คอลัมน์ เส้นใต้บรรทัด: รู้กันหรือไม่’พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่’จะฆ่าคุณ!!

แนวหน้า ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2557
จิตกร บุษบา
fatboy9225@gmail.com
การออกมารวมพลังคัดค้าน พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนจะต้องรู้ เพราะมันไม่ใช่เรื่อง “เภสัชกรหวงอาชีพ” อย่างที่มีคนชั่วบิดเบือนประเด็นกันอยู่ ในความเป็นจริงแล้ว เภสัชกร ทั้งหลายที่กำลังต่อต้านกันอยู่นี้ เขาต่อต้านเพื่อปกป้อง “ชีวิตของประชาชน” ครับ
ผมทั้งในฐานะประชาชน สื่อมวลชน และนักศึกษาหลักสูตรพฤกษเวชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ขอร่วมคัดค้านด้วย และมีประเด็นที่ชัดเจนแจ๋วแหววจาก ผศ.ดร.ภญ.วรรณา ศรีวิริยานุภาพ มาฝาก อ่านกันให้ถี่ถ้วน แล้วออกมาช่วยกันคัดค้านด้วยนะครับ 7 เหตุผลที่ต้องคัดค้านคือ
ข้อที่ 1) ประเภทยาไม่เป็นไปตามหลักสากล ตามหลักสากลได้กำหนดประเภทยาไว้ 3 ประเภท คือ 1.ยาที่ต้องจ่ายตามใบสั่งยา จากแพทย์ 2.ยาอันตราย ที่ต้องจ่ายโดยเภสัชกร 3.ยาสามัญประจำบ้าน จำหน่ายได้ทั่วไป แต่ พ.ร.บ.ยาฉบับนี้กลับแก้ข้อ 2 เปลี่ยนจากเภสัชกร เป็นยาที่ต้องจ่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเภสัชกรเท่านั้น แต่เป็นวิชาชีพอื่นๆ (เช่น ให้สัตวแพทย์จ่ายยาคน, ให้แพทย์แผนไทยจ่ายยาแผนปัจจุบันได้ เป็นต้น)
รู้ไหมว่า ระบบการสาธารณสุขของโลก กำหนดให้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ทำหน้าที่ของตนเอง และต้องทำงานร่วมกันเพื่อสุขภาพของประชาชน เช่น แพทย์สั่งจ่ายยา เภสัชกรทบทวนใบสั่งยา และจ่ายยา พยาบาลนำยาไปฉีด แค่ขั้นตอนตรงนี้อย่างน้อยต้องผ่านบุคลากรถึง 3 คน (ขั้นตอน) โอกาสในการจะตรวจพบข้อผิดพลาดย่อมมีโอกาสสูงกว่า
การกำหนดให้บุคลากรมีอำนาจในการทำอยู่แต่เพียงผู้เดียว อาจเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมากมาย ที่ผ่านมาปัญหาฟ้องร้องทางการรักษามีมากอยู่แล้ว หาก พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ประกาศใช้ ปัญหาพวกนี้ ก็จะเพิ่มมากขึ้นอย่างทวีคูณ แทนที่จะเป็นการแก้ไขปัญหากลับเป็นการเพิ่มปัญหาให้มาก และหนักหนายิ่งขึ้น
ข้อที่ 2) ยกเว้นผู้ประกอบวิชาชีพหลายสาขาไม่ต้องขออนุญาต ผลิต ขาย นำเข้ายา การจะผลิตยา ขาย นำเข้า ตามปกติก็ต้องมีการขออนุญาตแต่ละประเภทต่างกัน
ผลิตยา : โรงงานจะผลิตยาก็ต้องทำเรื่องขออนุญาตตั้งแต่ การตั้งตำรับยา การผลิต รวมถึงขออนุญาตในการตั้งโรงงานผลิต ตรวจหลายขั้นตอนเพื่อคุณภาพ มีเภสัชกรควบคุมการผลิต แต่ต่อนี้ไปผู้ประกอบวิชาชีพหลายสาขาไม่ต้องทำได้เลยตามใจ อยากจะเอาครีมมานั่งกวนหลังร้านก็ทำได้ อยากได้ยานวดขาผู้ป่วยก็เทๆๆ ผสมๆๆ กวนๆ ใส่ขวด ขายเลย มันจะต่างจากพวกลักลอบผสมครีมทาหน้าขาว ลอกผิวขาวที่ผิดกฎหมายอย่างไร
ขายยา : ในปัจจุบันกำหนดร้านขายยา (คน) ไว้ 2 ประเภท คือ ขย.1 และ ขย.2
– ขย.1 คือร้านขายยาแผนปัจจุบัน โดยเภสัชกร (ขายยาอันตราย, ยาตามใบสั่ง)
– ขย.2 คือร้านขายยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จ (ยาสามัญประจำบ้าน) ขายโดยผู้ได้รับใบอนุญาต ไม่ใช่เภสัชกร แต่จะต้องหมดไปใน 8 ปี เพื่อเปลี่ยนเป็น ขย.1
แต่ พ.ร.บ. ยาฉบับนี้ ยกเว้นผู้ประกอบวิชาชีพหลายสาขาไม่ต้องขออนุญาต นั่นหมายถึง ใครก็มาขายยาได้ แล้วใครได้ประโยชน์ล่ะ มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อร้านสะดวกซื้อรายหนึ่งที่มีแผนการจัดทำร้านขายยาอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาทำไม่สำเร็จเป้าหมาย เพราะขาดเภสัชกร ถ้า พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ผ่าน ก็มีแนวโน้มที่ร้านสะดวกซื้อจะสามารถเปิดขายยาโดยมีผู้ประกอบวิชาชีพหลายสาขาทำหน้าที่ขายยาได้ จากที่กำลังจะยกเลิก ขย.2 ให้เป็น ขย.1 ภายใน 8 ปี เพื่อมาตรฐาน และความปลอดภัยของประชาชนก็ไร้ความหมาย ซ้ำร้ายจะยิ่งหนักหนาสาหัสกว่าเดิม เพราะประชาชนจะเข้าถึงยาได้ง่ายเกินไปโดยได้รับยาจากผู้ไม่มีความรู้ และเชี่ยวชาญทางด้านยา
ยาไม่เหมือนสินค้าทั่วไปที่ขายได้ง่ายได้มากแล้วจะดี ถ้ายาขายดี ก็แสดงว่าประชาชนป่วยมากขึ้น คุณภาพชีวิตเลวลง แถมการเข้าถึงยาได้ง่ายแบบนี้ทำให้ประชาชนเสี่ยงอันตรายมากกว่าเดิม และผู้ขายยาก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ และมีความรู้ในการจ่ายยา แล้วลูกหลานของเราแวะไปซื้อน้ำหวาน ซื้อขนม เห็นยาวางขายอาจอยากจะซื้อกินด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น เห็นเพื่อนกินแล้วผิวสวย งานนี้ไม่มีเภสัชกรมาคอยมาซักประวัติ สอบถาม แนะนำ และยับยั้ง รับรองจะมีผู้ป่วยจากการใช้ยาสูงขึ้นทวีคูณ เพราะที่ผ่านมาตามร้านของชำก็แอบขายยากันอยู่แล้ว ผู้สูงอายุตาบอด ก็เพราะซื้อยาหยอดตามาใช้เอง ผู้ใช้แรงงานมีเลือดออกในกระเพาะอาหารจนเสียชีวิต ก็เพราะไปซื้อยาชุด ยาที่โฆษณาในวิทยุกินเอง เป็นต้น
นำเข้ายา : ทุกวันนี้มีกฎหมายนำเข้ายาก็ยังมีการลักลอบนำยาจากต่างประเทศเข้าสู่ราชอาณาจักรกันมากอยู่แล้ว ทั้งยาจากจีน อินเดีย ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ (แต่ทำให้ตายเร็ว) ยาผิวขาว ยาหน้าอกโต ยาหน้าเรียว อะไรก็แล้วแต่ที่กำลังเป็นปัญหาในขณะนี้ แล้วยิ่งถ้า พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ออกมาใช้ รับรองจะมียาผิดกฎหมายจาก ต่างประเทศเกลื่อนตามท้องถนนมากกว่าเดิม แถมไม่ผิดกฎหมาย โดนจับก็ไม่ได้ เพราะผู้ประกอบวิชาชีพหลายสาขาไม่ต้องขออนุญาตนำเข้ายา ไม่เชื่อหรอกว่าผู้ประกอบวิชาชีพ หลายสาขาที่ พ.ร.บ.ยาฉบับนี้เปิดช่อง จะซื่อสัตย์สุจริตกันทุกคน ในเมื่ออดีตมีกฎหมายบังคับยังลักลอบกระทำผิดได้ แล้วนี่กฎหมายเปิดช่องเสียรูโหว่ รับรองได้เกิดการกระทำผิด ไร้จรรยาบรรณ และคุณธรรมกันอย่างสนุกสนานได้กำไรเต็มกระเป๋า แต่ประชาชนได้รับอันตราย สังคมพินาศเสื่อมทราม
ข้อที่ 3) ให้ผู้ไม่เชี่ยวชาญจัดการและควบคุมการประกอบการด้านยา ข้อนี้ทำให้เห็นได้ชัดว่า พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ เอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนยักษ์ใหญ่
สำหรับการเปิดร้านขายยา เพราะมีข้อยกเว้นให้ผู้ประกอบวิชาชีพอื่นๆ สามารถดำเนินการผลิตยา ขายยา และนำเข้ายาได้ นั่นหมายความว่า “ไม่ต้องมีเภสัชกรก็ได้” ไหนๆ เภสัชกรมีน้อยไม่เพียงพอต่อการขยายร้านยาในร้านสะดวกซื้อ ก็จัดการให้มีกฎหมายรับรองให้ใครก็ได้มาเป็นคนขายยาในร้านของตนเองได้ นอกจากซาลาเปา ขนมจีบแล้ว อาจจะมีคำสร้อยพูดติดปากของพนักงาน “รับพาราสักแผงไหมคะ” ก็เป็นไปได้ ประชาชนจะได้ประโยชน์ตรงมีความ “สะดวก” ในการซื้อยา และก็ได้รับสิทธิ์ “ตายง่าย” จากการซื้อยาง่ายๆ โดยไม่มีเภสัชกร ทำหน้าที่ในการดูแลให้บริการ เพราะใครก็ขายยาได้แต่มีความรู้หรือไม่ ก็ไม่จำเป็น
ระบบการผูกขาดการตลาด เป็นสิ่งอันตรายอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจ สังคมไทย ที่ผ่านมาเกิดระบบผูกขาดทางการตลาดหลายด้าน อาทิ การเกษตร ที่ต้องปลูกพืชด้วยเมล็ดพันธุ์บริษัทนี้เท่านั้น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ก็ต้องซื้อตัวนี้เท่านั้น แถมเมล็ดพันธุ์ก็ยังเป็นหมัน ทำให้ไม่สามารถนำมาไว้เพาะพันธุ์ได้ใหม่ เป็นต้น ตอนนี้ในตลาดยาก็เริ่มมีการผูกขาดให้เห็น เช่น ยาพาราเซตามอลยี่ห้อหนึ่ง แบบ 4 เม็ด หรือยาสตรียี่ห้อหนึ่งแบบขวดเล็กพิเศษ หรือครีมรักษาฝ้ายี่ห้อหนึ่งแบบหลอดเล็กพิเศษ หรืออาหารเสริมยี่ห้อหนึ่งแบบขวดจิ๋ว ต้องมีจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งเท่านั้น ห้ามจำหน่ายในร้านยี่ห้ออื่น หรือร้านขายยาอื่นๆ การผูกขาดการตลาดแบบนี้มันเริ่มแล้วครับ ไม่ใช่ว่ายังไม่เริ่ม แต่เริ่มมาสักพักแล้ว และยิ่งถ้า พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อไหร่ จะเกิดระบบผูกขาดการตลาดอย่างมาก ยาที่วางขายในอนาคตหลังจากมีการผูกขาดการตลาดสำเร็จ จะมีราคาสูงขึ้น คุณภาพแย่ลง มียี่ห้อของร้านสะดวกซื้อมาแทนยี่ห้อยาที่มีขายในปัจจุบัน เป็นต้น นอกจากประชาชนจะไม่ได้รับบริการจากเภสัชกรแล้ว ยาที่มีขายก็อาจมีคุณภาพต่ำ หรือมีชนิดเดิมๆ ไม่มีการเปิดโอกาสให้ยาชนิดใหม่เข้ามาขาย ปัญหาการใช้ยาที่ผิดจะมีมากขึ้น และที่แน่นอนปัญหาการดื้อยาจะสูงขึ้น ที่คาดการณ์ว่าอีก 20 ปี ไทยจะมีปัญหาขาดยาปฏิชีวนะในการใช้ รักษาโรค อาจจะหนักหน่วง และเร็วขึ้น
ข้อที่ 4) ต่ออายุทะเบียนตำรับยาโดยไม่ทบทวนทะเบียนตำรับยา และมีข้อยกเว้นโดยไม่ต้องขึ้นทะเบียนตำรับยา การต่ออายุทะเบียนตำรับยาแบบเดิม ต้องมีการทบทวนทะเบียนตำรับยา และขอขึ้นทะเบียนตำรับยา เพราะบางทีตำรับยาเดิมอาจมีปัญหาจากตัวตำรับยาเอง หรือวิทยาการต่างๆ ได้มีการตรวจพบว่าสารที่ใช้ในตำรับยานั้นเป็นอันตราย ห้ามใช้ ห้ามนำมาเป็นส่วนประกอบในการตั้งตำรับ แต่ พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่กลับไม่สนใจในเรื่องนี้ กลับเปิดช่องให้มีการ กระทำผิดกฎหมาย และผิลศีลธรรมได้ ยา หรือ สารประกอบบางตัวมีปัญหาก็ยังสามารถนำมาใช้ในการต่ออายุทะเบียนได้ คุณภาพก็ลดลง อันตรายก็เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่า พ.ร.บ.ยานี้ไม่สมควรนำมาประกาศใช้ และผู้ร่าง พ.ร.บ.ยานี้ ไม่ให้ความสำคัญต่อชีวิตประชาชนเลย
ที่ผ่านมามียา หรือสินค้าสุขภาพต่างๆ ที่มีปัญหาในตำรับยา เมื่อแรกอาจยังไม่พบปัญหา การขอขึ้นทะเบียนจึงผ่านได้ แต่เมื่อมีการพบปัญหา ระบบการต่อใบอนุญาตจะช่วยคัดกรอง และแก้ปัญหาเหล่านี้ ได้ระดับหนึ่ง เพราะบางครั้งอาจมีการหลุดรอดสายตาไปได้ หากไม่มีการตรวจตำรับยาก่อนต่ออายุทะเบียนตำรับยา เมื่อ พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ประกาศใช้ ยาชั้นเลวก็จะมีจำหน่ายเกลื่อนท้องตลาด ไร้การตรวจสอบ จะยิ่งเป็นปัญหาหมักหมม ทุกวันนี้ อย.ก็แทบจะไม่มีขีดความสามารถในการจับกุมสินค้า หรือตำรับยาปลอม ตำรับยาที่มีปัญหาได้อยู่แล้ว ยิ่ง พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ออกมาใช้ คงไม่ต้องมีการตรวจสอบจับกุมได้ทัน ก็ปล่อยให้ประชาชนรับกรรมไป อย่างนั้นหรือ?
ข้อที่ 5) เปิดให้มีการโฆษณายาทุกประเภทและโฆษณารักษาโรคร้ายแรงได้ และไม่มีการควบคุมการส่งเสริมการขาย แค่โฆษณาตามวิทยุ เคเบิลทีวี ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ยาผีบอก ยาเทวดา ก็มีเกลื่อนจนประชาชนถูกหลอกเสียทั้งเงิน และเจ็บป่วย เสียชีวิตมากขนาดนี้ ยังไม่พออีกหรือนี่ ยังจะมาทำให้การโฆษณายาสามารถทำได้ โดยเฉพาะยา และการรักษาโรคร้ายแรงได้ พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ เหมือนออกมาเพื่อเอื้อกลุ่มนายทุนบริษัทยา และบริษัทที่เกี่ยวกับการรักษาโรค อย่างมาก การโฆษณาส่วนมากมักไม่นำเสนอในมุมมองข้อเท็จจริง ที่ผ่านมาก็ควบคุมแทบไม่ได้ แล้วถ้า พ.ร.บ.ยานี้ประกาศใช้ รับรองคนข้างบ้านอาจจะต้องเสียชีวิตเพราะไปซื้อยาผีบอกตามโฆษณา
ลูกเล็กเด็กแดงปู่ย่าตายายเห็นโฆษณายาที่บอกความจริงไม่หมด ก็อาจจะเดินไปซื้อยามากินเอง แล้วก็ป่วย เสียชีวิตได้ โฆษณาก็เสรี การขายยาก็เสรี งานนี้รับรองนักธุรกิจรวย แต่ประชาชนซวยทั้งประเทศ
การส่งเสริมการขายที่ผ่านมามีกฎหมายควบคุม เพราะการ ส่งเสริมการขายหลักๆ จริงๆ แล้ว ทำให้ยามีราคาแพงสูงขึ้น เช่น พาหมอไปเที่ยวเมืองนอก เพื่อให้นำยาเข้าโรงพยาบาล ทำของแจก ต่างๆ นานา ซึ่งระบบนี้มีตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ราคายาก็ต้องบวกเพิ่มพวกค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปด้วย และยิ่งมีระบบส่งเสริมการขายทำได้อย่างถูก กฎหมาย รับรองราคายาในโรงพยาบาลจะสูงขึ้นแน่นอน นอกจากนี้แล้ว การส่งเสริมการขายจะกระตุ้นให้ประชาชนอยากซื้อยา เหมือนทุกวันนี้ซื้อน้ำชาเขียวเพราะอยากได้ของรางวัล แต่เราต้องทำความเข้าใจว่า “ยา” ไม่เหมือนสินค้าทั่วไป ที่มียอดขายมากขึ้นแล้วจะดี แต่ยอดขายยามากขึ้น แสดงให้เห็นว่า สังคมสุขภาพล้มเหลว ระบบการสาธารณสุขเลวลง ผู้คนเจ็บป่วยมากขึ้น ก็จะกระทบถึงการพัฒนาด้านอื่นๆ ของประเทศได้อย่างมาก
ข้อที่ 6) ไม่มีข้อห้ามการผลิต/ขายยาชุด เป็นที่ทราบกันดีว่า “ยาชุด” เป็นปัญหาอย่างมากต่อระบบสาธารณสุขไทย ยาชุดเริ่มต้นมาจากหนังเร่ขายยา ซึ่งทุกวันนี้หนังเร่ขายยาไม่มีแล้วในประเทศ แต่ยาชุด ก็ยังมีเกลื่อนในร้านขายยาที่ทำผิดกฎหมาย ร้านขายของชำ
ยาชุด เป็นยาที่ประชาชนไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่ามียาอะไรบ้าง บางครั้งอาจมียาซ้ำชนิดกัน ยาที่ไม่ตรงกับโรคที่เจ็บป่วย ยาเสื่อม ยาหมดอายุ ยาปลอม หรือยาที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น อาจมีการแพ้ยา หรือยาที่กินไปไปมีผลต่อยาตัวอื่น หรือสมุนไพร หรืออาการเจ็บป่วยอื่นๆ เมื่อเกิดอันตรายจากการใช้ยาชุดแล้ว ก็ยากที่จะตรวจว่าเกิดจากยาอะไร หรือบางทีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรืออาการเจ็บป่วย หรือโรคต่างๆ ก็อาจเกิดจากยาชุดได้ เช่น ยาชุดที่มีสเตียรอยด์ ที่มักพบในยาชุดส่วนใหญ่ ก็มีผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร ระบบหัวใจ และหลอดเลือด ระบบต่อมไร้ท่อ คนที่กินสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะล้มป่วย มีอาการบวมหน้า หน้าบวม ตับไตวาย และเสียชีวิตได้ เป็นต้น บางครั้งยังพบว่า มีการเอายาที่หมดอายุแล้วใส่ลงไปในยาชุด ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากแต่ พ.ร.บ.ยาฉบับนี้กลับเอื้อให้มีการผลิต และขายยาชุดได้อย่างเสรี แสดงให้เห็นว่าพ.ร.บ.ยาฉบับนี้ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหายาชุด และไม่ได้สนใจในสวัสดิภาพของประชาชนเลย
ข้อที่ 7) ความรับผิดทางแพ่ง/บทลงโทษไม่เป็นธรรม และไม่มีบทลงโทษทางปกครอง ใครทำผิดก็สมควรได้รับการลงโทษ แต่ พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ กลับเอื้อประโยชน์ให้มีการกระทำผิดได้โดยไม่มีบทลงโทษ ดังนี้ 1.ผู้ที่ได้รับการยกเว้นผลิต ขาย นำเข้า และไม่ต้องขึ้นทะเบียนยา ไม่มีความผิดทางแพ่ง เช่นเดียวกับผู้ประกอบการ 2.ผู้ที่ได้รับการยกเว้นผลิต ขาย นำเข้า และไม่ต้องขึ้นทะเบียนยา มีโทษทางอาญาน้อยกว่า ผู้ประกอบการ 10 เท่า และไม่มีโทษจำคุก 3.ไม่มีโทษทางปกครอง
พ.ร.บ.ควรจะเป็นกฎหมายที่ปกป้องประชาชน แต่ พ.ร.บ.ยา ฉบับกฤษฎีกา หรือที่เราเรียกว่า พ.ร.บ.ยาอีแอบ, พ.ร.บ.ยาทรยศประชาชน หรือพ.ร.บ.ยาละเลยประชาชนนี้ กลับเป็นอันตรายต่อประชาชน และจะเป็นตัวการในการสร้างปัญหาต่างๆ ในระบบการสาธารณสุขไทย และเป็นตัวฉุดรั้งให้ประเทศชาติเดินถอยหลังลงคลอง ส่งเสริมให้เกิดการกระทำผิด และคอร์รัปชั่น
นี่คือเหตุผลบางส่วนที่เราควร “คัดค้านการประกาศใช้ พ.ร.บ.ยา” ฉบับเหลวแหลกนี้ เพื่อผลประโยชน์ และความปลอดภัยของประชาชนทุกคน

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน การเข้าถึงยา และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร