ยกร่าง ‘เขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม’ก.ทรัพยากรฯนำร่อง ‘แม่ตาว’ เขตปลอดแคดเมียม

Untitled1ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ดอยผาแดงเป็นแหล่งต้นน้ำของ ห้วยแม่ตาว แม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก จากอดีตเคยเป็นพื้นที่เกษตรกรรมปลูกข้าวที่สำคัญ มีการพัฒนาระบบเหมืองฝายที่เข้มแข็ง
นอกจากนี้ บริเวณดอยผาแดงยังเป็นแหล่งแร่สังกะสีคุณภาพดีใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีบริษัทเอกชนได้รับสัมปทานทำเหมืองมาตั้งแต่ปี 2512 โดยบริษัท ไทยซิงค์ จำกัด แต่ไม่ประสบความสำเร็จต้องเลิกกิจการ ทิ้งเป็นเหมืองร้างถึง 7 ปี จนกระทั่งปี 2525 บริษัท ผาแดง อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ได้เข้ารับสัมปทานทำเหมืองต่อถึงปัจจุบัน
จนกระทั่งปี 2541-2546 สถาบันจัดการน้ำนานาชาติ (International Water Management Institute : IWMI) ดำเนินโครงการร่วมกับกรมวิชาการเกษตรสำรวจตรวจวัดระดับแคดเมียมในดิน และข้าว พบว่า มีการปนเปื้อนแคดเมียมในระดับที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และชาวบ้านเริ่มมีอาการเจ็บป่วยและเสียชีวิต จากการสะสมของแคดเมียมในร่างกาย
หลังจากนั้นในเดือนตุลาคม ปี 2547 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ จ.ตากทำลายข้าวที่ ปนเปื้อนแคดเมียมอย่างเร่งด่วน โดยรับซื้อข้าวทั้งหมดเพื่อนำมาทำลาย และพยายามรณรงค์ให้ชาวบ้านเลิกปลูกข้าว โดยหันไปปลูกพืชที่ไม่ใช่ห่วงโซ่อาหารทดแทน อาทิ อ้อยเพื่อนำไปทำเอทานอล ยางพารา ไม้ดอก เป็นต้น
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สุขภาพอนามัย และวิถีชีวิตของชุมชนทำให้ชาวบ้านเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมารับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น
ในเดือนธันวาคม 2552 ชาวบ้านใน 3 ตำบลของพระธาตุผาแดง แม่ตาวและแม่กุ อ.แม่สอด ร่วมกับสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองพิษณุโลก เพื่อให้มีคำสั่งบังคับ 6 หน่วยงาน ได้แก่ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คณะกรรมการพัฒนาที่ดิน คณะกรรมการควบคุมมลพิษ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ให้ปฏิบัติหน้าที่ควบคุม ป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ฟื้นฟู เยียวยาสภาพแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชนที่ป่วยจากการได้รับสารแคดเมียมสะสมในร่างกาย
พร้อมให้หยุดการประกอบกิจการเหมืองแร่สังกะสีของทั้ง 2 บริษัท และให้ชดใช้ เงิน 3,000 กว่าล้านบาท จากการทำเหมืองแร่ สังกะสีที่ทำให้ที่ดินทำกินเสียหายเสื่อมโทรมจากการปนเปื้อนแคดเมียมจนไม่สามารถกินข้าวและพืชผลการเกษตรอื่นที่ปลูกได้
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2556 ศาลปกครองกลางพิษณุโลก พิพากษาให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมในท้องที่ ต.พระธาตุผาแดง, ต.แม่ตาว และ ต.แม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก ตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ภายใน 90 วัน ภายหลังจากศาลมีคำสั่งแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดทำกระบวนการและแผนดำเนินการภายใต้การประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้สมบูรณ์
นายวีรนิต ฐานสุพร ผู้อำนวยการกลุ่มงานพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวในงานเสวนาเจาะประเด็น “สานพลัง สร้างสุขภาวะ สู่เขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำแม่ตาว” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า สผ.ได้ร่วมมือกับ สช. หน่วยราชการและสถาบันการศึกษาที่เข้ามาศึกษาการปนเปื้อนสารแคดเมียมในการยกร่างแผนปฏิบัติการเพื่อควบคุม ป้องกัน ฟื้นฟู และแก้ไขปัญหา สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว และจัดการรับฟังความคิดเห็นของภาคส่วนต่าง ๆ
เบื้องต้นได้สรุปร่างกฎกระทรวง เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครอง สิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่ ต.พระธาตุผาแดง ต.แม่ตาว และ ต.แม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก พ.ศ. …โดยกำหนดให้พื้นที่การปกครอง ทั้ง 3 ตำบลเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม และแบ่งบริเวณย่อยออกเป็น 3 บริเวณ
บริเวณที่ 1 เป็นบริเวณที่มีศักยภาพแร่สังกะสี บริเวณที่ 2 เป็นบริเวณพื้นที่ 1.5 กม. จากแนวขนานลำห้วยแม่ตาวทั้งสองฝั่ง และบริเวณ 1 กิโลเมตรจากแนวขนานของลำห้วยแม่กุทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีผลการตรวจพบการปนเปื้อนสารแคดเมียมในดินและลำน้ำ ส่วนบริเวณที่ 3 เป็นบริเวณที่นอกเหนือบริเวณที่ 1 และบริเวณที่ 2
ส่วนแผนฟื้นฟูได้กำหนดแผนออกเป็น 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์การ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี ยุทธศาสตร์การยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีให้กับประชาชน และยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมของทุกภาคี
โดยกระบวนการจะนำร่างกฎกระทรวงและร่างแผนฟื้นฟูเสนอคณะทำงานระดับอำเภอ คณะทำงานระดับจังหวัด คณะอนุกรรมการพิจารณาการจัดการด้าน สิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีตามลำดับต่อไป
ด้าน นายสุวรรณ ตาคำ เกษตรอำเภอแม่สอด เปิดเผยว่า ในอดีตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว ครอบคลุม 3 ตำบล เดิมมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 12,000 ไร่ แต่หลังจากปี 2547 ที่รณรงค์ให้เลิกปลูกข้าว โดยให้ปลูกพืชอื่นทดแทน ปัจจุบันเหลือพื้นที่ปลูกข้าวเพียง 1,700 ไร่ แต่พื้นที่และสภาพภูมิอากาศ บริเวณลุ่มแม่น้ำตาวเป็นพื้นที่ลุ่ม ไม่เหมาะกับการปลูกอ้อย ยาง และไม้ดอก ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่น้อย คุณภาพต่ำ เกษตรกรบางส่วนจึงหันกลับมาปลูกข้าวเหมือนเดิม อาจทำให้ต้องกลับไปเผชิญปัญหาสุขภาพเดิม ๆ
ทางสำนักงานเกษตรอำเภอได้แก้ปัญหา 2 ส่วน คือ 1) จัดหาพันธุ์ข้าวที่ดูดซับแคดเมียมน้อยที่สุด จากการทำแปลงทดลองข้าว 3 พันธุ์ ได้แก่ ข้าว กข 15, แพร่ 53 และข้าวหอมมะลิ พบว่าพันธุ์แพร่ 53 ดูดซับแคดเมียมน้อยที่สุด อยู่ในระดับปลอดภัย ปัจจุบันอยู่ระหว่างทดลองซ้ำ ถ้าผลเหมือนเดิมจะส่งเสริมให้ปลูกทดแทนพันธุ์อื่นที่ดูดซับแคดเมียมสูง
และ 2) ส่งเสริมปลูกพืชอื่นทดแทนที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น “หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1” อาจจะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวล ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับเจ้าของโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ และทางเกษตรอำเภอจะเริ่มทำแปลงทดลอง
นายญาณพัฒน์ ไพรมีทรัพย์ ตัวแทนชุมชนคนลุ่มน้ำแม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก เปิดเผยว่า เขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมถือเป็นความสำเร็จขั้นแรกของการต่อสู้เรียกร้องสิทธิของชาวบ้านในพื้นที่ 3 ตำบล ซึ่งได้รับผลกระทบจากแคดเมียมในร่างกายมานานนับ 10 ปี หลังจากนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบควรสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อกำหนดแผน มาตรการและขอบเขตของเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการฟื้นฟู เยียวยาอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นบทเรียนที่ดีให้กับพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน HIA และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร