อย.ตั้งวงรื้อ’พ.ร.บ.ยา’เหลวแก้ถ้อยคำก่อนส่งกฤษฎีกาเภสัชฯดันร่างฉบับปชช.สู้

มติชน (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557
อย.เปิดวงถกเครือข่ายเภสัชฯ ปรับ แก้ร่าง พ.ร.บ.ยาเหลว ยก 8 ประเด็นหารือ ต้องเสร็จใน 2 สัปดาห์ ด้านเภสัชชนบทดันร่างฉบับประชาชนเสียบ
ภายหลังเครือข่ายเภสัชกรภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ เคลื่อนไหวคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยา จะออกมามีผลบังคับใช้แทน พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 นั้น
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการ อย. เป็นประธานประชุมร่วมกับตัวแทนเครือข่ายเภสัชกร 25 คน เพื่อหารือปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.ยาฯดังกล่าว
ภก.รศ. (พิเศษ) กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรม เปิดเผยภายหลังการหารือว่า การหารือยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ยังมีเวลาอีก 2 สัปดาห์ ก่อนครบกำหนด อย.จะส่งคืนร่างให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาอีกครั้งภายใน 30 วัน ประเด็นต้องหารือมีทั้งหมด 8 ประเด็น คือ 1.แบ่งประเภทยาไม่เป็นไปตามหลักสากล เนื่องจากมีการแบ่ง ดังนี้ (1) ยาต้องจ่ายตามใบสั่งยา สามารถสั่งจ่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยด้านเวชกรรมไทย เท่ากับว่าหมายถึงทุกวิชาชีพ (2) ยาต้องจ่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพตามที่กล่าวมา ไม่ใช่กำหนดเพียงแต่เภสัชกร แต่ให้กับวิชาชีพ อื่นๆ ด้วย (3) ยาสามัญประจำบ้าน ยาสำเร็จรูปประชาชนใช้สำหรับการดูแลรักษาสุขภาพเบื้องต้นและสามารถซื้อหาได้เองทั่วไป
“การแบ่งประเภทยาลักษณะนี้ไม่เป็นไปตามหลักสากล เพราะประเทศอื่นๆ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ยาที่ต้องใช้ใบสั่งยา (Prescription-Only Medicines) ยาที่เภสัชกรเป็นผู้สั่งจ่าย (Pharmacist-Only Medicines) และ ยาที่ประชาชนเลือกใช้ได้เอง (General Sale List หรือ Over-the-Counter Medicines) กฎหมายตัวเดิมก็ใช้แบบนี้ เรื่องนี้เภสัชกรส่วนใหญ่เห็นว่า ควรแบ่งกลุ่มให้ชัดเจนระหว่างผู้สั่งจ่ายยา (แพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ) และผู้จ่ายยา (เภสัชกร) เพื่อให้มีการตรวจสอบยา ความถูกต้อง ขนาดของยา โดยเฉพาะยาควบคุมพิเศษ ต้องให้เภสัชกรตรวจสอบซ้ำเพื่อป้องกันผลข้างเคียงจากการใช้ยา รวมทั้งผู้ป่วยบางคนอาจแพ้ยา ถือว่าดีมากและทำกันทั่วประเทศ ตรงนี้ควรระบุในร่างกฎหมายใหม่ให้ชัด” ภก.รศ. (พิเศษ) กิตติกล่าว และว่า ส่วนประเด็นที่ 2 คือ มาตรา 24 (2) ระบุว่า การนำยาขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้วมาผสมตามหลักวิชา ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม เป็นต้น ประเด็นนี้ต้องหารือและปรับเขียนใหม่ให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเปิดให้ทุกวิชาชีพ ยากต่อการควบคุม 3.การยกเว้นให้ผู้ไม่เชี่ยวชาญจัดการ ควบคุมการผลิต ขาย นำเข้ายา 4.การมีข้อยกเว้นไม่ต้องขึ้นทะเบียนตำรับยาและการไม่ทบทวนทะเบียนยา 5.การไม่มีข้อห้ามการผลิต การแบ่งยา ขายยาชุด 6.ลักษณะการลงโทษไม่เป็นธรรมและไม่มีโทษทางปกครอง 7.เปิดให้มีการโฆษณายาทุกประเภท ไม่มีการควบคุมการส่งเสริมการขาย และ 8.การผลิต ขาย นำเข้าเภสัชสมุนไพร (สมุนไพรไม่แปรสภาพใช้เป็นยา) ข้อนี้อาจทำให้เข้าใจผิดว่าคนปลูกสมุนไพรจะถูกควบคุมด้วย รายละเอียดจะต้องหารือให้ได้ข้อสรุป
ภก.วินิต อัศวกิจวิรี ผู้ทรงคุณวุฒิ อย.กล่าวว่า ยังมีเวลา 2 สัปดาห์เพื่อหารือเนื้อหาและถ้อยคำในตัวบทกฎหมายฉบับใหม่ว่าจะเขียนแบบใด จากนั้นสัปดาห์ 3 จะเชิญตัวแทนวิชาชีพอื่นๆ ร่วมให้ข้อคิดเห็นและสรุปรายละเอียดเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ส่งร่างกลับไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะแก้ไขหรือยืนยันร่างเดิม ส่วนการปรับปรุงร่างกฎหมายนั้น ที่ประชุมเห็นว่าต้องยึดในหลักการคือ คุ้มครองประชาชนให้ได้รับประโยชน์และความปลอดภัยอย่างแท้จริง และต้องคำนึงถึงการเข้าถึงยาของประชาชนทั้งหมด หลักการสอดคล้องกับ พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 เพียงแต่ครั้งนี้อาจต้องปรับถ้อยคำให้เข้าใจตรงกันมากขึ้น
ภก.วินิตกล่าวถึงการแบ่งประเภทยาแตกต่างจาก พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ว่า เพื่อให้สอดคล้องกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ เออีซี เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจปรับถ้อยคำ จึงเป็นเรื่องดีที่จะได้หารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับเปลี่ยนให้เข้าใจตรงกันที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนเภสัชกรเข้าร่วมประชุม 25 คน ประกอบด้วย คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สำนักงานสาธารณสุข (สสจ.) ลำพูน สสจ.อุทัยธานี สสจ.นครพนม สสจ.ขอนแก่น สสจ.สงขลา สสจ.ศรีสะเกษ สสจ.นครสวรรค์ รพ.พระนครศรีอยุธยา รพ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี รพ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี สมาคมเภสัชชุมชน (ประเทศไทย) สมาคมเภสัชการอุตสาหกรรม (ประเทศไทย) สมาคมเภสัชกรทะเบียนและกฎหมายผลิตภัณฑ์ (ประเทศไทย) สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) และสภาเสภัชกรรม
ทางด้าน ภก.ภาณุโชติ ทองยัง ประธานชมรมเภสัชชนบท กล่าวว่า แม้ชมรมจะไม่ได้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ แต่เสนอให้แบ่งประเภทยา เนื่องจากระบบที่ดีต้องเป็นระบบคนวินิจฉัยโรคเป็นคนสั่งยา มีคนตรวจสอบก่อนส่งมอบยา เพื่อลดความคลาดเคลื่อนและความเสี่ยงต่างๆ
“เภสัชกรต้องการระบบที่สมบูรณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าก่อนกินยาจะมีคนตรวจสอบทุกครั้ง ส่วนการโฆษณารวมไปถึงการส่งเสริมการขายนั้น ในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติให้ความสำคัญกับ ธรรมาภิบาลการขายยา แต่ร่าง พ.ร.บ.ยาฯฉบับนี้กลับตัดประเด็นการส่งเสริมการขายออก ชมรมเภสัชไม่เห็นด้วย ที่สำคัญกรณีการเข้าสู่อาเซียน ไทยพยายามทำโรงงานหรืออุตสาหกรรมยาให้ได้มาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) แต่ร่าง พ.ร.บ.ยาฯกลับเปิดช่องให้นำยาขึ้นทะเบียนแล้วมาผสมกันได้ ถือเป็นช่องโหว่ อยากให้แก้ไขเรื่องนี้ ที่สำคัญควรหารือถึงร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับประชาชนด้วย เพราะเป็นการรวบรวมข้อคิดเห็นจากหลายภาคส่วน” ภก.ภาณุโชติกล่าว

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน การเข้าถึงยา และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร