พรบ.ควบคุมการบริโภคยาสูบใหม่คำถามที่รอคำตอบ ทั้งเชิงปฏิบัติและผลที่ได้

ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการค้ายาสูบไทย กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาการ “ดีเบต” ประเด็นร่างพรบ. ควบคุมการบริโภคยาสูบฉบับใหม่ระหว่างผู้ผลักดันคือกระทรวงสาธารณสุขและกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบเช่นกลุ่มชาวไร่ยาสูบ กลุ่มผู้มีอาชีพบ่มใบยาสูบเป็นต้น เพราะมองว่ากระบวนการควบคุมการบริโภคยาสูบนั้นเป็นไม่ใช่สงครามระหว่างขาว-ดำที่ผู้ออกนโยบายจะสามารถใช้ข้อมูลด้านเดียว
“เหตุผลที่ขอให้ทบทวนข้อเสนอสุดโต่งในร่างพ.ร.บ. ควบคุมบริโภคยาสูบเพราะการรวมพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 และพ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535 มาไว้เป็นฉบับเดียวกัน แต่มีข้อห้ามต่าง ๆ เพื่อควบคุมอุตสาหกรรมยาสูบตั้งแต่ต้นน้ำคือกลุ่มชาวไร่เกษตรยาสูบ ไปจนถึงช่องทางการค้าผู้ค้าปลีกรายย่อย สร้างผลกระทบกว่า 1 ล้านครัวเรือน คำถาม คือ กลุ่มคนที่ทำอาชีพสุจริตเหล่านี้กำลังถูกกดดันด้วยอำนาจของกฎหมายที่ออกโดยกลุ่มคนไม่มีกลุ่มอาชีพหรือไม่
แม้ก่อนหน้านี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเปิดเวทีประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นของภาคส่วนต่าง ๆ ไปเมื่อปลายปี 2555 นั้น ชาวไร่และตัวแทนผู้ค้าปลีกยาสูบได้พบเห็นเวทีที่ถูกผูกขาดด้วยกลุ่มเอ็นจีโอและเต็มไปด้วยอคติต่อฝ่ายที่แสดงความเห็นแย้ง ความคิดเห็นที่นำเสนอออกไปจากฝั่งธุรกิจ อาทิ ประเด็นการห้ามและเผยแพร่กิจกรรมเพื่อสังคมจากกลุ่มธุรกิจยาสูบ รวมถึงห้ามมิให้หน่วยงานรับความช่วยเหลือด้านกิจกรรมเพื่อชุมชนจากผู้เกี่ยวข้องกับยาสูบ
เมื่อลองพิจารณาด้วยเหตุและผลแล้วออกจะเป็นเรื่องน่าเสียดายและชวนให้ฉงนว่าทำไมกิจกรรมที่มีความตั้งใจจะเข้าถึงกลุ่มเกษตรกรชาวไร่ยาสูบในชุมชนท้องถิ่นกว่า 52,000 ครอบครัวจึงต้องถูกกีดกันและ “ตัดโอกาส” ในการได้รับมอบโครงการเพื่อประโยชน์ในชุมชนเองโดยที่หน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องก้ไม่ได้มีนโยบายความช่วยเหลือที่ชัดเจนต่อชุมชนผู้ปลูกยาสูบ เพราะมักมีโครงการต่าง ๆ ที่เข้าถึงกลุ่มอาชีพอื่นอย่างกว้างขวางแต่หลงลืมกลุ่มเกษตรกรชาวไร่ยาสูบไปโดยปริยาย”
นางวราภรณ์ กล่าวต่อว่าข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพสามิตผู้มีหน้าที่ออกใบอนุญาตขายผลิตภัณฑ์ยาสูบให้ผู้ค้าปลีกแสดงตัวเลขว่ามีผู้ค้าปลีกรายย่อยทั่วประเทศที่ถือใบอนุญาตขายบุหรี่รวมกว่า 870,000 ราย ร่าง พ.ร.บ.ได้นำเสนอข้อบังคับต่าง ๆ ที่ควบคุมและแทรกแซง จนถึงเรียกได้ว่าลิดรอดสิทธิผู้ประกอบการกลุ่มนี้อย่างเห็นได้ชัดอาทิ ข้อห้ามการแบ่งขายแบบมวน อันถือเป็นมาตรการที่ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงทำให้ผู้ค้ากำลังรู้สึกถูกกลั่นแกล้งและกดดัน
อีกทั้งยังมีข้อห้ามอื่น ๆ เช่นบังคับให้ติดสื่อรณรงค์ในร้านค้าที่จำกัดด้วยพื้นที่อยู่แล้ว กำหนดให้ส่งรายงานประจำปีห้ามขายยาสูบในพื้นที่ที่กำหนดรวมไปถึงข้อห้ามอย่าง การให้ร้านค้าขายบุหรี่ในซองแบบเรียบ ไร้สีสนสินค้ากว่ายี่สิบรายการจะมีหน้าตาซองเหมือนกันหมดซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ค้าปลีกโดยไม่จำเป็น และไม่เห็นเกี่ยวข้องที่จะช่วยลดการบริโภคยาสูบอย่างที่กล่าวอ้าง
“สมาคมการค้ายาสูบไทยรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ชาวไร่ยาสูบมีจุดยืนในการสนับสนุนนโยบายสาะรณะอันเกี่ยวข้องกับการควบคุมยาสูบที่มีความสมดุล มีเหตุผลและเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจได้มีส่วร่วมในการแสดงความเห็นเพื่อหาข้อสรุปที่จะตอบโจทย์วัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการควบคุมของภาครัฐ คือ การนำเสนออีกมิติหนึ่งของธุรกิจและวิถีชีวิตให้ผู้มีอำนาจออกนโยบายได้รับทราบและพิจารณาเพื่อเป็นอีกหนึ่งเสียงในการออกมาตรการหรือกฎหมายที่สามารถเรียกได้ว่าเป้น “หลักธรรมาภิบาลที่ดี” และรับฟังผลกระทบอย่างรอบด้านอย่างแท้จริง”
ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการค้ายาสูบไทย กล่าวอีกว่า ปัญหาเชิงนโยบายควบคุมยาสูบของเอ็นจีโอไทยที่มีส่วนผลักดันนโยบายต่าง ๆ นั้น แต่จากสถิติของการออกกฎระเบียบควบคุม แบบ “เอียงข้าง” นั้นพิสูจน์แล้วว่า จำนวนนักสูบหรือปริมาณการบริโภคไม่ได้ลดลงเลย และเมื่อมีการพยายามผลักดันการเพิ่มขนาดภาพคำเตือนสุขภาพของวองมาเป็นร้อยละ 85ก็จะเห็นถึง “ดีเบท” ที่แวดล้อมข้อเสนอนี้ว่าเป็นมาตรการที่จะทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีภาพคำเตือน “ใหญ่ที่สุดในโลก” แสดงถึงความเข้มแข็งของหน่วยงานไทยโดยไม่สนใจว่ามาตรการที่สุดโต่งนี้จะยังคงไม่ได้ตอบคำถามว่าช่วยให้คนลดการบริโภคยาสูบอย่างไร
“ขณะนี้มีประเด็นร้อนมีการพูดถึงการทำงานของฝ่ายรณรงค์ต่อต้านยาสูบของไทย ที่ในแต่ละปีดูเหมือนจะมุ่งเน้นการออกนโยบายที่สุดโต่งและกุมเสียงเบ็ดเสร็จบนเวทีนโยบายสาธารณะ แต่ในขณะเดียวกันก็กำลังทำร้ายกลุ่มคนอีกจำนวนมากที่อยู่ในอุตสาหกรรมอย่างไม่เป็นธรรมและกีดกันไม่ให้พวกเขามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น หรือปฏิเสธที่จะสร้างเวทีหรือบรรยากาศการพูดคุยกับคนอีกกลุ่มโดยอ้างถึงมาตรการต่าง ๆ ตาม “หลักสากล” ภายใต้ชื่อ กรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก และตีความหลักปฏิบัตินั้นอย่างไม่เป็นกลางและบิดเบือน”
นางวราภรณ์ กล่าวว่า ในวันที่นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข เข้ารับตำแหน่ง ได้กล่าวว่าท่านอยากจะสร้าง “วัฒนธรรม” ในการทำงานใหม่โดยเน้นย้ำว่าถึง “เรื่องความสามัคคี ยอมรับความคิดเห็นหลากหลายเนื่องจาก สธ.ไม่สามารถทำงานคนเดียวในการสร้างสุขภาพที่ดีให้ประชาชนได้โดยจะใช้หลักธรรมาภิบาล นิติธรรม คุณธรรม การมีส่วนร่วมมาใช้ในการดำเนินงานดังนั้น ต้องมีการเรียกทุกฝ่ายมาหารือกันในแต่ละเรื่อง” สมาคมฯ มีมุมมองว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการลดการบริโภคยาสูบของรัฐจะไม่สามารถบรรลุผลได้เลย หากปราศจากการหาทางออกร่วมกันหรือรับฟังอีกมุมมองหนึ่งของผู้ที่อยู่ในธุรกิจซึ่งเป็นธุรกิจที่ชอบด้วยกฎหมาย สมาคมฯ รวมถึงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องพร้อมที่จะร่วมมือและปฏิบัติตามข้อเสนอที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง.

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน บุหรี่/ยาสูบ/เหล้า และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร