สัมภาษณ์พิเศษ: ‘วิทยา กุลสมบูรณ์’ ห่วงไทยครองแชมป์นำเข้า’แร่มรณะ’

สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับวันที่ 24 – 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557
ปัญหาในด้านสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับมนุษย์ทุกคนที่อาศัย อยู่บนผืนโลกใบกลมๆ ใบนี้ ทั้งในเรื่องมลภาวะต่างๆสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตราย ล้วนส่งผลกระทบต่อร่างกายทั้งสิ้น ซึ่งมาจากน้ำมือของมนุษย์นั่นเองอาจพอเรียกได้ว่า มนุษย์ต้องฆ่ามนุษย์
เมื่อจำกัดความปัญหาดังกล่าวลงมาสิ่งที่จะพูดถึงในที่นี้คือ “แร่ใยหินไครโซไทล์” หรือ แอสเบสตอส(Asbestos) ที่มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ศึกษาและเล็งเห็นถึงปัญหาว่ามีอัตรายแฝงอยู่กับกระเบื้องมุงหลังคา ชนิดลอน ผ้าเบรก คลัตช์และท่อน้ำ ที่สามารถฟุ้งกระจายในอากาศ นับว่าใกล้ตัวกับมนุษย์มากที่สุด และก่อให้เกิดโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอดโดยไม่รู้ตัว
ประเด็นสำคัญ คือมีความพยายามรณรงค์และต่อต้านการนำเข้าเจ้าแร่ใยหินนี้มาโดยตลอดตั้งแต่มติ ครม. 12 เม.ย. 2554 เคาะว่า สังคมไทยต้องไร้แร่ใยหิน และมอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการงดการนำเข้า ผลิต และจำหน่าย แต่ก็ติดปัญหาสารพัน คาราคาซัง ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน
รศ.ดร.ภก. วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พยายามผลักดันร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนนักวิชาการ ในเรื่องนี้มาโดยตลอด “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ฉบับนี้ จะมากะเทาะเปลือกความคิดต่อปัญหาดังกล่าวผ่าน รศ.ดร.ภก.วิทยา ที่ปัจจุบัน ผนวกมาในฐานะ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านสังคม
สิ่งที่คาดหวังมาตั้งแต่ต้น ในการผลักดัน ยืนตามมติ”สังคมไทยไร้แร่ใยหิน” 12 เม.ย. 2554
สำคัญที่สุด ถ้าหากมีการเลิกใช้แร่ใยหินได้อย่างจริงจังแล้ว เราจะมีสารทดแทนไหม สิ่งค้าที่ใช้อยู่ในไทย สมมติว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้อยู่กับวัสดุก่อสร้าง 90 เปอร์เซ็นต์ และวัสดุก่อสร้างที่ใช้มากที่สุด คือ กระเบื้องที่เป็นลอน และท่อซีเมนต์ใยหิน หากวิเคราะห์ต่อไปว่า ถ้าเลิกใช้วัสดุเหล่านี้แล้ว ถามว่าจะเดือดร้อนไหม ผมว่าไม่เดือนร้อน
อาจดูเหมือนประชด แต่จริงๆแล้ว มีวัสดุที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ อาทิ เมทัลชีล โปรไวนิล แอลกอฮอล์ ที่ปัจจุบัน ตัวแทนผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างเริ่มหันมาใช้วัสดุทดแทนเหล่านี้กันมากขึ้น หลังตลาดแร่ใยหินเริ่มหดตัวลง
เรื่องของวัสดุทดแทนในวันนี้ถือว่าไม่มีปัญหาสำหรับคนบางกลุ่ม อาจมีข้อแย้ง เช่นลิฟต์ก็มีใยหินตรงนี้เราสามารถเลือกประกาศเป็นรายกรณีได้ วันนี้สิ่งที่เราอยากเลือกประกาสก็คือ ใยหิน ที่แฝงอยู่ตามวัสดุก่อสร้าง มันไม่มีความจำเป็นแล้ว โดยข้อเท็จจริงสมัยนี้ ปัจจุบันคนเลี่ยงใช้กระเบื้องกันไปเยอะแล้ว เขาหันมาใช้เมทัลชีล ในการมุงหลังคาแทนก็ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงกันไป
สิ่งที่กังวลต่อมา ก็คือ ถ้าปล่อยให้ยังมีแร่ใยหิน แฝงอยู่ ก็เปรียบเสมือนกับ เป็นการเพิ่มขยะพิษหลังคาพิษ ขึ้นมา มนุษย์ต้องมีความระมัดระวัง ในส่วนของระบบการรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง ควรมีชุดป้องกัน ที่มีมาตรฐาน สำหรับคนงาน ในประเทศเรา มองว่ายังขาดในเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งปัญหาการรื้อถอน ก็ถือเป็ภาระที่ใหญ่ ที่ต้องแก้ไขต่อไป
ปัจจุบันคนไทยถือว่าอายุยืนขึ้นเรื่อยๆ แต่หารู้ไม่ว่า มีโรคที่เกิดจากสิ่งดังกล่าว สะสมอยู่ และใช้เวลาหลายปี สุดท้ายมาส่งผลในวัยชรา ถือเป็นผลกระทบที่รุนแรง และไม่สามารถนิ่งเฉยได้
ประเทศไทย ใช้แร่ใยหิน เป็นอันดับที่ 9 ของโลก แต่การนำเข้าแร่ใยหินจัดอยู่ในลำดับที่ 5 ทำไมถึงเป็นอันดับ 9 เพราะว่า ประเทศใหญ่ๆ เช่น จีนรัสเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย บราซิล มีประชากรเยอะและมีการใช้กันเยอะ แต่เมื่อหารด้วยจำนวนประชากร ดีไม่ดี ประเทสไทยแซงหน้าประเทศอย่างอินโดนีเซีย จีน และอินเดีย ได้เลย เพราะจำนวนประชากรเข้าเยอะ
แนวทางขับเคลื่อน และแก้ไขปัญหาต่อไป
ผมศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาประมาณ 3 ปีกว่าแล้ว ทั้งในด้านสื่อมวลชน มีโอกาสได้ไปอบรมหลักสูตรบริหารสื่อมวลชน และได้นำเสนอเรื่องนี้กับสถาบันอิศรา ตอนนั้นข้อมูลผมยังไม่แน่เท่าปัจจุบัน รวมถึงได้มีการเชิญกลุ่มผู้บริโภคมาพูดคุยเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดย 1.ขอให้ยกเลิกการนำเข้า การผลิต 2.มีการติดฉลาก ระบุอย่างชัดเจน 3.ตามโรงงานต้องจำกัดอนุภาคในการปล่อยสารให้น้อยลง 4.การกำหนดกติกาในการรื้อถอนและรณรงค์ใช้วัสดุทดแทน
ซึ่งก็ผ่านมาได้ด้วยดี จนเกิดเป็นมติ ครม.”สังคมไทยไร้แร่ใยหิน” ในปี 2554 ช่วงรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ จากนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมที่ได้รับมอบหมาย ในขณะนั้น ได้บัญญติไว้ว่า “ขอให้มีการศึกษาว่าจะมีการบริหารจัดการอย่างไร” จนเกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ ในปี 2554 ปรากกว่าการจัดทำแผนก็ล่าช้าออกไป ไม่เป็นไปตามมติที่ให้ยกเลิกการนำเข้าวัสดุในปี 2554 และยกเลิกการผลิตทำให้ไม่ทันตามกรอบมติที่กำหนดไว้ในปี 2555 ต่อมา ต้องให้กระทรวงสาธารณสุข รับรองว่ามีอันตรายจริงหรือไม่ จนผลสรุปออกมาเมื่อ 29 ม.ค. 2557 ว่า “แร่ใยหินไครโซไทล์ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างชัดเจน
จากการดำเนินการที่ล่าช้ายังไม่เห็นผลเป็นรูประธรรม ผมคิดว่ามันต้องมีอะไรบางอย่าง ที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังทำให้เรื่องไม่คืบหน้า และพอมันมาถึงขนาดนี้ผมรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข้อถกเถียงในไทยแล้ว มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ มาถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็ต้องพยายามดำเนินการผลักดันตามจุดยืนเดินของเราต่อไป
ในฐานะสปช.ด้านสังคม จะสานต่อจุดยืน อย่างไรต่อไป ในสภา
อาจจะมีการจัดทำเอกสารในอนาคต ร่วมกับสมาชิกที่มีจุดยืนเดียวกัน แน่นอนสภาปฏิรูปฯต้องมีการแยกส่วนกันทำงาน ในอีกด้านหนึ่ง เรามีแผนที่จะขอเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป เป็นการทวงถามความคืบหน้า เพราะเห็นว่ารัฐบาลนี้มาจากวิธีพิเศษไม่น่าจะต้องมีข้อติดขัด หรือความกังวลประการใดเหมือนกับระบบพรรคการเมืองที่ผ่านๆมา
ผมต้องเดินต่อ หนีไม่พ้นแล้ว เพราะผมถือว่าเรามาจับตรงนี้อย่างเต็มตัวแล้ว คนไทยต้องปลอดจากแร่ใยหินให้ได้
แนวทางในการผลักดันต่อไป
1.เรามีความเป็นนักวิชาการ ต้องใช้จุดนี้ในการเผยแพร่ข้อมูล ด้วยข้อเท็จจริง อย่างแพร่หลายที่สุดโดยวันนี้ตลาดแร่ใยหินโลกมีแนวโน้มหดตัวลงถือเป็นสิ่งที่น่าพอใจ แต่ในไทยเอง ก็ยังติดอันดับการใช้อย่างน่าเป็นห่วงอยู่ ซึ่งมันควรจะต้องลดลงกว่านี้ โดยข้อมูลนั้น แนวโน้มหดตัวลงไป 27 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีผู้ผลิต ที่ยังมีจำนวนเพิ่มอยู่
2.จำนวนผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภค เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ประเทศไทยควรจะมีมาตรการแก้ไขจริงจังอย่างไร
อรุณรุ่งของธุรกิจใยหินมันใกล้สิ้นสุดแล้วสมัยก่อนก็เข้าใจ วัสดุทดแทนยังคิดหากันไม่ได้ แต่ถึงวันนี้ ประชาชนตื่นรู้แล้วว่ามัน เป็นพิษ เป็นภัยฉะนั้นเมื่อสัญญาณมันบ่งบอกกมาอย่างนี้ แล้ว เราเดินหน้าต่อแน่ โดยอาศัยภาคีเครือข่ายนักวิชาการระดมสมอง ผนึกกำลัง ร่วมแรงร่วมใจกัน
ในฐานะที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้มาโดยตลอด จะมีวิธีรับมือกับผู้ที่ต่อต้าน กลุ่มทุน หรือผู้ได้รับผลประโยชน์ จากแร่ใยหินตัวนี้อย่างไร
เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ผมก็มีปัญหากับกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วย มีอยู่ประมาณ 3-4 ครั้ง โดยมาในรูปแบบการยื่นหนังสือมาถึงเรา แสดงการต่อต้านและไม่เห็นด้วย โดยอ้างว่า เราไม่มีความรู้แน่นพอในเรื่องนี้ และยังมีการยื่นตามมาถึงระดับผู้บริหาร ว่าให้ช่วยกำกับดูแลเรา โดยอ้างว่าไม่ได้รู้เรื่อง แล้วมาทำในเรื่องนี้ รวมถึงยังมีการอ้างให้รับผิดชอบถึงเรื่องดังกล่าวอีกด้วย เท่าที่เจอมาถือว่ายังเป็นแค่ขั้นเริ่มต้น
ในการรับมือ หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทางเราก็นำเรื่องนี้ไปถ่ายทอด ให้เพื่อนๆ ในระดับนานาชาติ และเขาก้ทำจดหมายมาถึงมหาวิทยาลัยลงนามโดยนักวิทยาศาสตร์ 100 กว่าคน ที่เป็นระดับโปรเฟสเซอร์ ถือเป็นหลักฐานทางวิชาการ ที่ใช้ในการป้องกัน และในทั่วโลก เขาก็ได้ข้อยุติมาหลายปีแล้ว ในการยกเลิกแร่ใยหิน
แต่ก็ถือว่าสถานการณ์แบบนี้ มันก็ไม่ได้รุนแรงหนักหนาเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะเราในช่วงนั้น ยังไม่ได้เดินเกมแบบเข้มข้นมากนัก แต่ถ้าเดินเกมแบบม้วนเดียวจบผมก็ทำได้ ต่อไปภาคประชาชนอาจจะลุกฮือขึ้นมาก็ได้ แต่ถ้ารุนแรงจนถึง มีการบาดเจ็บ ล้มตาย ผมก็ไม่อยากเห็นแบบนั้น
กับรัฐบาลชุดปัจจุบัน คาดหวังมากน้อยเพียงใดที่จะต่อยอดแนวความคิด สู่การปฏิรูป
ต้องเรียนว่า ประเทศไทยปัญหามันเยอะเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมด มันเป็นเรื่องทางเทคนิค จริงๆแล้ว สิ่งที่คาดหวังในตอนนี้เบื้องต้น คือ “ต้องปฏิรูปกลไกการอนุญาต” ให้มีความรวดเร็ว ฉับไว ป้องกันการเตะถ่วง ล่าช้า อาจด้วยนับแอบแฝงอะไร ก็ตามแต่ซึ่งหมายความรวมถึงในเรื่องอื่นๆ ด้วย ถ้าตรงนี้มีการปฏิรูปได้ แล้วเกิดผลสำเร็จ ก็จะสามารถต่อยอดได้ในเรื่องนี้ ไปสู่สังคมไทยไร้แร่ใยหิน ได้อย่างสมบูรณ์แบบเสียที
สิ่งต่อมาในการต่อยอดความคิด ก็คือ การเฝ้าระวังผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบ ต้องมีความเข้มแข็ง อย่างเช่นในเมืองนอก มี “แอสเบสตอส บัส” ทำหน้าที่เป็นรถคอยวิ่งตรวจสอบดูว่า มีผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากแร่ใยหิน หรือ ไม่เหล่านี้ถือเป็นความเข้มแข็งที่ควรสร้างรวมถึงต้องนำเอาประสบการณ์จากทั่วโลก มาถ่ายทอดให้ประชาชน ได้รับรู้ เพื่อที่จะได้เกิดความตื่นตัวและตระหนักในภัยอันตรายมากขึ้น
ในวันนี้ยิ่งเราหยุดการนำเข้าได้มากเท่าไหร่ยิ่งดีที่สุด จากแนวโน้มที่ลดลง ผมเชื่อว่าโดยธรรมชาติ จะต้องมีการลดลงยิ่งขึ้นไปอีก แต่ทำไมวันนี้เราต้องรอล่ำ
สุดท้ายนี้ รศ.ดร.ภก.วิทยา ทิ้งทายว่า อีกสัก 5-10 ปี คาดว่าแร่ใยหินอาจจะหมดจากประเทศไทยได้ เมื่อมองจากแนวทางของทั่วโลก แต่ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบ ขอใช้คำว่า “ยิ่งเรา ยิ่งดี” จากวันนี้ถือเป็นทิศทางที่ดีแล้ว และน่าพอใจ ที่แนวโน้มหดตัวลงแต่เราก็ตัดสินใจแล้วว่า อยากให้มีการดำเนินการให้เร็วกว่านี้ เพราะมันอันตราย และประชาชนได้รับความเดือดร้อนเต็มๆ
คงเคาะไม่ได้ว่า แร่ใยหินจะหมดไปจากโลกเมื่อไร แต่ถ้ามันอันตรายจริง และส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์แล้ว ก็ควรที่จะหาแนวทาง และวิธีแก้ไขอย่างจริงจังเสียที แม้จะเป็นปัญหาที่ไม่ใหญ่โตนัก แต่มันก็จะสะสมต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้นได้ บนโลกใบนี้

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน แร่ใยหิน และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร