้าหมาย ประเทศนั้นก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ GDP เติบโต และเชื่อว่า ถ้าเศรษฐกิจดี คนมีเงินใช้จ่ายก็จะมีความสุข ซึ่งความเป็นจริง ทั่วโลกได้พิสูจน์แล้วว่า GDP โตขึ้นไม่ได้แปลว่าคนมีความสุขมากขึ้น ระหว่างปี 2530-2540 สังคมไทยมี GDP โตเฉลี่ยร้อยละ10 ต่อปี 10 ปีก็เป็น 100 ถามว่าคนไทยใน 10 ปีนั้นมีความสุขขึ้นมากตามตัวเลขนี้หรือไม่
สิบปีที่แล้ว รัฐบาลฝรั่งเศสขอให้นักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลสองคน คือ โจเซฟ สติกลิตส์ และอามาตยา เซน ไปช่วยให้คำแนะนำและทำแผนยุทธศาสตร์ว่า จะพัฒนาประเทศอย่างไรคนฝรั่งเศสจึงจะมีความสุข เพราะวันนี้พวกเขามีเงิน แต่ไม่มีความสุข
คนเราถ้าเอาเงินเป็นเป้าหมายก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินหลายคนทำงานเอาเป็นเอาตายจนตายจริงๆ หรือเส้นเลือดแตกเจ็บป่วยด้วยสารพัดโรค จนไม่มีโอกาสได้ใช้เงินที่อุตส่าห์หามาได้บางคนอยากได้เงินมากถึงกับไปโกง ไปหลอกคนอื่น ทำผิดกฎหมายเอาเงินเป็นเป้าหมายจนละเลยครอบครัว บ้านแตก ลูกติดยา เงินที่หามาได้เท่าไรก็ซื้อคืนมาไม่ได้ โรคมากมายมีเงินเท่าไรก็รักษาไม่หาย
รัฐมนตรีสาธารณสุขภูฏาน ประเทศที่มีประชากรไม่ถึง 1 ล้านคนที่เคยถูกมองว่าเป็นประเทศ “ด้อยพัฒนา” ที่สุดประเทศหนึ่งของโลกได้ วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของประเทศพัฒนาแล้วที่ครอบงำการพัฒนาโลกและสถาบันการเงินระหว่างประเทศในปาฐกถาวันนั้นอย่างแหลมคมว่า
“ภายใต้รูปแบบการพัฒนาที่มุ่งแสวงหากำไร การบริการสังคมก็ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ เคยมีความคาดหวังกันว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจากโลกาภิวัตน์ ตลาดเสรีที่เพิ่มขึ้น จะช่วยให้สามารถเข้าถึงบริการสังคมได้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาชวนเชื่อที่สถาบันการเงินพหุภาคีต่างๆ ผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างอย่างเข้มงวด ควบคู่มากับโครงการเงินกู้”
“ความเป็นจริงที่เราเห็นวันนี้ก็คือ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องการเติบโตของภาคบริการสังคมตามที่คาด และยังผิดหวังกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกด้วย ผู้ป่วยและผู้ด้อยโอกาสได้แต่เฝ้ามองรัฐบาลใช้เงินเพื่อชำระหนี้สินแทนที่จะนำมาใช้เพื่อจัดการศึกษาหรือสุขภาพ”
รัฐมนตรีจิ๊กมี ซิงเย ย้ำปัญหาที่มาจากการเน้นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและละเลยด้านสังคม ก่อให้เกิดปัญหาสังคม เน้นกำไรสูงสุดจนขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ท่านบอกว่า “คำตอบน่าจะอยู่ที่การส่งเสริมปรัชญาการพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมซึ่งสร้างสมดุลงดงามระหว่างประโยชน์ของโลกาภิวัตน์และบทบาทของรัฐบาลในการดูแลการจัดการบริการสังคมขั้นพื้นฐาน”
ท่านอธิบายต่อไปว่า ภูฏานประสบความสำเร็จในการพัฒนาโดยใช้ GNH เพราะมีผู้นำที่เข้มแข็ง คือพระราชาธิบดี ซึ่งทรงปกครองด้วยธรรม และด้วยสิ่งที่เรียกกันวันนี้ว่า ธรรมาภิบาลคือโปร่งใส ไม่โกงกิน มีการกระจายอำนาจ กระจายสินค้าและการบริการ มีการประยุกต์ใช้คุณค่าดีงามของประเพณีวัฒนธรรมและป้องกันการทำลายสิ่งแวดล้อม เหล่านี้เป็นกรอบคิดของ GNH
ท่านย้ำว่า ภูฏานมีแผนพัฒนาแบบองค์รวม (holistic) หรือแบบบูรณาการ (integrated) แบบสหภาค (multi-sectoral)อย่างการบริการด้านสุขภาพเป็นการดำเนินงานที่บูรณาการกับเรื่องอื่นๆ ซึ่งภูฏานมีฐานการพัฒนาประเทศอยู่ 5 หลักด้วยกัน คือ ความเติบโตทางเศรษฐกิจ การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาอย่างสมดุลในระดับพื้นที่ การกระจายอำนาจและการสร้างชุมชนเข้มแข็ง การอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมา 40 ปีแล้ว อาจนานกว่าที่ภูฏาน ด้วยซ้ำ แม้จะสาย แต่วันนี้บ้านเมืองน่าจะอยู่ในเงื่อนไขและวิสัยที่เหมาะสมและดีที่สุดที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายของการพึ่งตนเองและมีความสุข

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน HA และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร