งานหินรัฐบาล ยกเครื่อง3กองทุนสุขภาพ

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง :
Untitled2แนวคิดการรวมการรักษาพยาบาล 3 หน่วยเข้าด้วยกัน คือ การรักษาฟรีทุกโรคของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)กองทุนประกันสังคมของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และการรักษาเบิกจ่ายของข้าราชการ ที่กระทรวงการคลังดูแล ถูกนำมาปัดฝุ่นขึ้นหารือความเป็นไปได้อีกครั้ง
ล่าสุดรัฐบาลได้แต่งตั้ง อัมมาร สยามวาลาอดีตประธานทีดีอาร์ไอ เป็นประธาน นำข้อมูล3 หน่วยงานมาบูรณาการรวมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพคนไทยทั้งประเทศให้มากที่สุด โดยใช้ระบบดิจิทัลที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจดิจิทัล มายกระดับการดูแลสุขภาพประชาชน ให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาด้วยมาตรฐานใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตาม แนวคิดการรวมระบบการรักษาของทั้ง 3 หน่วยงานเข้าด้วยกัน เป็นมาตรฐานเดียวกัน เป็นเรื่องที่ยากจะเป็นไปได้โดยเฉพาะสิทธิการรักษาของแต่ละกลุ่มที่แตกต่างและเหลื่อมล้ำกันอยู่มาก ถือเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด
เริ่มจากสิทธิรักษาฟรี ที่เวลานี้มาเป็น30 บาท รักษาทุกโรค ของ สปสช. ดูแลคนทั้งประเทศประมาณ 49 ล้านคน ได้รับเงินอุดหนุนจากงบประมาณ 3,000 บาท/หัว รวมวงเงิน 1.8 แสนล้านบาท/ปี
ด้านกองทุนประกันสังคม มีผู้ประกันตน 10 ล้านคน ค่ารักษาต่อหัว 2,800 บาท โดย สปส.จ่ายให้โรงพยาบาลที่เข้าร่วมรักษาปีละประมาณ 3 หมื่นล้านบาทเป็นเงินที่ได้จากผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนฝ่ายละ 5% ของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 750 บาท และรัฐบาลต้องจ่ายสมทบอีก 2.75% ของเงินเดือนลูกจ้าง
ขณะที่การรักษาของข้าราชการ ที่ดูแลทั้งข้าราชการและบุคคลในครอบครัว มีผู้ได้สิทธิประมาณ 5 ล้านคน ใช้เงินงบประมาณปีละ6 หมื่นบาท เฉลี่ยตกหัวละ5,500 บาท โดยข้าราชการไม่มีภาระต้องจ่าย
เทียบกันแล้วจะพบว่าข้าราชการได้รับสิทธิค่ารักษามากที่สุด เพราะรัฐออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดครอบคลุมทุกโรค ยาที่ใช้รักษามีคุณภาพ ค่าใช้จ่ายต่อหัวจึงสูงสุด รองลงมาคือ สปสช. ที่ผู้รับการรักษาจ่ายเพียง 30 บาทส่วน สปส.ได้สิทธิน้อยที่สุดเพราะผู้ประกันตนรับภาระจ่ายเดือนละไม่เกิน 750 บาท หรือปีละ 9,000 บาท
นอกจากนี้ สิทธิในการเข้ารับการรักษาก็เหลื่อมล้ำกันมาก โดยเฉพาะกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ที่สถานพยาบาลเกือบทุกแห่งจะถามสิทธิเบิกจ่ายของผู้ป่วยก่อน และต้องยอมรับว่าหากใช้สิทธิข้าราชการ จะเข้าถึงการรักษาได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับใช้สิทธิของ สปส.และ สปสช.
ยังมีเรื่องของคุณภาพการรักษาที่ไม่เท่าเทียมกัน ระบบราชการจะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ เพราะสถานพยาบาลเบิกจ่ายจากกระทรวงการคลังได้เต็มจำนวน แต่สำหรับสปส.และ สปสช.ที่จ่ายค่ารักษาเป็นรายหัวให้สถานพยาบาล ทำให้ส่วนใหญ่เป็นเพียงการรักษาเบื้องต้น ขณะที่การรักษาเฉพาะทางนั้นเข้าถึงยากและล่าช้า
ปัญหาความเหลื่อมล้ำดังกล่าว ทำให้แนวคิดการรวมการรักษาของ 3 หน่วยงานไม่สามารถทำได้ แม้จะมีความพยายามหลายครั้งแต่ก็ต้องล้มเลิกไปทุกที แค่ทำให้การรักษามีมาตรฐานและสิทธิการรักษาเท่าเทียมกันก็เป็นงานช้างของรัฐบาลแล้ว
หากยึดสิทธิการรักษาของข้าราชการที่ดีที่สุดเป็นตัวตั้งและต้องยกระดับ สปสช.ขึ้นมาให้เท่ากัน รัฐบาลก็จะมีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากที่เคยใช้ปีละ 2 แสนล้านบาทจะเพิ่มเป็น 4 แสนล้านบาท ซึ่งฐานะการคลังปัจจุบันที่รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ต้องทำงบขาดดุลมานานนับ 10 ปีนั้น ยากที่รองรับได้
เช่นเดียวกับการเพิ่มสิทธิรักษาให้กับผู้ประกันตนของ สปส. ภาระใช้จ่ายของกองทุนจะเพิ่มขึ้นจากปีละ 3 หมื่นล้านบาท เป็น 6 หมื่นล้านบาท คำถามคือ จะใช้เงินจากแหล่งไหน หากให้เก็บจากผู้ประกันตนและนายจ้างเพิ่ม สิทธิการรักษาที่เหลื่อมล้ำอยู่แล้วก็จะยิ่งขยายวงมากขึ้น แต่หากไม่เก็บเงินสมทบเพิ่ม ก็กระทบต่อฐานะกองทุนรายได้จะไม่พอกับรายจ่าย และไม่ต้องหวังให้รัฐจัดสรรงบให้ เพราะลำพังทุกวันนี้ที่ต้องจ่ายสมทบให้ สปส.ก็ติดค้างมาหลายปีแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ การรวมการรักษาพยาบาลทั้ง 3 หน่วยงาน และยกระดับการรักษาให้ใกล้เคียงกันมากที่สุด จึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในภาวะที่ฐานะการเงินการคลังของประเทศยังมีปัญหา เก็บรายได้ไม่พอกับรายจ่าย และหนี้ของประเทศยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศจะอยู่ที่ 46% ของจีดีพีต่ำกว่ากรอบ60% ของจีดีพีที่กำหนดไว้แต่การหารายได้ของประเทศที่ปัจจุบันไม่ถึง20% ของจีดีพี ทำให้นักวิชาการเตือนว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยไม่ควรเกิน 50% ของจีดีพี หากเกินมากกว่านี้จะมีปัญหาชำระหนี้ได้
อัมมาร ประธานคณะกรรมการประสานสามกองทุนสุขภาพ ระบุว่าแม้การรักษาพยาบาลทั้ง 3 หน่วยงานจะมีความแตกต่างกัน แต่อย่างน้อยต้องมีมาตรฐานที่เหมือนกันสิทธิประโยชน์ในการรักษาโรคไม่ควรต่างกันมากนัก ที่สำคัญที่สุดก็คือ ควรจะมีองค์กรที่ติดตามดูแลระบบให้เป็นมาตรฐานเดียว
ว่าไปแล้ว ที่ผ่านมาการรักษาพยาบาลทั้ง 3 รูปแบบ ได้มีจุดเริ่มต้นร่วมกันบ้างแล้วเช่น การไม่ให้สถานพยาบาลถามสิทธิการรักษากรณีฉุกเฉิน และเมื่อรักษาเสร็จให้สถานพยาบาลไปเก็บค่าใช้จ่ายตามสิทธิของผู้ป่วยกับกองทุนรักษาพยาบาลที่ สปสช.เป็นเจ้าภาพแต่ปรากฏว่าสถานพยาบาลส่วนใหญ่ยังคงถามสิทธิการรักษาของผู้ป่วย เพราะกังวลกับการเบิกค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามประสานความร่วมมือของ 3 กองทุน ที่จะจ่ายเงินค่ารักษากรณีฉุกเฉินให้กับโรงพยาบาลโดยตรง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยทั้ง 3 กองทุน แต่พบว่าสถานพยาบาลยังให้คนไข้จ่ายค่ารักษาพยาบาลและจ่ายคืนภายหลังเมื่อสถานพยาบาลเบิกเงินกับกองทุนได้กรณีที่สถานพยาบาลเบิกเงินได้น้อยกว่าที่คนไข้จ่าย ผู้ป่วยก็ต้องเข้าเนื้อ นับเป็นความล้มเหลวของการยกระดับความร่วมมือของการรักษาทั้ง 3 รูปแบบ
ความพยายามอีกครั้งในการยกระดับการรักษาพยาบาลทั้ง 3 รูปแบบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน มีสิทธิประโยชน์เหลื่อมล้ำให้น้อยที่สุดเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยและเป็นภาระกับรัฐบาลให้น้อยที่สุด จึงเป็นงานยากงานหินที่จะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน 3 กองทุนสุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร