คอลัมน์ พลเมืองภิวัฒน์: สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย

เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 24 – 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557
สุวัฒน์ คงแป้น
นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นต่อการปฏิรูปไว้อย่างน่าสนใจว่า “เรื่องดีๆ มิใช่จะเสกขึ้นมาได้ ประเทศเรามีทุนที่มีคุณค่าอยู่มากมายทั้งทุนทรัพยากรธรรมชาติ ทุนมนุษย์เราจะนำเอาทุนที่มีอยู่ทั้งหมดมาเสริมพลังได้อย่างไร อย่าให้พลังกระจัดกระจาย ซึ่งการเสริมพลังที่ดี จะต้องลงมือทำ ผ่านกระบวนการจัดการความรู้และการสื่อสาร ทำให้ข้อมูลไหลเวียนเรียนรู้และรับรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อเดินไปข้างหน้าด้วยกัน”
เท่าที่ตรวจสอบได้ พบว่า ขบวนการภาคประชาชน สนใจเข้ามามีบทบาทในการปฏิรูปจำนวนมาก ที่น่าสนใจคือ ภาคชุมชน ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมองค์กรชุมชนทั้งประเทศ เช่น เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป (คชสป.) มีสมาชิกกว่า 15,000 องค์กรทั้งประเทศ ตั้งใจปฏิรูปด้านที่ดิน สวัสดิการ และปัญหาคนชายขอบ เครือข่ายประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P-move ซึ่งให้ความสำคัญกับปัญหาร้อนที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน รวมทั้งสภาประชาชนสภาพลเมืองเพื่อการปฏิรูป เป็นต้น
ภาคสถาบันการศึกษา ก็มีอยู่หลายเครือข่าย เช่น เวทีถกแถลงของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ข้อเสนอการปฏิรูปด้านต่างๆ ของที่ประชุมอธิการบดีประเทศไทย ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป 16 ด้านของอาจารย์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นต้น
ภาคสื่อมวลชน ก็มีหลายเวที เช่น ความร่วมมือของไทยพีบีเอสกับเครือข่ายต่างๆ จัดเวที ‘เสียงประชาชนที่ต้องรับฟังก่อนการปฏิรูป’ ขึ้นทุกภาค เวทีความร่วมมือระหว่าง ‘กรุงเทพธุกิจ’ กับ NOW 26 จัดเทวีพลเมืองปฏิรูป 6 ประเด็น เป็นต้น
ที่มาหลังสุด แต่มีบทบาทน่าสนใจ ก็คือ ความร่วมมือระหว่างหลายองค์กร เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน P-move เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายแรงงาน กป.อพช. RNN เป็นต้น ตั้ง ‘สภาประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ’ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) เป็นฝ่ายวิชาการ รวบรวมทุกประเด็นปัญหา สังเคราะห์บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนขึ้นมา
ปัญหาที่ต้องขบคิด ก็คือ จะทำให้ สปช. กับภาคประชาชน เข้าใจบทบาทและหน้าที่ที่ควรจะเป็นของตนเองและของกันและกัน แล้วมาเสียบปลั๊กกันได้อย่างไร
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สปช.สายสังคม ให้ความเห็นว่า เรื่องการปฏิรูปต้องฝากความหวังไว้กับภาคประชาชน เพราะ สปช. พอเข้าไปสู่ระบบแล้ว กว่าจะแต่งตัวเสร็จก็อีกนาน พอแต่งเสร็จแล้ว จะติดอยู่กับกฎระเบียบ กติกามากมาย ตอนนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะกำหนดกลไกกันอย่างไร จะออกมาในรูปของคณะกรรมการ 11 ประเด็นหรือไม่ จะทำงานกันอย่างไร ก็ไม่ชัด แต่ผมคิดว่า จะต้องมีกลไกในการประสานกับประชาชน มากกว่าการสร้างกลไกที่นั่งคิดกันเอง ซึ่งจากการตรวจรายชื่อ สปช. ทั้งหมดน่าจะมีอยู่ประมาณหนึ่งร้อยคน ที่รู้จักพูดกันได้ และทำงานเชิงความคิดในการสร้างกลไกที่เหมาะสมคล่องตัว เข้าถึงประชาชนขึ้นมา
น.ส.ฑิฆัมพร กองสอน สปช.จังหวัดน่าน หนึ่งเดียวที่มาจากชุมชน กล่าวว่า ทำใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า การเป็น สปช. จะถูกคาดหวังจากชาวบ้านว่าจะทำอะไรได้มากมาย แต่ความจริงแล้ว สปช. ไม่อาจทำอะไรได้ทั้งหมด และไม่ควรที่จะคิดเองว่าประเทศชาติจะต้องปฏิรูปอะไรแบบไหน แต่ภาคประชาชนจะต้องเป็นคนกำหนดเอง สปช.เพียงแต่นำความต้องการของประชาชนไปสู่ข้อเสนอการปฏิรูปเท่านั้น
ข้อเสนอดังกล่าว อาจแปรได้เป็น 3 ลักษณะ คือเรื่องที่ต้องนำไปบรรจุไว้เป็นหลักในรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอแนะบางเรื่องจะต้องตราออกมาเป็นกฎหมาย หรือพัฒนาแก้ไขกฎหมาย และข้อเสนอบางอย่างนำไปกำหนดเป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งข้อเสนอแนะของ สปช. ไม่ว่าลักษณะใดก็ตาม มีเป้าหมายสำคัญคือ การแก้จุดบกพร่องในอดีตที่ผ่านมาให้ดีขึ้น เกิดผลดีต่อประชาชนและประเทศชาติ ปรับเปลี่ยนกลไก โครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคม และการเมือง ที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศไปสู่ระบบใหม่ ที่มีการกระจายอำนาจ กระจายการตัดสินใจไปสู่ชุมชนท้องถิ่น ให้เป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง
กล่าวโดยพฤตินัย การที่ สปช.จะมีข้อเสนอแนะที่ถูกต้อง ตรงกับปัญหาความต้องการของประชาชน ประเทศชาติอย่างแท้จริงได้นั้น ไม่ใช่มาจากการสุมหัวของ สปช. 250 คน อย่างแน่นอน แต่ต้องเป็นข้อเสนอที่มาจากประชาชน ดังนั้น โดยพฤตินัยแล้ว สปช. ควรจะมีบทบาทสำคัญ 1) จัดกระบวนการ เพื่อเอื้ออำนวยให้ภาคประชาชนจัดทำข้อเสนอในการปฏิรูปได้ โดยประชาชนเอง 2) จากนั้นก็ทำข้อต่อหรือช่องทางให้ข้อเสนอของประชาชนไหลมายัง สปช. ได้อย่างไม่ติดขัด และไม่ตกหล่น เพื่อประมวลเป็นหมวดหมู่เป็นระบบ โดย สปช. อาจมีตัวเชื่อมเพื่อรับฟัง หรือให้ข้อเสนอแนะต่อภาคประชาชน ในอันที่จะทำให้ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปที่จัดทำโดยภาคประชาชนมีอุปสรรคน้อยลง และ 3) สปช. ควรมีบทบาทการผลักดัน ยืนยันทั้งต่อ คสช. สนช. และรัฐบาล เพื่อให้ข้อเสนอของภาคประชาชน ได้รับการยอมรับมากที่สุด
ดังนั้น หากจำแนกบทบาทกันให้ชัดเจน จะเห็นว่า ภาคประชาชนเป็นผู้ทำให้เกิดข้อเสนอในการปฏิรูปที่ตรงกับบริบทของปัญหาข้อมูลข้อเท็จจริง แล้วแต่งองค์ทรงเครื่องข้อเสนอนั้นให้มีความน่าเชื่อถือ ในขณะที่ สปช. มีบทบาท 3 ด้าน ประการแรก บทบาทกับขบวนภาคประชาชน สปช. จะต้องมีบาทบาทในการเอื้ออำนวยให้ประชาชนได้ ทำหน้าที่จัดทำข้อเสนอได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่แทรกแซง ไม่ชี้นำ
ประการถัดมาคือ ต้องทำหน้าที่ลำเลียงข้อเสนอของภาคประชาชนไปให้ถึง โดยไม่มีเจตานาทำให้ตกหล่นระหว่างทาง และสุดท้าย ร่วมกับภาคประชาชนในการทำให้ข้อเสนออันเป็นเจตนารมณ์ของภาคประชาชนได้รับการเผยแพร่เรียนรู้กันอย่างกว้างขวาง
ส่วนบทบาทที่มีต่อ คสช. สนช. และรัฐบาล นั้น สปช.จะต้องยืนยันในความจริงและความถูกต้องที่มาจากภาคประชาชน เพื่อทำให้ข้อเสนอในการปฏิรูปของภาคประชาชนถูกนำไปสู่การปฏิบัติให้ถึงที่สุด ทั้งนี้ เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาหากข้อเสนอใดทำให้ผู้มีอำนาจเสียประโยชน์ เสียอำนาจ มักจะพบว่าข้อเสนอนั้นจะเป็นหมันทุกครั้งไป ดังนั้น จุดนี้จะเป็นบทบาทที่จะพิสูจน์ตัวตนและจุดยืนของ สปช. แต่ละคนได้เป็นอย่างดี
เมื่อประชาชนจะต้องมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูป จึงต้องสร้างระบบที่เข้มแข็งเป็นเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายที่งดงาม เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชนที่ทำงานด้านการปฏิรูป หลากหลายเครือข่ายข้างต้นจึงได้จับมือกันจัดตั้ง ‘สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย’ ขึ้น เพื่อเป็นหุ้นส่วนสำคัญของการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้
แนวทางสำคัญของสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทยมีอยู่ว่า 1) แต่ละเครือข่ายจะต้องจัดให้มีเวทีสภาปฏิรูปคู่ขนานระดับพื้นที่ 2) ให้มีความร่วมมือของทุกเครือข่ายจัดเวที สภาประชาชนปฏิรูปประเทศระดับภาค 3) ประมวลข้อเสนอมายังสภาประชาชนประดับชาติต่อไป
เชื่อว่า ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป การปฏิรูปตามระบบของรัฐ จะเป่านกหวีดอย่างเป็นทางการ และเดินตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ดังนั้น การตั้งลูกล่วงหน้าของภาคประชาชน จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้การปฏิรูปครั้งนี้ไม่เสียของ
ที่ผ่านมาแม้ว่าภาคประชาชนจะรู้สึกอึดอัดอยู่บ้างกับการทำงานของรัฐบาล ที่ประชาชนรู้สึกไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือรัฐบาลบอกให้ประชาชนหยุดการกระทำบางอย่าง โดยอ้างว่าให้รอการปฏิรูปก่อน แต่รัฐบาลกลับไม่รอ เป็นต้น แต่ผมเห็นว่าต้องสลัดความอึดอัดนั้นออกไป แล้วใช้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสเชื่อมร้อยขบวนประชาชนให้มองเห็นเป้าหมายร่วม แล้วเชื่อมร้อยขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกัน หวังว่าบรรยากาศธงเขียวช่วงผลักดันรัฐธรรมนูญปี 2540 จะกลับมาอีกครั้ง

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ปฏิรูปประเทศไทย และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร