กระเบื้องโอฬารรุกชงข้อมูลจักรมณฑ์แจงเลิกใช้แร่ใยหิน

ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 09 – 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
กรอ.เดินหน้าไม่ฟังเสียงผู้ประ กอบการ ชง “จักรมณฑ์” สัปดาห์นี้ เสนอแผนยกเลิกใช้แร่ใยหิน ก่อนส่งต่อให้ครม.เคาะไม่เกินพ.ย.นี้ ด้าน “กระเบื้อง โอฬาร” ออกโรงโต้ ส่งหนังสือถึงรมว.อุตสาหกรรม ขอโอกาสชี้แจงข้อมูลอีกด้านก่อนตัดสินใจ เหตุไม่เชื่อมั่นโรง งานผลิตแร่ทดแทนจะเกิดได้ เพราะทั่วโลกยังไม่มีใครใช้แร่บะซอลต์จากที่ “ฐานเศรษฐกิจ” ได้นำเสนอข่าว “เลิกใช้แร่ใยหินระอุ” กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เตรียมนำข้อมูลเพื่อเสนอต่อนายจักรมณฑ์ ผาสุก วนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาห กรรม เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เห็นชอบในการยกเลิกใช้แร่ใยหินไครโซไทล์ กับสินค้า 6 รายการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกกระเบื้องแผ่นเรียบและกระเบื้องยางปูพื้น กำหนดให้ยกเลิกใช้แร่ใยหินเป็นวัตถุดิบภายใน 2 ปี และกลุ่มที่ 2 กลุ่มกระเบื้องมุงหลังคา ผ้าเบรก และคลัตช์ ท่อซีเมนต์ใยหิน กำหนดให้ยกเลิกใช้แร่ใยหินเป็นวัตถุดิบภายใน 5 ปี โดยจะสร้างผลกระทบกับผู้ประกอบการใช้แร่ใย หินเป็นส่วนประกอบในการผลิตสินค้า ลงตีพิมพ์ในฉบับ 2,998 ระหว่างวันที่ 6-8 ที่ผ่านมานั้น
โดยนายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ได้ยืนยันกับทาง “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในสัปดาห์นี้ทางกรอ.จะเสนอแผนบริหารจัดการ การใช้แร่ใยหินในผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณา เพื่อนำเสนอต่อไปยังคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติในการยกเลิกใช้แร่ใยหินไครโซไทล์ ในสินค้า 6 รายการ ตามระยะเวลาที่กล่าวข้างต้น เนื่องจากทางกรอ.สามารถหาแร่บะซอลต์มาทดแทนแร่ใยหินได้แล้ว
ทั้งนี้ในแผนบริหารจัดการดังกล่าว จะมีรายละเอียดขั้นตอนที่จะต้องไปดำเนินการ ก่อนที่จะถึงระยะเวลาเลิกใช้ ส่วนรายละเอียดของแผนนั้นคงต้องรอการชี้แจงให้กับรัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงอุตสาหกรรมรับทราบก่อน โดยคาดว่าจะมีการเสนอให้ครม.พิจารณาได้ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้หรืออย่างช้าไม่เกินต้นเดือนธันวาคม
ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง นายอุฬาร เกรียวสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กระเบื้องโอฬาร จำกัด เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา บริษัทได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขอเข้าพบ และขอโอกาสบริษัทเข้าชี้แจงรับทราบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเสนอครม. เพราะเป็นผู้ใช้รายใหญ่มีการนำเข้าแร่ใยหินจากรัสเซียประมาณ 3.5 หมื่นตันต่อปี โดยผลิตกระเบื้องที่มีส่วนผสมแร่ใยหินครองสัดส่วนตลาดประมาณ 30-40 % เนื่องจากข้อมูลบางส่วนที่เผยแพร่ออกไปนั้นอาจจะยังคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อมูลความเป็นจริงทั้งหมด
โดยเฉพาะกรณีที่มีการอ้างถึงการดำเนินงานตามมติครม.เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2554 เกี่ยวกับมาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบห้ามนำเข้า และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินไครโซไทล์เฉพาะกรณี และห้ามผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินไคลโซไทล์ที่ใช้วัตถุดิบอื่นหรือใช้ผลิตภัณฑ์อื่นทดแทนได้ โดยมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมรับไปจัดทำแผนในการยกเลิกนำเข้า ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบทุกชนิดนั้น การดำเนินงานของภาครัฐที่จะยกเลิกการใช้แร่ใยหิน ไม่ได้คำนึงถึงมติ ครม.เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2555 ที่เห็นชอบให้ส่วนราชการที่เกี่ยว ข้องดำเนินตามผลการประชุมของคณะอนุกรรมาธิการด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1 ภายใต้คณะกรรมาธิการว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย ที่เห็นพ้องกันที่จะร่วมแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางการค้า ส่งเสริมการลงทุน และเพิ่มการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้มากขึ้น ซึ่งได้มีการมอบหมายให้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ภายใต้คณะอนุกรรมาธิการด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซีย ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบผลกระทบต่อสุขภาพจากการใช้แร่ใยหิน และจัดทำข้อเสนอแนะในการใช้แร่ใยหินและผลิตภัณฑ์อย่างปลอดภัย หากกระทรวงอุตสาหกรรมไม่ยึดมติครม.ครั้งนี้ ก็เท่ากับเป็นการฝ่าฝืนเช่นกัน
นอกจากนี้การพิสูจน์เรื่องผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ก็ยังไม่มีผลสรุปที่แน่ชัดออกมา โดยเฉพาะจากคณะทำงานศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพจากการใช้แร่ใยหินของกระ ทรวงสาธารณสุข ก็มีความขัดแย้งกัน เช่นกรณีความเห็นของน.พ.ชาญวิทย์ ทระเทพ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นอดีตประธานคณะทำงานฯ ได้เสนอผลการศึก ษาพบว่าไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ได้ว่าแร่ใยหินไครโซไทล์เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง และการที่กรอ.ได้ว่าจ้างมหา วิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ศึกษาแผนยกเลิกการใช้แร่ใยหินก็ไม่เคยเข้ามาสอบถามข้อมูลถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากบริษัทแต่อย่างใด ทั้งที่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย
ขณะเดียวกันทั่วโลกก็ยังมีการใช้แร่ใยหินอยู่กว่า 50 ประเทศ รวมถึง สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเยอรมนี โดยยังไม่พบว่ามีผู้ป่วยที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์แต่อย่างใด
นายอุฬารกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามทางบริษัทไม่ได้ปฏิเสธ หากกระทรวงอุตสาหกรรมจะยกเลิกการใช้แร่ใยหิน เพราะถือว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล แต่อยากจะให้ข้อมูลกับรัฐมนตรีว่าการ ว่าการใช้แร่บะซอลต์เพื่อมาทดแทนแร่ใยหินนั้น ทั่วโลกยังไม่มีการนำมาใช้และยังไม่มีผู้ผลิต นอกจากใยสังเคราะห์พีวีเอผสมร่วมกับเยื่อกระดาษ แต่ความทนทานต่ำกว่ามาตรฐานมอก.ของแร่ใยหินมาก
นอกจากนี้ อยากจะให้กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันให้มีโรงงานที่ผลิตเส้นใยจากหินบะซอลต์นี้เกิดขึ้นก่อนจะมีการบังคับให้ยกเลิกการใช้แร่ใยหิน เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการว่า คุณสมบัติใกล้เคียงกับแร่ใยหิน และราคาไม่แตกต่างจากการนำเข้าแร่ใยหิน เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อราคาผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ว่าบอกว่าเป็นเพียงผลวิจัยและทดสอบคุณสมบัติเท่านั้นที่จะมาทดแทนได้ จะต้องคำนึงถึงว่าโรงงานผลิตเส้นใยจากแร่บะซอลต์นี้ จะสามารถรองรับความต้องการใช้ได้มากน้อยเพียงใดด้วย เพราะหากผู้ประกอบการทั้ง 4 ราย ที่เลิกใช้ไปแล้ว 2 ราย หากกลับมาใช้แร่ทดแทนชนิดนี้ จะมีความต้องการสูงถึง 1.2 แสนตันต่อปี โรงงานที่ตั้งขึ้นมาจะสามารถรองรับความต้องการได้หรือไม่
ทั้งนี้หากไม่มีความชัดเจนและความแน่นอนตรงจุดนี้ เมื่อบังคับห้ามใช้แร่ใยหิน และจะให้บริษัทหันไปใช้ใยสังเคราะห์จากพีวีเอผสมกับเยื่อกระดาษ บริษัทคงจะต้องปิดโรงงานขนาดกำลังผลิต 1 แสนตารางเมตรดีกว่า ผลิตออกมาแล้วผู้บริโภคจะมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เพราะแผ่นกระเบื้องจะมีความเปราะบางอายุการใช้งานสั้น เนื่องจากมีความแกร่งของแผ่นกระเบื้องเพียง 1.5 พันนิวตันต่อตารางเมตร เมื่อเทียบกับการใช้แร่ใยหินจะมีความแกร่งที่ 4.25 พันนิวตันต่อตารางเมตร ซึ่งทั้งหมดนี้ อยากจะชี้แจงให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าใจ และเปิดรับฟังข้อเท็จจริงให้รอบด้านก่อนที่จะตัดสินใจเสนอครม.ให้พิจารณาต่อไป

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน แร่ใยหิน และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร