คอลัมน์ คลื่นคิดข่าว: บริหารงานกระทรวงหมอ หนทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

มติชน (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557
น.รินี เรืองหนู : norrinee@gmail.com
พลันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ที่ปรากฏชื่อของ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และให้ “นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์” เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. เพื่อเข้าไป “ปฏิรูประบบสาธารณสุข” ขนานใหญ่ ดูเหมือนว่าสถานการณ์ปัญหาความวุ่นวายภายในกระทรวงหมอน่าจะสงบ และเป็นผลดีต่อการทำงานร่วมกันระหว่างข้าราชการฝ่ายการเมือง และข้าราชการประจำภายในกระทรวง เนื่องจาก ผู้บริหารฝ่ายการเมืองมาจากสายวิชาชีพเดียวกันกับฝ่ายข้าราชการประจำที่ล้วนเป็นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขแทบทั้งสิ้น
แต่ทว่า สถานการณ์ความเป็นจริงกลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด เพราะหลังจากการแต่งตั้งก็เริ่มมีสัญญาณที่ส่อแววว่า การบริหารงานในกระทรวงหมอภายใต้การนำของ นพ.รัชตะ และ นพ.สมศักดิ์ อาจไม่ราบรื่นอย่างที่คิด เริ่มจากกรณีที่ “นายสุกรี เจริญสุข” คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล ออกมาถามหาจิตสำนึกของการควบ 2 ตำแหน่งบริหารของ นพ.รัชตะ โดยเรียกร้องให้ นพ. รัชตะลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี ม.มหิดล ซึ่ง นพ.รัชตะได้ชี้แจงต่อที่ประชุมคณบดี ม.มหิดล ว่าขอเวลา 3 สัปดาห์ เพื่อดูว่าทำงานใน 2 ตำแหน่งได้หรือไม่ จากนั้นจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ขณะที่ทางฝ่ายประชาคมสาธารณสุข ก็ยังไม่มี ท่าทีใดๆ กับเรื่องนี้ เพราะเห็นว่า นพ.รัชตะ แม้จะเป็นหมอ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้ทำงาน ร่วมกับข้าราชการใน สธ.จึงเท่ากับยังไม่รู้ฝีมือ กัน
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีอีกกรณีกำลังเป็นชนวนปัญหาภายใน สธ.เอง คือ กรณีการแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการ สธ. และรัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ.ที่เมื่อปรากฏชื่อทีมสนับสนุนด้านวิชาการ จำนวน 23 รายชื่อ มี “นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล” เป็นหัวหน้าทีม กลับถูก “ชมรมแพทย์ชนบท” ที่ขณะนี้มี “นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกุลเกียรติ” เป็นประธานชมรม ตั้งป้อมคัดค้านทีมงานบางคนว่าเข้าข่ายมีผลประโยชน์แอบแฝง ถึงขั้นประกาศเฝ้าจับตามองการทำงาน นอกจากนี้ ยังยืนยันเด็ดขาดที่จะไม่เอา “เขตบริการสุขภาพ” ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารงานสาธารณสุขแนวใหม่ ที่ “นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์” ปลัด สธ.พยายามผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม เพียงแค่ 3 ประเด็นปัญหานี้ ทำนายได้ว่า หนทางของ นพ.รัชตะ และ นพ.สมศักดิ์ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และกองไฟภายใน สธ.อาจจะลุกโชนขึ้นมาอีกระลอก
อาจหนักยิ่งขึ้น เพราะล่าสุด นพ.ณรงค์ ได้แจ้งต่อที่ประชุมวิชาการสาธารณสุข ครั้งที่ 22 ประจำปี 2557 หัวข้อ “สร้างสรรค์วิชาการ เพื่อการปฏิรูประบบสาธารณสุข” ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ เมื่อกลางสัปดาห์ว่า ก่อนหานี้ได้มีการหารือกับ นพ.รัชตะ และเตรียมเสนอ 16 แผนงานที่จะปฎิรูประบบสาธารณสุขให้ นพ.รัชตะ พิจารณา ในจำนวนนี้มี 4 เรื่องหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ
1.การสร้างธรรมาภิบาลในกระทรวงสาธารณสุข โดยจะทำให้ สธ.โปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะใน 2 เรื่อง คือ การจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งขณะนี้กำลังทบทวนระเบียบการจัดซื้อ จัดจ้าง และเกณฑ์จริยธรรม รวมทั้งระบบการจัดซื้อจัดจ้างให้เปิดเผย และเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงให้มีความเป็นธรรม โปร่งใส ทั้งนี้ ยังวางระบบให้เครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เครือข่ายพยาบาล และเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้เข้ามาเป็นกลไกในการตรวจสอบระบบธรรมาภิบาลภายใน สธ.ด้วย
2.เรื่องขวัญกำลังใจ ซึ่งในการปฏิรูประบบสาธารณสุข จะต้องมีการจัดทำแผนกรอบอัตรากำลัง ให้สอดคล้องกับปริมาณงาน และประชากร เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบริหารบุคคล ส่วนเรื่องค่าตอบแทน จะลดความเหลื่อมล้ำทั้งภายในวิชาชีพเดียวกัน และระหว่างวิชาชีพซึ่งมีอยู่กว่า 20 วิชาชีพ ซึ่งจะพิจาณาทั้งรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนตามภาระงาน (พีฟอร์พี) และรูปแบบเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย
3.เรื่องการปฏิรูปเขตสุขภาพ (Service Plan) เพื่อบริหารจัดการทรัพยากร และการให้บริการภายในเขตร่วมกัน ซึ่งตรงกับมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ต้องการเดินหน้าเรื่องเขตสุขภาพภาคประชาชน และล่าสุด คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ สช.มีความเห็นตรงกันว่า เรื่องเขตสุขภาพภาคประชาชนเป็นทางออกของปัญหาในระบบสาธารณสุข ทั้งนี้ ในอนาคต สธ.จะเป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายสุขภาพระดับชาติ ส่วนการให้บริการจะกระจายอำนาจไปไว้ที่เขตสุขภาพ ที่จะทำงานผ่านคณะกรรมการ (บอร์ด) ขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒาระบบราชการ (กพร.) พิจารณาในเรื่ององค์ประกอบของบอร์ดว่าจะต้องมีสัดส่วนทั้งผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ และประชาชน
4.ระบบการเงินการคลัง ซึ่งงบประมาณด้านสาธารณสุขในภาพรวมมีกว่า 2 แสนล้านบาท แบ่งเป็น อยู่ที่ สธ. 1 แสนล้านบาท สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 1 แสนล้านบาท แต่ในอนาคตอยากเห็นการบริหารจัดการงบประมาณโดยเขตสุขภาพ เพื่อให้งบประมาณสอดคล้องกับปัญหาในพื้นที่จริง ซึ่งในส่วนของงบเหมาจ่ายรายหัวของกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น โรงพยาบาลในสังกัด สธ.จะได้รับงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวจากกองทุนฯ ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ สธ.มีข้อเสนอต่อบอร์ด สปสช.ว่าอยากให้กระจายงบประมาณเป็น 4 หมวด คือ 1.งบส่งเสริมป้องกันโรค ให้กับสถานบริการระดับอำเภอบริหารจัดการทั้งหมด 2.งบผู้ป่วยนอก ให้อยู่ที่ระดับจังหวัด 3.งบผู้ป่วยใน และ 4.งบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการรับบริการสาธารณสุขตามมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ให้เก็บไว้ที่เขตสุขภาพ
จากรายละเอียดที่ นพ.ณรงค์ได้ประกาศไว้ ทุกเรื่องยังมีความเห็นต่างกันมากภายใน สธ.ชนิดที่หยิบยกเรื่องใดก็หาข้อยุติร่วมกันไม่ได้ เมื่อหมอทะเลาะกันเอง คงไม่ต้องบอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง นับจากนี้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด!

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน เขตสุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร