วอนพิจารณาแร่ใยหินโปร่งใสยันนำมาใช้ได้อย่างปลอดภัย

ดอกเบี้ยธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557
ศูนย์ข้อมูลไครโซไทล์แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแร่ใยหินไครโซไทล์ ยืนยันนำไปใช้ได้อย่างปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องเลิกใช้ พร้อมแสดงข้อมูล ที่ประชุมใหญ่สมัชชาองค์การอนามัยโลก มีมติยอมรับว่าแร่ใยหินแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน อ้างความจำเป็นของคนไทยที่ยังต้องใช้แร่ใยหินไครโซไทล์ในชีวิตประจำวัน ฝากคำถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง เหตุใดจึงมุ่งเป้าที่จะกำจัด วอนให้ทุกภาคส่วนพิจารณาเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมและโปร่งใส
นายเมธี อุทโยภาส ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ศูนย์ข้อมูลไครโซไทล์ (CIC) เปิดเผยว่า มีความจำเป็นที่จะต้องออกมาชี้แจงเนื่องจากที่ผ่านมามีความพยายามจากกลุ่มต่อต้านในการยกประเด็นบิดเบือนถึงความเป็นอันตรายของแร่ใยหินไครโซไทล์ และพยายามผลักดันให้มีมาตรการยกเลิกการนำเข้าและการใช้แร่ใยหินไครโซไทล์ในประเทศไทย ทำให้ศูนย์ข้อมูลไครโซไทล์ในฐานะองค์กรที่นำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแร่ใยหินไครโซไทล์เห็นว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียวโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม จึงเป็นหน้าที่ของศูนย์ข้อมูลฯ ในการนำหลักฐานและเอกสารต่างๆข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งมาแสดงต่อสาธารณชนและผู้ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาต่อไป
“แร่ใยหินเป็นเส้นใยที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ เซอร์เพนไทน์ และแอมฟิโบล โดยแร่ใยหินแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันทั้งในด้านโครงสร้างทางเคมีและด้านคุณสมบัติ ปัจจุบันประเทศไทยได้ห้ามใช้แร่ใยหินประเภทแอมฟิโบลแล้ว เนื่องจากมีผลการศึกษาว่าก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ในขณะที่ยังคงให้ใช้แร่ใยหินไครโซไทล์ (สีขาว) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเซอร์เพนไทน์ได้ต่อไป เนื่องจากไม่มีรายงานการก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพที่ชัดเจนทั้งที่มีการใช้มานานกว่า 70 ปี”
นายเมธี กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมใหญ่สมัชชาองค์กรอนามัยโลก (World Health Assembly) ครั้งที่ 60 วันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 2007 ณ เมืองเจนีวา มีมติว่าแร่ใยหินแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน จึงควรจัดให้มีการดูแลที่แตกต่างกันไม่มีมติให้ยกเลิกการใช้แร่ใยหินแต่อย่างใด อีกทั้งยังได้ระบุชัดเจนว่าแร่ใยหินไครโซไทล์สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย ไทยมีการกำหนดมาตรการควบคุมการใช้แร่ใยหินไครโซไทล์เพื่อให้ประชาชนใช้วัสดุได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย เช่นเดียวกับในต่างประเทศ การห้ามนำเข้าและใช้แร่ใยหินไคร์โซไทล์ อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคู่ค้าที่สำคัญ เช่น จีน รัสเซีย บราซิล คาซัคสถาน เป็นต้น ทั้งนี้ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2555 ว่าด้วยเรื่อง ผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1 ภายใต้คณะกรรมาธิการร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย ได้ระบุชัดเจนให้คำนึงถึงการพิจารณาร่วมกันระหว่างไทยกับรัสเซียในประเด็นแร่ใยหิน และทางรัสเซียก็ได้ร้องขอให้ไทยมีการพิจารณาในเรื่องนี้ รวมทั้งยินดีที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญมาแลกเปลี่ยนข้อมูลประสบการณ์และทำการศึกษาอย่างจริงจัง ในขณะที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายของกระทรวงอุตสาหกรรม มีข้อสรุปว่าจากการศึกษาไม่ปรากฏข้อมูลที่ชัดเจนว่าแร่ใยหินไครโซไทล์ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้มีการเลิกใช้วัสดุดังกล่าว
นอกจากนี้รายงานผลการพิจารณาศึกษา ของคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ปี2555 ชี้ให้เห็นว่าการที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงอุตสาหกรรมไปจัดทำแผนการยกเลิกการนำเข้า ผลิตและจำหน่ายแร่ใยหินและผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบทุกชนิด คงมิใช่เป็นผลจากข้อมูลด้านสุขภาพทั้งหมด แต่อาจเกิดขึ้นจากความพยายามของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ
“จากข้อเท็จจริงที่ได้ประมวลมาเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะให้มีการยกเลิกการนำเข้า ส่งออก หรือใช้วัสดุที่มีส่วนผสมของแร่ใยหินไครโซไทล์ในประเทศไทยในทางกลับกันควรจะสนับสนุนให้มีมาตรการส่งเสริมให้มีการใช้อย่างถูกวิธีและปลอดภัย” นายเมธี กล่าว

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน แร่ใยหิน และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร