ผู้ว่าฯกฟผ.เบี้ยวปฏิรูป อัดเละโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ASTVผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557
เปิดเวทีสัมมนา “ปฏิรูปพลังงาน :ปฏิรูปแล้วกระบี่ได้อะไร?” ชาวบ้านหวั่นเส้นทางถ่านหินกระทบแหล่งดำน้ำระดับโลก ระบุภาคใต้ใช้ไฟฟ้าเพียง 9 เปอร์เซ็นต์ ไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม เผยพิจารณาแล้วชาวบ้านไม่ได้อะไรจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขณะที่ผู้ว่าฯกฟผ.เบี้ยวตอบรับแล้วไม่มา
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ – เปิดเวทีสัมมนา “ปฏิรูปพลังงาน:ปฏิรูปแล้วกระบี่ได้อะไร?” ชาวบ้านหวั่นเส้นทางถ่านหินกระทบแหล่งดำน้ำระดับโลก ระบุภาคใต้ใช้ไฟฟ้าเพียง 9 เปอร์เซ็นต์ ไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม เผยพิจารณาแล้วชาวบ้านไม่ได้อะไรจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขณะที่ผู้ว่าฯกฟผ.เบี้ยวตอบรับแล้วไม่มา
วานนี้ (22 ก.ย.) เครือข่ายภาคประชาชน จ.กระบี่ได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ปฏิรูปพลังงาน : ปฏิรูปแล้วกระบี่ได้อะไร?” ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมกระบี่มาริไทม์ ปาร์ค แอนด์ สปา รีสอร์ท เขตเทศบาลเมืองกระบี่ โดยมีตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ เข้าร่วมประมาณ 200 คน
ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากแผนงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่มีโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหิน กำลังการผลิต 870 เมกะวัตต์ และจะขยายเป็น 3,200 เมกะวัตต์ในอนาคต ทำให้ภาคประชาชนในพื้นที่กังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดต่อเมืองท่องเที่ยวและเกษตรกรรมอย่าง จ.กระบี่ ซึ่งขณะนี้สร้างรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวอยู่ในอันดับที่ 5 ของประเทศ
หวั่นถูกถอดออกจากบัญชีพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน รอง อบจ.กระบี่ กล่าวในเวทีเสวนาว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินจะส่งผลกระทบต่อ จ.กระบี่ ในหลายๆ ด้านและ ขัดแย้งต่อยุทธศาสตร์ Krabi Green City ที่หลายองค์กรใน จ.กระบี่ร่วมกันผลักดันเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
“สิ่งที่เรามีอยู่แล้วคือการพัฒนาด้านพลังงานทดแทน ไม่ยากเลยที่กระบี่จะมีพลังงานทดแทน 100% เพราะที่นี่ผลิตปาล์มน้ำมันได้เยอะ นอกจากนี้ หากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินจะทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำของกระบี่ที่ได้รับการคุ้มครองจากสนธิสัญญาแรมซาร์ อาจถูกถอดออกจากบัญชีพื้นที่ชุ่มน้ำโลกไปในที่สุด”
เส้นทางถ่านหินกระทบแหล่งดำน้ำระดับโลก
นายธีรพจน์ กษิรวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะลันตา จ.กระบี่ กล่าวว่า ปัจจุบัน จ.กระบี่ มีแหล่งท่องเที่ยวซึ่งเป็นที่นิยมของนักดำน้ำทั่วโลกอยู่หลายแห่ง เช่น เกาะจำ เกาะไหง ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้อาจไม่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทย แต่กลับเป็นจุดหมายปลายทางของนักดำน้ำจากทั่วโลก ที่ต้องการมาชมความสวยงามของโลกใต้ท้องทะเล จ.กระบี่
“แหล่งดำน้ำดังกล่าวเป็นหนึ่งในสินค้าทางการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ โดยในปี 2555 ที่ผ่านมา จ.กระบี่ มีรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 4,200 ล้านบาทและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็น 7,000 ล้านบาทภายในปี 2 ปีนี้ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใน จ.กระบี่ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 3 รองจาก จ.สงขลา และ จ.ภูเก็ต เป็นจังหวัดที่สร้างรายได้เข้าประเทศสูงเป็นอันดับที่ 5 กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อมลพิษในสภาพอากาศ หากที่นี่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้น ตัวเลขที่กล่าวมาก็จะต้องหายไปอย่างแน่นอน”
ใต้ใช้ไฟเพียง 9%ไม่จำเป็นต้องสร้างเพิ่ม
นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา สมาคมคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูลประมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศพบว่า ในพื้นที่ภาคใต้มีการใช้ไฟฟ้ารวมกันคิดเป็นร้อยละ 9 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าของทั้งประเทศ ในขณะที่พื้นที่ภาคกลางมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 64 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น หากดูจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าแล้วพบว่าไม่ยุติธรรมหากภาครัฐจะเข้ามาสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มในพื้นที่ โดยให้คนในพื้นที่แบกรับผลกระทบที่จะตามมา
“เมื่อพิจารณาในเรื่องกลุ่มคนที่พยายามผลักดันเรื่องนี้เมื่อนับจำนวนดูแล้วมีอยู่ไม่เกิน 20 คนซึ่งมีบทบาทมาวางแผนกำหนดอนาคตของประชาชน ในขณะที่ประชาชนนับแสนนับล้านคน กลับถูกกีดกันไม่ให้มีส่วนร่วมรับรู้ และกำหนดแผนอนาคตของตัวเองซึ่งมองว่าไม่ยุติธรรม”
ติงภาครัฐอย่าดึงดัน ฟังเสียงปชช.ก่อน
นายอาหลี ชาญน้ำ ชาวบ้าน ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ กล่าวว่า กรณีการสร้างท่าเรือขนถ่านหิน และโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินใน จ.กระบี่ที่ผ่านมา ชาวบ้านไม่ได้ขัดขวางการพัฒนาของภาครัฐ แต่การพัฒนาของภาครัฐต้องไม่ไปทำร้าย หรือทำลายวิถีชีวิตของชาวบ้าน หากจะมีการพัฒนาจะต้องคำนึงถึงความสอดคล้องต่อวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ด้วย
“เมื่อเร็วๆ นี้มีเรือบรรทุกปูนซีเมนต์จมลงในทะเล พอชาวบ้านถามว่ากรณีแบบนี้ใครรับผิดชอบ ได้รับคำตอบมาว่า บริษัทประกันรับผิดชอบ แต่เขารับผิดชอบเฉพาะสินค้ากับเรือที่จม เขาไม่ได้มารับผิดชอบเรื่องสภาพแวดล้อมที่มันเสียไป ตอนนี้หลายคนเป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบอย่างไร นี่แค่ปูนซีเมนต์ หากเป็นถ่านหินจะส่งผลเสียหายใหญ่โตอย่างแน่นอน”
นายสมนึก กรดเสือ ชาวบ้าน ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ กล่าวว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านใน ต.ปกาสัย ต้องได้รับผล กระทบอย่างหนักจากโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ในพื้นที่ โดยมีประชาชนเสียชีวิตจากโรคมะเร็งกว่า 30 คน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสงสัย เพราะไม่เคยปรากฏมาก่อน
“เราพบว่ามีการนำขี้เถ้าถ่านหินไปกองไว้ในพื้นที่บ้านคลองขนาน เมื่อมีฝนตกถูกน้ำชะล้างเกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติ และยังกระจายไปสู่ทะเล เป็นไปไม่ได้ที่มันจะไม่กระทบต่อชีวิตสัตว์ และคน นอกจากนี้ น้ำร้อนจากโรงไฟฟ้ายังทำให้สัตว์น้ำวัยอ่อนจำนวนมากล้มตายไปไม่สามารถแพร่กระจายพันธุ์ได้ สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยพึ่งพาทะเลเป็นแหล่งหากิน ส่วนกระแสไฟฟ้าที่ได้ก็เกินความจำต่อการใช้ของคนกระบี่ทั้งจังหวัด ฉะนั้นประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน”
ผู้ว่าฯ กฟผ.เบี้ยวตอบรับแล้วไม่มา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสวนาในช่วงบ่ายซึ่งตามกำหนดการ นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จะมาร่วมเวทีเสวนาด้วย แต่เมื่อถึงเวลาปรากฏว่านายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ไม่ได้เดินทางมาร่วมที่เวทีเสวนา โดยไม่ชี้แจงเหตุผล ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มประชาชนที่มาร่วมฟังการเสวนา เนื่องจากหลายคนต้องการฟังคำตอบจาก กฟผ.ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไปหลังจากได้รับทราบความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า กรณีที่ผู้ว่าฯ กฟผ.ไม่เดินทางมาร่วมเสวนาเนื่องจากไม่สามารถตอบคำถามในประเด็นที่ชาวบ้านสงสัย โดยเฉพาะความจำเป็น และการป้องกันผลกระทบกับระบบนิเวศทางทะเลได้
แนะเดินหน้าอนุรักษ์พลังงาน
นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด คณะอนุกรรมการจัดทำแผน PDP กล่าวว่า ตามแผนของ กฟผ.กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน 5 โรง ทั้งที่ในปัจจุบันพบว่า นโยบายการอนุรักษ์พลังงานของกระทรวงพลังงาน สามารถช่วยลดการใช้พลังงานลงได้เกือบ 30,000 ล้านหน่วย เท่ากับสามารถลดการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินลงได้ถึง 6 โรง ในขณะที่แผนการของปี 2573 กระทรวงพลังงาน ตั้งเป้าอนุรักษ์พลังงานให้ได้ 116,813 ล้านหน่วย ตามแผนนี้จะช่วยลดการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ 25 โรง แต่พบว่า แผน PDP ยังคงแนวคิดในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินไว้ที่ 25 เปอร์เซ็นต์เสมอ ทั้งที่แผนการอนุรักษ์พลังงานมีคำตอบชี้ชัดว่าไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ต้องหันมาเอาจริงต่อการอนุรักษ์พลังงานต่อไป
“นอกจากนี้ ยังมีกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่จ่ายเข้าระบบได้ถึงเกือบ 5,000 เมกะวัตต์ ขณะที่อีก 8,000 เมกะวัตต์ กำลังรอทำสัญญาขายให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แสดงให้เห็นว่าเรามีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียงพอจากพลังงานหมุนเวียน และการอนุรักษ์พลังงาน ในขณะที่หากสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะก่อให้เกิดมลพิษอยู่ในอากาศไม่ต่ำกว่า 150 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อฐานรายได้ของชาวกระบี่ที่มีรายได้หลักมาจากการท่องเที่ยว ประมง และการเกษตร ซึ่งรายได้เกือบครึ่งหนึ่งของกระบี่มาจากส่วนนี้ ประชาชนในพื้นที่จำเป็นต้องรักษาไว้ให้ได้”

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ถ่านหิน และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร