ทิศทาง…’ปฏิรูประบบสธ.’สิ่งที่2รมต.(ใหม่)ต้องตัดสินใจ

Untitled2คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557
พวงชมพู ประเสริฐ  :
แน่นอนว่าเรื่องที่รัฐมนตรีเฉพาะกาลต้องเข้ามาขับเคลื่อนเป็นนโยบายหลักในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คือ การปฏิรูประบบสาธารณสุข เนื่องจากเป็น 1 ใน 11 ประเด็นที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดให้ต้องมีการปฏิรูปหลังจากรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ของประเทศ แต่จะกำหนดให้การปฏิรูปเดินไปในทิศทางไหน อย่างไร เป็นสิ่งที่สองรัฐมนตรีที่ต่างที่มาต้องตัดสินใจ
ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงสาธารณสุข คลุกคลีอยู่ในแวดวงของโรงเรียนแพทย์ ซึ่งจัดเป็นระบบสาธารณสุขระดับตติยภูมิ หรือระดับสูง เคยเป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ทำให้เห็นภาพของระบบบริการในชั้นสูง ที่มีการรักษาผู้ป่วยโรคซับซ้อน และความแออัดของคนไข้ได้ชัดเจน
ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ล่าสุดเป็นเลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ก่อนหน้านั้นเคยทำงานใน สธ.หลายตำแหน่ง ตั้งแต่ ผอ.โรงพยาบาล, ผอ.สำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข และผู้ช่วยปลัดสธ. และว่ากันว่า นพ.สมศักดิ์ ให้ความสนใจและความสำคัญกับการพัฒนาระบบสาธารณสุขระดับปฐมภูมิเป็นอย่างมาก เห็นได้จากการเป็นผู้ศึกษาพัฒนาระบบบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือ สถานีอนามัยเดิม ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การเข้าสู่ สธ.จึงไม่เพียงแต่การนำเสนอนโยบายแนวทางปฏิรูประบบสาธารณสุขเท่านั้น
สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยต้องเข้ามาดำเนินการด้วยคือ การตัดสินใจว่าจะขับเคลื่อนและเดินหน้าแนวทางปฏิรูประบบบสาธารณสุขตามที่ สธ.เริ่มไว้แล้วหรือไม่ ทั้งการปฏิรูปจัดตั้งเขตสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “แชร์” หรือแบ่งปันทรัพยากรร่วมกันของสถานพยาบาลภายในเขตสุขภาพที่มี 4-5 จังหวัดต่อเขตสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความเสมอภาคและเป็นธรรม เพิ่มการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพ ส่วนการบริหารเขตสุขภาพจะดำเนินการในรูปแบบของคณะกรรมการเขตสุขภาพ (บอร์ด) ซึ่งชมรมแพทย์ชนบทไม่เห็นด้วย โดยมองว่าการให้ผู้ตรวจราชการ สธ.มีอำนาจในการบริหารจัดการเขตสุขภาพเป็นการรวบอำนาจกลับสู่ ปลัด สธ.
แต่ดูเหมือน “แนวทางการปฏิรูปเรื่องเขตสุขภาพ” น่าจะได้รับไฟเขียวจาก รมว.สาธารณสุขคนใหม่ เนื่องจากก่อนหน้าที่ “ศ.นพ.รัชตะ” จะมีชื่อปรากฏเป็น “รมว.สาธารณสุข” หรือถูกทาบทามให้เข้ารับตำแหน่ง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ.เคยเข้าพบหารือในเรื่องเขตสุขภาพที่เป็นการพัฒนาภายในสถานพยาบาลสังกัด สธ.ให้สามารถเชื่อมต่อกับสถานพยาบาลสังกัดอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะโรงเรียนแพทย์ ภายใต้วงใหญ่ที่เรียกว่า เขตสุขภาพเพื่อประชาชน ที่มี สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เป็นแกนหลัก มี ปลัด สธ. เป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อให้การให้บริการประชาชนไร้รอยต่อ ซึ่ง ศ.นพ.รัชตะ ในเวลานั้น เป็นเสมือนผู้ประสานงานระหว่าง
สธ.และโรงเรียนแพทย์ รวมถึงการปฏิรูประบบการเงินการคลังด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ยังมีความเห็นต่างเช่นกัน สธ.ต้องการให้มีการจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวของกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “บัตรทอง” ที่รับผิดชอบโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไปที่เขตสุขภาพ แทนการส่งตรงลงหน่วยบริการ และปรับการบริหารจัดการเงินบริการทางการแพทย์ให้เหลือเพียง 4 หมวด ได้แก่ บริการผู้ป่วยนอกทั่วไป บริการผู้ป่วยในทั่วไป บริการสร้างเสริม สุขภาพและป้องกันโรค และเงินบริการช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีผู้รับบริการ (มาตรา 41) จากเดิมที่มี 9 หมวด เพื่อให้บริหารง่ายขึ้น ลดความซ้ำซ้อน ลดความสิ้นเปลือง
โดยประชาชนยังคงได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดิม ส่วนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพและชมรมแพทย์ชนบท คัดค้าน ด้วยเห็นว่า เป็นการถอยหลังเข้าคลองกลับไปสู่ยุคแรกเริ่ม
ของการมีบัตรทอง และส่งผลให้เกิดผล กระทบต่อผู้ป่วยและประชาชนโดยตรง จึงเป็นสิ่งที่ รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ดสปสช.) ต้องตัดสิน ที่สำคัญรัฐมนตรีสาธารณสุขควรเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ ระหว่างกองทุนประกันสุขภาพ ทั้งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการ เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์พื้นฐาน ที่ควรได้รับอย่างเหมาะสม เท่าเทียม แต่สิ่งสำคัญจะต้องไม่ดำเนินการในรูปแบบที่ไปลดทอนสิทธิประโยชน์เดิมที่แต่ละสิทธิ์ได้รับอยู่แล้ว เพราะมิเช่นนั้นคงได้รับเสียงคัดค้านอย่างหนักจากผู้ที่ถูกลิดรอนสิทธิ
นอกจากนี้ เรื่องขวัญและกำลังใจของบุคลากรสังกัด สธ.เป็นอีกเรื่องที่ “รัฐมนตรีสาธารณสุข” ไม่อาจมองข้าม ต้องดำเนินการ ผลักดันร่วมกับฝ่ายข้าราชการประจำ ในการขออัตรากำลังบรรจุข้าราชการลอตที่ 3 อีกกว่า 7,500 อัตรา และการพิจารณาเรื่องการจะเดินหน้าจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน หรือ พีฟอร์พี ต่อหรือไม่ หลังจาก คสช.เห็นชอบให้ดำเนินการต่อไปได้อีก 1 ปี ก่อนพิจารณาอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากชมรมแพทย์ชนบท เหนืออื่นใด “รัฐมนตรีทั้งสอง” จะต้องยืนหยัดในการตัดสินใจ หากเห็นว่าสิ่งนั้นจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่หวั่นไหวต่อการกระแทกให้สั่นคลอนจากกลุ่ม ก๊วนใด และแสวงความเห็นร่วมของคน สธ.ให้ได้ จึงจะทำให้การปฏิรูประบบสาธารณสุขเดินหน้าได้อย่าง “เป็นเอกภาพ” เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีที่สุดดังที่ “ศ.นพ.รัชตะ” ลั่นวาจา

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน เขตสุขภาพ และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร