คอลัมน์ ดอกเงิน: ทำไมต้องตามก้นฝรั่ง เรื่องแร่ใยหิน?

สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับวันที่ 17 – 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557
นายเหลือกิน เหลือใช้
ปลายปีนี้ นักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ วิเคราะห์กันว่าเศรษฐกิจจีนจะแซงหน้าสหรัฐฯขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลก พร้อมกับเอเชียเป็นแกนสมดุลใหม่ของเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังมีหลายๆด้านที่โลกตะวันตกยังทำตัวเป็นผู้กำหนดกติกาอยู่
อย่างการตั้งแง่เรื่องแร่ใยหินเป็นต้น
มีการใช้องค์การอนามัยโลก(WHO)เป็นเครื่องมือในการตั้งเงื่อนไขในการกีดกันทางการค้าต่อประเทศที่ผลิตและใช้แร่ใยหินเป็นส่วนผสมในวัสดุก่อสร้าง
แร่ใยหินเป็นคำเรียกรวมๆของแร่ใน asbestos ที่แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแอมฟิโบล(Amphiboles)กับกลุ่มเซอร์เพนไทน์(Serpentine)ที่มีไครโซไทล์(Chrysotitle)ที่ใช้กันอยู่ในบ้านเราขณะนี้อยู่ในกลุ่ม
แร่ใยหินทั้ง 2 กลุ่มนี้มีความแตกต่างทางองค์ประกอบเคมีอยู่มาก
อัตราที่ก่อให้เกิดอันตรายก็ต่างกันโดยกลุ่มแอมฟิโบลนั้นมีอันตรายกว่ากลุ่มเซอร์เพนไทน์ถึง 100-500 เท่าตัว
ไครโซไทล์นั้นมีพิสัยการสลายตัวสูงมากเมื่อเข้าไปในปอด จึงสลายตัวได้รวดเร็วจนไม่ก่อให้เกิดการสะสมตามผนังปอดจนเกิดอันตรายขึ้น
เทียบกับใยแก้ว ใยฝ้าย ฝุ่นละอองจากถนน ไอเสียรถยนต์ที่มีสารตะกั่วเป็นออกเทนแล้ว นับว่าอันตรายกว่ากันมาก
แต่แม้จะมีการทดสอบจนสามารถยืนยันในความปลอดภัยแล้วก็ตาม
ยามใดที่มีความขัดแย้งทางการค้าการเมืองระหว่างยุโรปกับชาติตลาดเกิดใหม่ ก็มักจะมีการหยิบยกเรื่องแร่ใยหินมาเป็นเงื่อนไข
อย่างขณะนี้ สหรัฐฯกับประชาคมยุโรปแซงก์ชั่นรัสเซียมีการห้ามค้ายขายกับรัสเซียในกรณีที่รัสเซียส่งกองกำลังทหารและอาวุธเข้าไปสนับสนุนฝ่ายกบฏในยูเครน เป็นต้น
การที่ชาติตะวันตกบอยคอตรัสเซียเช่นนี้ ทำให้ชาติตลาดเกิดใหม่อย่างเราและเพื่อนอาเซียนกับจีนได้ประโยชน์เพราะรัสเซียหันมาสั่งซื้อสินค้าจากเราเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดอาหาร
รัสเซียเป็นชาติผลิตแร่ใยหินมากที่สุดระดับต้นๆของโลก ถือเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้ระดับต้นๆเช่นกัน
เราเป็นหนึ่งในลูกค้าไครโซไทล์ของรัสเซีย
การค้าทวิภาคีระหว่างไทยกับรัสเซียขยายตัวต่อเนื่องมาตลอด ตัวเลขมูลค่าการค้าล่าสุดคือ 4,500 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 145,575 ล้านบาท)
ยิ่งขณะนี้ยุโรปตะวันตกกับสหรัฐฯระงับการค้ากับรัสเซียด้วยแล้ว มูลค่าการค้าคงจะขยายขึ้นไปอีกไม่ต่ำกว่า 5% สูงกว่าที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้
ไครโซไทล์ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตวัสดุก่อสร้างตัวหนึ่ง โดยใช้ผสมกับซีเมนต์ผลิตแผ่น แผ่นพื้นต่างๆ
การที่นิยมใช้ไครโซไทล์เป็นส่วนผสมในการผลิตวัสดุก่อสร้างนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณสมบัติที่ทนทาน เป็นตัวผสานยึดเกาะ ทำให้วัสดุที่ได้ออกมามีความเหนียว แข็งแรง ทนทาน ทนความร้อน ทนไฟ(ใช้เป็นฉนวนในเตารีดไฟฟ้า)
การใช้ไครโซไทล์เป็นวัตถุดิบผสมในผลิตภัณฑ์ซีเมนต์นั้นอยู่ภายใต้ข้อกำหนดความปลอดภัยที่สำนักงานมาตรฐานกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด คืออัตราฟุ้งกระจายไม่เกิน 5 เส้นใยต่อลูกบาศก์เมตร
นอกจากคุณสมบัติเรื่องความแข็งแรงทนทานแล้ว ยังมีราคาถูกกว่าวัตถุดิบอื่นๆอีกด้วย
มีผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างบางรายใช้ประเด็นถกเถียงเรื่องอันตรายของแร่ใยหินมาสร้างจุดขายกับผลิตภัณฑ์ของตน
โดยโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่า วัตถุดิบใหม่ที่ใช้แทนแร่ใยหินนั้น มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ
แต่ในด้านความคงทน ความแข็งแรง และราคาแล้วต่างจากวัสดุที่ผลิตด้วยไครโซไทล์หลายเท่าตัว
คงต้องยกให้เป็นกลเม็ดด้านโฆษณาที่ถือเอาจุดขัดแย้งและข้อสงสัยมาเป็นจุดขาย
เหมือนกับที่มีข่าวเรื่องแหม่มออสเตรเลียดื่มโค้กตายที่มีการหยิบยกข่าวออกมาวิจารณ์กันมากมาย
ก็จะไม่ตายได้ยังไง ดื่มเข้าไปวันละ 20 กว่าลิตร
ตาม พ.ร.บ.ยานั้น ยาทุกตำรับต้องมีส่วนผสมหลักไม่มากกว่า 20% ของที่กำหนด ไม่น้อยกว่า 20% ของที่กำหนด เช่นกัน
ถ้าไม่เป็นไปตามข้อบังคับ ถือเป็นยาปลอม
เหตุผลก็คือ น้อยไปก็ไม่มีผลทางการรักษา มากไปก็เป็นอันตราย
ทางเภสัชกรรมถือว่ายาเป็นสารพิษ
กินพาราเซตามอล 2 เม็ด รักษาอาการปวดได้
แต่ถ้ากินมากๆหรือติดต่อกันนานๆก็ตับพังได้
หรือถ้าจะฆ่าตัวตายก็ซัดเข้าไปสักกำมือสองกำมือ
ถ้าจะว่าไครโซไทล์เป็นสารพิษแล้ว ปูนซีเมนต์ก็เป็นพิษได้เหมือกัน
มีการนำไปใช้ฆ่าแมลงสาบแบบภูมิปัญญาชาวบ้านโดยเอาผงปูนซีเมนต์ผสมกับโอวัลตินด้วยสัดส่วนที่โอวัลตินสามารถกลบกลิ่นและรสปูนซิเมนต์ได้
แมลงสาบมากินผงผสมนี้เข้าไป พอมันเจอน้ำย่อยในกระเพาะเข้า มันก็จะจับตัวแข็ง แมลงสาบก็ตาย
การที่จะเหมาเอาว่าไครโซไทล์เป็นสารอันตรายหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการใช้ ซึ่งเท่าที่เป็นไปตามกำหนดของกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว ก็ย่อมจะปลอดภัย
เท่าที่ใช้กันมาหลายชั่วอายุคนก็ไม่เห็นมีใครป่วยจากไครโซไทล์เลยสักคน โดยเฉพาะช่างก่อสร้างที่คลุกคลีสัมผัสกับสารชนิดนี้
ไครโซไทล์นั้นเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมด้านอื่นๆอีกมาก อย่างผ้าเบรกรถยนต์นั้นก็มีส่วนของไครโซไทล์ผสมอยู่
ผนังป้องกันเสียง ฉนวนกันความร้อน แผ่นพื้น แผ่นเรียบที่ทดแทนไม้ ช่วยยืดอายุป่าเมืองไทย ล้วนมีส่วนผสมของไครโซไทล์
การที่มีการรณรงค์ให้ยกเลิกการใช้ไครไทล์ด้วยเหตุผลว่าองค์การอนามัยโลกชี้นำนั้น ออกจะคลาดเคลื่อนอยู่
เพราะ WHO ยกเลิกแต่การใช้แร่ใยหินในกลุ่มแอมฟิโบลเท่านั้น แต่กลับมีการตีขลุมไปถึงไครโซไทล์ด้วย
ถ้ายกเลิกการใช้ไครโซไทล์ ต่อไปก็ต้องยกเลิกการใช้ผงชูรสด้วยข้ออ้างว่ามีบางคนกินแล้วเกิดอาการแพ้
หรือห้ามกินไก่ซีพี เพราะมีข้อมูลว่า กินวันละ 5 ตัวติดต่อกัน 5 ปีแล้วเป็นมะเร็ง
เอามาปะติดปะต่อเพื่อทำลายทำร้ายกันก็ได้อยู่
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นไปได้ไหม?
แค่กินวันละตัวสามวันติดต่อกัน วันที่สี่หรือไม่ถึงดีเจอเข้าก็ขย้อนของเก่าออกมาแล้ว

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน แร่ใยหิน และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร