บทความพิเศษ: สูตร 3 พลัง ปฏิรูประบบตรวจสอบคอร์รัปชันย้ำ ป.ป.ช.ต้องปฏิรูปตัวเอง!

Untitled1ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557
ภาคีพัฒนาประเทศไทย
ถ้าเปรียบประเทศไทยเหมือนผู้ป่วยที่ต้องรับการผ่าตัดครั้งใหญ่ อาการเชื้อมะเร็งคอร์รัปชันที่ลุกลามในสังคมอย่างรวดเร็วนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดมะเร็งร้ายคอร์รัปชันน่าจะออกปากตรงกันว่า “อาการป่วยคอร์รัปชันบ้านเรารุนแรงมาก ถ้าเปรียบเป็นมะเร็งก็ขั้นที่ 3-4” แล้ว ก่อนหน้านี้ มีความเห็นจากนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงอายุความคดีทุจริต โดยแสดงความเห็นว่า จะยังต้องมีอยู่ แต่อาจจะยืดระยะเวลาออกไป ในส่วนของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จะมีอายุความ 15 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ไม่มากนัก ส่วนประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 จะมีอายุความ 20 ปี โดยขณะนี้จะขอเสนอให้ขยายอายุความไปถึง 30 ปี!
จากการทำงานของโครงการเวทีภาคีพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Forum) เพื่อรวบรวมประเด็นในกรอบใหญ่ว่าด้วยการปฏิรูปการทุจริตคอร์รัปชันที่ครอบคลุมทุกมิติ
อ้างอิงข้อเสนอจาก “นพ.พลเดช ปิ่นประทีป” เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) อดีต รมช.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และในฐานะอดีตประธานคณะทำงานเฉพาะประเด็นสมัชชาปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน มีมุมมองต่อข้อเสนอการขยายอายุความของ ป.ป.ช.ว่า ยังไม่ใช่การปฏิรูป ต้องระวังจะถูกมองว่าเป็นการทำเพื่อตัวเอง ให้ไม่ถูกข้อครหาว่าปล่อยให้คดีหมดอายุความโดยการขยายเวลาคดีไปอีก 30 ปี การขยายอายุความคนผิดก็อาจแก่ตายไปแล้ว แนวคิดนี้ถ้าคนตามไม่ทันก็ดูเหมือนจะดี
“ผมให้คะแนนการปราบปรามคอร์รัปชันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในปัจจุบันว่าไม่ถึงเป้า โดยเฉพาะ ป.ป.ช.นี่ต่ำกว่าเกณฑ์ ในทัศนะผม ผลงานของ ป.ป.ช.ถ้า 100 ให้ 40 โดยไม่ใช่ดูแค่แนวคิดอย่างเดียว ดูจากผลงานเชิงประจักษ์ด้วย อย่างกรณี ป.ป.จ. (ป.ป.ช.จังหวัด) อันนี้เป็นภาระเลยแทนที่จะเป็นพลัง ผิดทาง ไม่ประสบความสำเร็จแล้วจะเป็นปัญหาด้วยกรณีจำนำข้าวการทำงานของ ป.ป.ช.เมื่อมีคนอื่นเรียกร้อง แล้วก็ยังทำล่าช้าอีก เรื่องนี้เข้าไปตั้งแต่ปี 2555 คุณใช้เวลาอะไรอยู่ถึง 2 ปี คุณกล้าณรงค์ (จันทิก อดีตเลขาฯ ป.ปช.) เคยบอกก่อนจะเกษียณ 70 ปี ว่า ตั้งใจจะทำเรื่องข้าวให้เสร็จก่อนเกษียณ แต่นี่เกษียณไปนานแล้วก็ยังไม่จบ” นพ.พลเดชระบุตรงไปตรงมา พร้อมทั้งบอกด้วยว่า จากการทำงานด้านการศึกษาระบบตรวจสอบคอร์รัปชันมานาน มั่นใจว่า ป.ป.ช.กำลังเดินผิดทางในการสู้กับคอร์รัปชัน และเป็นเหตุผลที่ต้องมีการปฏิรูประบบตรวจสอบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ซึ่งจะมองข้ามการปฏิรูปตัวหน่วยงาน ป.ป.ช.ไม่ได้เลย
เอกสารจากเวทีภาคีพัฒนาประเทศไทย มีข้อมูลน่าสนใจในปัจจุบัน ที่พบว่าสถิติที่เข้ามาสู่ระบบ ป.ป.ช.ปัจจุบันมีเพิ่มเป็นกว่า 9,000 คดีอีกแล้วกล่าวคือ จากปี 2546-2550 ป.ป.ช.เคยแถลงว่ามีเหลือคดีค้างเพิ่มขึ้นจาก 4,975 คดี เป็น 11,578 คดี ซึ่งคิดเป็นอัตราพอกหางหมูประมาณ 1,650 คดี/ปี
ต่อมาในปี 2551 มีการมอบหมายคดีตามภารกิจให้แก่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ไปจำนวน 5,900 คดี คงเหลือกับป.ป.ช. เพียง 5,650 คดี แต่จนถึงล่าสุดคณะกรรมการป.ป.ช.โดยนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ร่วมกับนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ระบุว่า ผลงานด้านปราบปรามทุจริตในปีงบประมาณ 2557 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2556 มีจำนวนที่รับใหม่ 866 คดี รวมกับคดีเดิมที่ค้างอยู่ 8,581 คดี รวม 9,447 คดี นับว่าคดีพอกหางหมูกลับมาเพิ่มอย่างรวดเร็วในห้วงเวลาที่ผ่านมา
ปัจจุบันข้อเสนอจากความพยายามของหลายฝ่ายในงานด้านการปฏิรูปแก้ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยมีอยู่เป็นจำนวนมาก หากแต่ “การสังเคราะห์ข้อเสนอ” อย่างเป็นระบบกระบวนการและ “จัดเรียงความสำคัญ” ว่าอะไรควรทำก่อน-หลังเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งกว่า
ความพยายามของโครงการเวทีภาคีพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Forum : TD Forum) ที่ทำเวทีมาต่อเนื่องรวม 13 ครั้งที่ผ่านมา อันประกอบไปด้วยหน่วยงานสนับสนุนอย่างสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ถึงวันนี้ข้อมูลได้มีการตกผลึกมากพอจากองค์กร ภาคีแนวร่วมและสถาบันวิชาการที่หลากหลายรวมทั้งงานวิจัยเรื่องทุจริตชิ้นต่างๆ จนออกมาเป็น “3 ข้อเสนอใหญ่” ในแนวทางการปฏิรูปแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่สามารถทำให้เป็นไปได้จริง ส่งมอบให้ผู้เป็นเจ้าภาพรับไปในการขจัดต่อต้านคอร์รัปชั่น ให้ “สภาปฏิรูปฯ” และ “ครม.เฉพาะกาล” ชุดที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่นานจากนี้ เร่งทำและนำไปต่อยอดได้ทันที
มาตรการแรกทำได้เลยหากร่างกฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วก็จะมีเครื่องมือทำได้อย่างมีพลังมากขึ้น คือ การเสริมสร้างและใช้พลังทางสังคมเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน หมอพลเดชบอกว่า ข้อนี้ส่วนที่มีความเป็นรูปธรรมมากที่สุด คือการดำเนินการผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการป้องกันทุจริต ให้เป็นเครื่องมือของสังคมในการสนับสนุนภาคประชาชนต่อต้านทุจริต รูปแบบคล้ายกองทุน สสส. แต่ทำหน้าที่เรื่องเดียว คือเรื่อง “สร้าง ธรรมาภิบาล ต้านทุจริต”
มีที่มาของเงินกองทุนต้านทุจริตจากส่วนแบ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดในคดีทุจริตที่คดีสิ้นสุดแล้ว โดยแบ่ง 25% เข้ากองทุนนี้ มีฐานความผิดคดีทุจริตจาก 4 พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1) พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) 2) พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 3) พ.ร.บ.การค้ามนุษย์ คือการค้าทางเพศ การค้าขายแรงงานทาส และ 4) พ.ร.บ.ยาเสพติด
อธิบายให้เห็นถึงฐานที่มาของเงินมาจากกองทุน นอกจากนี้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวยังกำหนดให้มีเงินจากรัฐบาลสบทบให้ปีละอย่างน้อย 100 ล้านบาท เพื่อแสดงเจตนารมณ์มุ่งมั่นและการมีส่วนร่วมของฝ่ายบริหาร โดยในทางปฏิบัติมีคืบหน้าในเรื่องนี้ไปมาก ขณะนี้หน่วยงานหลายฝ่ายสำคัญช่วยสนับสนุนเพราะการจะสู้กับคอร์รัปชัน กลไกทางสังคมหากเข้ามาร่วมจะมีพลังมหาศาล
นอกจากนี้ยังมีมาตรการทางรูปธรรมอีกข้อคือ เสนอว่าให้มีการตั้งกรรมการร่วมรัฐ-เอกชน-ประชาสังคมขึ้นมา นึกถึงทางธุรกิจเขามีกลไกร่วมที่เรียกว่าคณะกรรมการร่วมรัฐเอกชน (กรอ.) ตั้งขึ้นมาสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประกอบไปด้วยรัฐบาล ธนาคาร หอการค้า ภาคอุตสาหกรรม มีการประชุมเป็นประจำ ทำให้การขับเคลื่อนทางภาคธุรกิจและระบบเศรษฐกิจไปได้ดี ซึ่งจากการหารือทุกฝ่ายภาคประชาชนก็อยากเห็นรูปแบบนี้ในการต่อต้านคอร์รัปชัน แต่อยากให้เติมภาคประชาสังคมเข้าไปด้วย
“การปฏิรูปเรามักจะพูดในเรื่องโครงสร้างอำนาจ กฎหมายกติกาที่เกี่ยวข้อง แต่เรื่องที่เราไม่ได้พูดและละไว้ในฐานที่เข้าใจคือเรื่องคน แต่สุดท้ายถึงระบบจะดีอย่างไรก็ตาม ถ้าคนไม่ดีก็พัง อันนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ แม้ระบบแย่อย่างไรก็ตาม ถ้าได้คนดีก็ยังพอไปไหว ปัญหาเรื่องคนของประเทศไทยยังมีลักษณะไม่เอื้อต่อการแก้ปัญหาคอร์รัปชันมากนัก ผมมองดูแล้วยังมีอุปสรรคอยู่เยอะ ยังคงต้องเหนื่อย ผมถึงให้ความสำคัญกับข้อแรกก่อนคือ เรื่องพลังทางสังคม ต้องทำให้คนไทยมีจิตสำนึกและวิธีคิดใหม่ รังเกียจคอร์รัปชัน เข้มแข็ง คนฉลาด รู้เท่าทันการเปลี่ยนจิตสำนึก นี่เป็นงานใหญ่ ต้องเอากองทุนเข้ามาช่วย แล้วไม่ใช่ว่ามีกองทุนแล้วจะเกิดสังคมเข้มแข็งทันทีนะ อาจต้องใช้เวลาเป็น 10 ปีกว่าจะสร้างให้เกิดขึ้นมาได้” หมอพลเดชย้ำถึงงานใหญ่ข้อแรก
และมาตรการข้อที่ 2 คือ มาตรการทางภาษีอากร เสนอให้ใช้มาตรการตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง กำหนดให้มาตรฐานนักการเมืองต้องเป็นผู้มีอาชีพสุจริตและเสียภาษีเงินได้ ต้องแสดงด้วย นั่นหมายความว่าคนที่จะเป็นนักการเมือง จะเป็นรัฐมนตรี จะต้องมีประวัติบันทึกการเสียภาษีเงินได้ประจำปี ภงด. เอามาดูว่าเสียเท่าไร แล้วย้อนหลังไป 10 ปีว่าเสียภาษีไปเท่าไร ที่สำคัญแนวทางนี้สามารถเอาไปวิเคราะห์เปรียบเทียบกับข้อมูลการยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ ป.ป.ช. เช่น เทียบกันว่ามีทรัพย์สินจริงประมาณพันล้าน แต่ว่าทำไมเสียภาษีประจำปีเท่ากับคนมีรายได้แค่ 2-3 ล้านเท่านั้น เพื่อพิจารณาดูว่าแล้วมันสมเหตุสมผลกับสถานภาพตอนนี้หรือไม่
ปัจจุบันระบบการแสดงบัญชีทรัพย์สินขณะนี้ค่อนข้างมีจุดโหว่ การแสดงบัญชีทรัพย์สินที่ทำอยู่ขณะนี้ในระบบของ ป.ป.ช.ก็แสดงไป แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ในการจับผิดคนโกงมากนัก แล้วใครที่ไม่รู้จริงก็ยังไปเรียกร้อง บังคับให้ต้องแสดงบัญชีกันมากขึ้นไปอีก ไม่รู้ว่าเท่าที่เป็นอยู่ก็ใช้ประโยชน์น้อยและเป็นภาระงานที่มากเกินกำลัง จากเดิมให้แสดงบัญชีระดับ 10 เป็นต้นไปต้องแจ้ง ต่อ
มาก็ขยายมาระดับ 9 ก็ต้องแจ้ง บางคนเรียกร้องให้แจ้งทุกระดับเลย พอออกกฎหมายแบบนี้ดูเหมือนดีแต่ว่าไม่ดี บัญชีที่จะต้องตรวจมันจำนวนมหาศาล ที่ผ่านมามีกว่า 70,000 บัญชีที่พนักงานจะต้องตรวจ แล้วถามว่าจะมีปัญญาตรวจไหม ก็เลยเป็นการตรวจลวกๆ ว่ามีรายการครบไหม มีครบก็จบ แล้วเนื้อในเป็นอย่างไรไม่รู้ ไม่วิเคราะห์เชิงคุณภาพ น่าสงสัยไม่มี เพราะฉะนั้น ปัจจุบันจึงกลายเป็นการเพิ่มภาระงานให้บุคลากรโดยไม่มีผลอะไรดีขึ้นเลย ล่าสุดกรณีการเสนอให้ข้าราชการระดับ 8 ระดับ 9 และผู้นำท้องถิ่นรายงานเพิ่มอีก ธนาคารก็โวยวายว่าเป็นภาระ และในทางใช้ประโยชน์ตรวจสอบก็ไม่มี
มาตรการข้อที่ 3 คือ ปฏิรูประบบงานปราบปรามการทุจริต
กระบวนการสรรหา ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ปัจจุบันให้อำนาจของประมุข 5 คน 1) ประธานศาลฎีกา 2) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 3) ประธานศาลปกครอง 4) ประธานรัฐสภา 5) หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ให้ 5 คนนี้เป็นคนตัดสิน ความเห็นของหมอผู้สู้คอร์รัปชัน เห็นว่า ทั้ง 5 คนนี้ แม้ภาพจะเป็นที่เคารพในทางสังคม แต่ในการตัดสินมักจะมีวิสัยทัศน์ที่จำกัดโดยจะแคบอยู่กับวงการราช การ สรรหาทีไรก็มักต้องเอาข้าราชการไว้ก่อน จะไม่หลุดไปทางอื่น ด้วยกระบวนการสรรหาเช่นนี้ ก็จะไม่มีทางที่จะได้บุคลากรจากภาคประชาชน ภาคอิสระต่างๆ เข้ามาได้ ซึ่งนี่คือข้อจำกัดประการหนึ่ง
ทางแก้คือ ต้องเปลี่ยนสัดส่วนของกรรมการ ป.ป.ช. 9 คน โดยควรต้องมีส่วนของภาคประชาสังคมเข้าไปด้วย ไม่เช่นนั้นจะมีแต่ข้าราชการเก่าที่เกษียณอายุ องค์กรอิสระกลายเป็นที่ทำงานของข้าราชการเก่าที่เกษียณอายุแล้วทั้งสิ้น เพราะว่าเกณฑ์กำหนดไปทางนั้นเสียด้วย คือคนจะสมัครได้ต้องมีระดับเป็นอธิบดีขึ้นไป ระดับ 10 ขึ้นไป เพราะฉะนั้น ในชีวิตจริงของประเทศไทย คนที่ขึ้นมาระดับนี้ได้ก็มักจะต้องเคยเห็นเคยสัมพันธ์คอร์รัปชันมาด้วยกันทั้งนั้น รู้จักคนคอร์รัปชั่น มีคอนเน็กชั่น เคยร่วมเข้าหลักสูตรผู้บริหารกันมา กลายเป็นว่าลูบหน้าปะจมูกกันไปหมด
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นภาพสรุปคอร์รัปชันว่า การกำจัดคอร์รัปชันแรงต้านที่สำคัญคือ ราชการกับนักการเมือง 3 ภาคที่ชั่วร้าย จากข้อสรุปงานวิจัยที่บอกไว้ตรงกันคือนักการเมือง ข้าราชการและธุรกิจ จากนี้เครื่องมือทางสังคมที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนคือ มาตรการข้อแรก ภาคประชาชนอยากเห็นมากที่สุดคือ กองทุนสนับสนุนการป้องกันทุจริต เพราะจะเป็นเครื่องมือกลไกอันสำคัญที่เสริมสร้างพลังทางสังคม สามารถทำได้ทันที และจะช่วยถอนพิษคอร์รัปชันออกจากสังคมไทยได้.

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ปฏิรูปประเทศไทย และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร