สกู๊ปแนวหน้า: เข้าใจ”พินัยกรรมชีวิต” สิทธิเพื่อ”จากไปโดยสงบ”

Untitled1แนวหน้า ฉบับวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557
นนทิยา ตาน้อย
SCOOP@NAEWNA.COM
แต่เดิมมนุษย์นั้นมีมุมมองว่า “ความตาย” ไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่จำเป็นต้องหนี หากต้องเผชิญหน้าอย่างมีสติและด้วยความสงบ ทว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ด้วยความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ ทำให้มนุษย์สามารถยื้อกับความตายได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่ความพยายามของญาติพี่น้องในการยื้อชีวิต ได้กลายเป็นการสร้างความทุกข์ทรมานกับตัวผู้ป่วยนั้นเอง เพราะทำได้เพียงเลี้ยงไว้ด้วยเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น ขณะเดียวกันแพทย์ก็ไม่กล้าที่จะปล่อยให้ผู้ป่วยตายไปตามธรรมชาติ เพราะกลัวจะผิดทั้งกฎหมายและจรรยาบรรณของวิชาชีพ
พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจนหัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์ ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี เล่าถึงประสบการณ์ของการทำงานเป็นอายุรแพทย์ที่ดูแลผู้สูงอายุว่า ด้านหนึ่งตนเข้าใจถึงจรรยาบรรณแพทย์ที่ถูกสั่งสอนกันมา ว่าจะต้องรักษาผู้ป่วยให้ถึงที่สุด ดังนั้นเทคโนโลยีต่างๆ จึงถูกนำมาใช้ แต่อีกด้านหนึ่ง ในบางกรณีพบว่า เครื่องช่วยชีวิตเหล่านี้กลับกลายเป็นเครื่องทรมานตัวผู้ป่วยเอง ให้อยู่ในสภาพ “อยู่ก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ได้” เช่นกัน
“อาจารย์ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนเรือกำลังจะจมน้ำ อาจารย์ท่านบอกว่าเธอมีหน้าที่ ก็คือเธอต้องหวิดน้ำออกด้วย เธอต้องอุดรูรั่วด้วย ระหว่างนั้นเราต้องหาอะไรช่วยประคองไว้ก่อน ถ้าหากว่าโรคที่มีทั้งหลายแหล่เราอุดรูรั่วได้เราหวิดน้ำออกได้มีคนช่วยประคองนะช่วงระหว่างนั้น ก็จะทำให้เขามีโอกาสฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ ฟื้นกลับมาในศักยภาพได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นมาตามลำดับ ตอนหลังมันก็เลยลามปามเลยเถิด เมื่อไหร่ ก็ตามที่โรคเป็นมากขึ้น เราจะรู้สึกว่ายังน่าจะมีความหวังนะ ก็จับใส่เข้าไป มันเลยกลายเป็นเครื่องที่จะพันธนาการคนไข้เอาไว้
อาจารย์ชอบพูดง่ายๆ อยู่ก็ไม่ได้ไปก็ไม่ได้ อยู่ก็ไม่ดีไปก็ไม่ได้ เพราะเครื่องนี้มันใส่เอาไว้คนไข้จำนวนหนึ่ง ยังไงก็ตามใส่เครื่องไว้แค่ไหนก็ตามก็คงอยู่ไม่ได้ แต่คนไข้จำนวนหนึ่งซึ่งสมองเขาอาจจะพอไหว หมายความว่าส่วนที่ควบคุมเรื่องของการทำงานของหัวใจและการหายใจพออยู่ได้ พอเราใส่เครื่องเข้าไปจะอยู่ได้นานเป็นปี หรือหลายปี ทั้งๆที่คนไข้อาจจะไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยก็ได้” พญ.สิรินทร ระบุด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ต้องการจากไปอย่างสงบ จึงอาจทำ “พินัยกรรมชีวิต” ไว้ล่วงหน้า ว่าหากรักษามาถึงจุดๆ หนึ่ง ก็ขอให้แพทย์ไม่ต้องยื้อชีวิตไว้ ซึ่ง นพ.อุกฤษฏ์ มิลินทางกูร ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อธิบายว่าต่างจากการ “การุณยฆาต” เพราะตามความหมายแล้ว การุณยฆาตคือการเร่งให้ผู้ป่วยที่ยังมีสติสัมปชัญญะดีตายเร็วขึ้น แต่กรณีพินัยกรรมชีวิตนี้คือการปล่อยให้ตายไปตามธรรมชาติเท่านั้น
เช่นหากแสดงเจตจำนงไว้ล่วงหน้าแล้วว่า เมื่อประสบเคราะห์จนอยู่ในภาวะสมองตาย ก็ขอให้แพทย์ไม่ต้องใช้ เครื่องช่วยหายใจยื้อเอาไว้ เป็นต้น ซึ่งเป็นความยินยอมของ เจ้าตัวเองตั้งแต่ขณะที่ร่างกายและจิตใจยังอยู่ในสภาพปกติดีอยู่ แต่ในทางตรงกันข้าม หากเจ้าตัวไม่ได้ทำพินัยกรรมชีวิตนี้ไว้ ล่วงหน้า ก็จะไม่สามารถใช้ช่องตรงนี้ได้
“ในแง่กฎหมาย การแสดงเจตนาคือต้องทำโดยเจ้าตัว และมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ถ้าทำไว้ล่วงหน้าก็ทำได้ สมมุติเราประสบอุบัติเหตุแล้วสมองตาย แบบนั้นก็ได้อยู่” นพ.อุกฤษฏ์ อธิบาย
ในมุมมองด้านกฎหมาย พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีกฎหมายอย่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ที่มาตรา 12 ระบุว่า..บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข ที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติความทรมานจากการเจ็บป่วยได้..ดังนั้นจึงถือเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล ที่จะไม่รับการรักษาในทำนองดังกล่าวได้
“จะเห็นว่า พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติของเรา ในมาตรา 12 ก็ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า บุคคลมีสิทธิในการที่จะปฏิเสธการรักษาในระยะสุดท้ายที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดระยะเวลาออกไปเท่านั้นเอง จะเกิดความทุกข์ทรมานจะต้องใช้ที่ช่วยหายใจ จะต้องเจาะคออะไรต่างๆ เหล่านั้นนะครับ ก็เป็นมุมมองแนวคิดหนึ่ง
ทางกรมและทางกระทรวงยุติธรรม เห็นว่าสอดคล้องกับพันธะกรณีสากลที่เรามีอยู่ประกอบกับเป็นเรื่องที่น่าจะเผยแพร่ให้เกิดมุมความรู้ในวงกว้างเพื่อที่ผู้สูงอายุ ผู้ที่จะประสบเหตุหรืออุบัติเหตุอะไรต่างๆจะได้มีความตระหนักว่าเราสามารถจะทำพินัยกรรมชีวิตล่วงหน้าได้” อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณา คือ “ความไว้ใจ” ด้านหนึ่งแพทย์เองอาจจะมองว่าญาติจงใจรีบให้ผู้ป่วยจากไปเร็วๆ เพราะหวังมรดกหรือไม่? ขณะเดียวกันญาติผู้ป่วยเองอาจจะสงสัยว่าแพทย์ทำงานเต็มที่แล้วหรือยัง? ซึ่งจุดนี้ พญ.สิรินทร อธิบายว่า สำหรับเรื่องของแพทย์แล้ว การวินิจฉัยใดๆ ย่อมต้องมีหลักฐานทางวิชาการรองรับ เช่นที่ผ่านมาก็ไปเป็นพยานในศาลบ่อยๆ เพราะหลายกรณีต้องไปยืนยันว่าบุคคลนั้นมีอาการทางสมอง จนต้องมีผู้อนุบาลดูแล ดังนั้นหากทำถูกหลักวิชาการแล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล
“หมอจะรู้ได้อย่างไร? อาจารย์คิดว่าเวลาที่หมอตัดสินใจ ไม่ต้องไปรู้หรอกค่ะว่าเขาจะได้หรือไม่ได้มรดก แต่หมอต้องตัดสินใจให้เรารู้ว่าโรคนี้เป็นอย่างไร ส่วนใครจะได้มรดก ใครจะได้ส่วนกลาง อันนี้เป็นเรื่องของศาลแล้วค่ะ อาจารย์พูด นิดหนึ่ง อาจารย์ดูแลคนไข้ อาจารย์ขึ้นศาลบ่อย
บางคนจะตื่นเต้นเวลาขึ้นศาล แต่อาจารย์ไม่ค่ะ เพราะอาจารย์มีหน้าที่ไปเป็นพยาน บอกว่าคนไข้ป่วยเป็นอะไรและ ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ในระดับไหน และจะให้ใครเป็นผู้อนุบาล นั่นเป็นเรื่องของศาล เพราะฉะนั้นในด้านของหมอ ถ้าหมอมองอยู่ในด้านของตัวหมอเองแล้ว ก็ไม่ต้องถามว่าใครเป็นอย่างไร และถ้ามีญาติมาติดต่ออะไรทั้งหลายแหล่เราก็ไม่ และขอตัดสินตามวิชาชีพเท่านั้น” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุรายนี้ ฝากทิ้งท้าย
แนวคิด “พินัยกรรมชีวิต” ดูผิวเผินอาจเป็นเรื่องใหม่ แต่จริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่สังคมไทยอันมีรากฐานวัฒนธรรมแบบพุทธศาสนาล้วนคุ้นเคยกันดี ดังวิธีฝึกจิตที่เรียกว่า “มรณสติ”หรือการระลึกอยู่เสมอว่าความตายอยู่ไม่ไกลจากตัวเรา เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตแต่ละวันให้มีค่าทั้งต่อตนเองและส่วนรวมให้มากที่สุด และเพื่อเตรียมตัวที่จะ “ตายดี” หรือจากโลกนี้ไป อย่างสงบ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงกังวล เช่นเรื่องของการแบ่งมรดกและรูปแบบของพิธีศพ
ด้วยเหตุนี้ แนวคิดดังกล่าวจึงถูกนำมาประยุกต์เข้ากับสิทธิส่วนบุคคล ในการเลือกที่จะปฏิเสธการรักษา ที่ท้ายสุดแล้วทำได้เพียงยื้อลมหายใจไว้ แต่มิได้ทำให้อาการดีขึ้น ด้วยการ ทำหนังสือไว้ล่วงหน้า เพื่อที่ด้านหนึ่งแพทย์จะได้สบายใจในการทำหน้าที่ ขณะที่อีกด้านหนึ่งผู้ป่วยจะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็น อีกทั้งญาติก็จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปเปล่าๆ โดย ไม่เกิดประโยชน์อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเน้นย้ำ..”พินัยกรรมชีวิต” ไม่ใช่ “การุณยฆาต” ดังนั้นแพทย์ผู้รักษา ต้องทำหน้าที่ตามหลักวิชาการอย่างเต็มที่ และจะทำได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วย “แสดงเจตนา” ไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วเท่านั้น!!!

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน มาตรา 12 และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร