เขตบริการสุขภาพ โจทย์หินปฏิรูปกระทรวงหมอ

Untitled3

มติชน (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2557

วารุณี สิทธิรังสรรค์
warunee11@yahoo.com
ห้วงเวลานี้ในแวดวงสาธารณสุขคงหนีไม่พ้นประเด็น นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน กับกรณีควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ที่นอกจากถูกจับตามองถึงผลการตัดสินใจที่ต้องเสนอสภามหาวิทยาลัยมหิดลในวันที่ 8 ตุลาคมนี้
ยังมีเรื่องการเดินหน้าปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านว่า จะออกมาในรูปแบบเขตบริการสุขภาพตามการขับเคลื่อนของ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ.หรือไม่ หรือจะเป็นไปตามข้อเรียกร้องของชมรมแพทย์ชนบทที่ไม่ต้องการให้เกิดเขตบริการสุขภาพ ด้วยเหตุผลอาจเป็นการรวบอำนาจจากส่วนกลาง ผ่านคณะกรรมการเขตสุขภาพ แทนที่จะกระจายอำนาจอย่างแท้จริง
ขณะที่ปัญหาค่าตอบแทนต่างๆ ทั้งประเด็น พีฟอร์พี หรือการจ่ายค่าตอบแทนตามผลปฏิบัติงาน (Pay for Performance) รวมทั้งปัญหาการขึ้นค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวที่ยกระดับเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (พกส.) ก็ยังเป็นปัญหาที่รอแก้ไข เนื่องจากบรรดาลูกจ้างชั่วคราวต่างไม่พอใจ เพราะขึ้นเงินอย่างไรก็ไม่ได้เท่าค่าจ้างขั้นต่ำ จากปัญหาเหล่านี้ จึงเกิดคำถามว่า นพ.รัชตะจะแก้เกมอย่างไร หรือจะมอบหมายให้ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ.ดูแลแทน
เพราะล่าสุด นพ.สมศักดิ์ได้เรียกประชุมคณะทำงานด้านวิชาการ เพื่อหารือการเดินหน้างานปฏิรูป โดยหลักมีอยู่ 3 เรื่องที่น่าสนใจ คือ 1.การพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิ หรือ สถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อรองรับผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง ลดความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) 2.การบูรณาการระหว่าง 3 กองทุนสุขภาพภาครัฐ ได้แก่ กองทุนสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกองทุนประกันสังคม และ 3.การดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว
ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับผู้บริหารใน สธ. และบุคคลในแวดวงมีความเห็นว่า การปฏิรูป สธ.ในยุคนี้ต้องจับตามองการเดินหน้าของ นพ.สมศักดิ์ เนื่องจากเป็นบุคคลที่คลุกคลีกับวงการสาธารณสุขมานาน และถูกตั้งความหวังว่าจะนำพา สธ.ไปสู่ทิศทางที่เหมาะสมได้ เริ่มจากการปฏิรูปด้วยการพัฒนาประสิทธิภาพของหน่วยบริการปฐมภูมิมากขึ้น โดยจะพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือสถานีอนามัย ให้มีประสิทธิภาพรักษาผู้ป่วยอาการทั่วไป ขณะที่โรงพยาบาลชุมชนต้องพัฒนาประสิทธิภาพให้สามารถทำการผ่าตัดง่ายๆ ได้ เช่น ผ่าตัดไส้ติ่ง รวมไปถึงจะลงทุนขยายหน่วยบริการปฐมภูมิในเขตเมืองเพิ่ม
โดยเฉพาะจะขยายการลงทุนด้วยการสร้างโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) ขนาด 60 เตียง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการใกล้บ้าน ไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในตัวจังหวัด หรือในกรุงเทพมหานคร เบื้องต้นจะใช้งบประมาณสร้าง รพช.แห่งละ 30-50 ล้านบาท ขณะที่หากไปทุ่มกับโรงพยาบาลใหญ่ สร้างตึกใหม่ๆ จะต้องเสียงบประมาณถึงพันล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้ความสำคัญกับ รพศ.และ รพท. เพราะจะต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพการบริการ และพัฒนาระบบส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชนไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
การขยายโรงพยาบาลชุมชนในเขตเมืองนั้น จะต้องควบคู่กับการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เพื่อรองรับกับ รพช.ที่จะสร้างขึ้นด้วย ซึ่งจุดนี้แสดงว่า สธ.จะมุ่งให้ความสำคัญกับหน่วยบริการปฐมภูมิ เพราะนอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถรักษาโรคทั่วไปแล้ว จะเน้นทำงานเชิงรุก ให้ความรู้ประชาชนในการส่งเสริมป้องกันโรคมากกว่าการรักษา ซึ่งการพัฒนาดังกล่าว มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการ กระจายเม็ดเงินไปให้หน่วยบริการปฐมภูมิมากขึ้น
ส่วนการปฏิรูปในเรื่องการบูรณาการ 3 กองทุนสุขภาพภาครัฐนั้น อาจไม่ถึงขั้นรวมกองทุน แต่จะเป็นการให้สิทธิประโยชน์ หรือการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียมกันทั้งหมด เช่น การรักษาพยาบาลโรคมะเร็ง โรคไต และมีแนวโน้มจะเชื่อมโยงข้อมูลจาก 3 กองทุนดังกล่าวไว้ในระบบ Call Center เพื่อง่ายต่อการประสานงานต่างๆ
ขณะที่นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาฟรีทุกสิทธิในโรงพยาบาลทุกแห่งนั้น ปัญหาคือ โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งยังเรียกเก็บเงินผู้ป่วย ทั้งๆ ที่นโยบายกำหนดให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ (สปสช.) เป็นผู้จ่ายเงินก่อน และค่อยเรียกเก็บกับกองทุนผู้มีสิทธินั้นๆ แต่ที่ผ่านมาไม่มีกฎหมายควบคุม จึงยังพบปัญหาดังกล่าว ล่าสุดมีความเป็นไปได้ว่าจะเดินหน้านโยบายนี้ พร้อมปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นด้วยการออกประกาศเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์ให้มีการเข้าถึงบริการง่ายขึ้น และห้ามเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยเด็ดขาด
สำหรับการปฏิรูปในเรื่องการวางแผนดูแลผู้สูงอายุระยะยาวนั้น จะเน้นทำงานในชุมชน คือ อาจมีการตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงขึ้น โดยชุมชนดูแลกันเอง เพื่อให้ผู้สูงวัยทุกคนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีในครอบครัวและชุมชน ซึ่งการเดินหน้าเรื่องนี้ มีผู้เสนอให้ตั้งเป็นกองทุนดูแลผู้สูงอายุขึ้น โดยต้องมีงบประมาณประจำในการบริหารจัดการ ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงมีประมาณ 500,000 คน หากคิดเป็นรายหัวประชากรเฉลี่ยคนละ 20,000 บาท รวมแล้วต้องใช้งบประมาณกว่าพันล้านบาท
เห็นได้ว่าการเดินหน้าปฏิรูป สธ.ยังไม่แตะเรื่องเขตบริการสุขภาพมากนัก แต่มุ่งในเรื่องการบริการที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงก่อน เพราะทั้งการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการง่ายขึ้น หรือการบูรณาการ 3 กองทุนสุขภาพภาครัฐ รวมทั้งกองทุนผู้สูงอายุนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่เห็นเป็นรูปธรรมได้ หากมีการดำเนินการอย่างแท้จริง
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เกิดคำถามว่า แล้วการเดินหน้าเขตบริการสุขภาพจะออกมาในรูปแบบใด เพราะจากคำสัมภาษณ์ที่ผ่านมาของ นพ.รัชตะก็ดูให้ความสำคัญกับเขตบริการสุขภาพที่อิงประชาชนเป็นหลัก แต่ยังไม่เคยออกมาพูดชัดเจนว่าจะเดินหน้าเรื่องนี้อย่างไรต่อ
สิ่งสำคัญต้องรอดูตำแหน่งรองปลัด สธ.ที่จะมีการปรับโยกย้ายในครั้งนี้ หากเป็นผู้ที่ นพ.ณรงค์ไว้วางใจ การเดินหน้าเขตบริการสุขภาพก็จะชัดเจนขึ้น แต่หากเป็นกลุ่มก๊วนอื่นที่เห็นต่าง การจะไปถึงเป้าหมายเขตสุขภาพอาจมีการปรับเปลี่ยนระหว่างทางก็เป็นได้–จบ–

 

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน 3 กองทุนสุขภาพ, เขตสุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร