ปลัดมท.ตั้ง83เก้าอี้ทั่วประเทศรองผวจ.ใหม่ ธันวาสปช.จัดเวทีคุยนศ.มค.ถอดปู-ขุนค้อน-นิคม

มติชน (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
สนช.ลงมติเลื่อนถอดถอน’ปู-นิคม-ขุนค้อน’ต้น มกราฯ เหตุหลักฐานเยอะ ‘เทียนฉาย’รับลูก รบ.ตั้งเวทีฟังความเห็นนักศึกษาช่วงธันวาฯ ‘บิ๊กโด่ง’ปรามเคลื่อนไหวอย่าเกินขอบเขต
‘บิ๊กตู่’บอกให้ศิลปินอดทน
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนเข้าประชุม นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย นำศิลปินทั้งค่ายอาร์เอสและแกรมมี่ ร่วมรณรงค์เนื่องในวันเอดส์โลก ซึ่งตรงกับวันที่ 1 ธันวาคม พร้อมติดเข็มริบบิ้นแดงสัญลักษณ์วัดเอดส์โลกใหันายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีด้วย
นพ.ประพันธ์กล่าวกับ พล.อ.ประยุทธ์ว่าติดตามข่าวสารทราบว่านายกฯเดินทางไปหลายประเทศและ 125 ประเทศต่างเข้าใจ จึงอยากให้นายกฯพูดให้มากๆ เพราะจะได้สร้างความเข้าใจมากขึ้น
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องพูดกับสื่อมวลชน จากนั้นหันไปพูดกับเหล่าศิลปินว่า “ต้องใช้ความอดทนหน่อยนะ ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น ผมยังอดทนเลย” จากนั้นใบเตย อาร์สยาม ศิลปินค่ายอาร์เอส บอกกับนายกฯว่าเป็นคนร้องเพลง “อย่ามโน”
ระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทยเอาหนังสือ “เส้นทางพยัคฆ์ ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากทหารเสือสู่หลังเสือ” พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน ให้ พล.อ.ประยุทธ์เซ็นชื่อในหนังสือ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวติดตลกว่า “ก็อย่ามโนตามหนังสือเล่มนี้ก็แล้วกัน” พร้อมกับชี้ไปทาง น.ส.วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร ซึ่งเป็นคนเขียนหนังสือพร้อมกับหัวเราะจากนั้นเดินขึ้นตึกบัญชาการ
แขวะนักเคลื่อนไหวรู้สึกช้า
ต่อมาภายหลังการประชุม ครม.เสร็จสิ้นพล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดการเปิดเวทีให้นักศึกษาเข้ามาแสดงความคิดเห็นในการปฏิรูปประเทศ ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน มีการประชุมของสภาชุมชนซึ่งก็นั่งฟังอยู่หลายนาที คิดว่าจะทำยังไงให้นำไปสู่การปฏิบัติให้ได้ ถ้าประชุมในสถานที่แล้วนำปัญหามาแก้ ไม่ใช่ประชุมแล้วมาด่า คสช. หรือว่าด่ารัฐบาลอันนี้ไม่ได้มันผิดด้วยสถานการณ์ เพราะเรื่องบางอย่างขอร้องไว้แล้วก็ต้องขอร้องกัน ไม่ได้ไปลงโทษใครเด็ดขาด ขอให้เห็นใจด้วยเพราะตนรับทั้งหมด
“ประชุมธรรมศาสตร์ผมไปรับเรื่องมา ประชุมสภาประชาชนก็ไปรับเรื่องมา แถมผมบอกให้เปิดเวทีให้นักศึกษาและนักวิชาการให้ส่งตัวแทนเข้ามา เปิดให้เข้ามาก็ไม่เข้ามาแล้วอย่าไปทำอะไรข้างนอก หรือเข้ามาแล้วก็ถูกขู่บังคับอีก แหมมันเอาใจยากจริง เมื่อเปิดเวทีแล้วต้องมีข้อสรุปกันมาเป็นเอกสาร อย่ามาต่อต้านกันตอนนี้เลย รู้สึกช้าไปรึเปล่า” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เชื่อเด้ง5ตร.ไม่บั่นทอนกำลังใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่า การย้ายตำรวจที่จังหวัดขอนแก่นเนื่องจากกรณี 5 นักศึกษาไปชู 3 นิ้วด้านหน้าเวที จะทำให้ตำรวจเสียกำลังใจหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นเรื่องภายในของตำรวจเป็นมาตรการของเขา เป็นเรื่องของการทำงานที่อาจจะมีปัญหาหรือไม่เข้มงวดก็ต้องลงโทษแบบนี้ เขาคงจะสอบสวนแล้วก็ตักเตือน เชื่อว่าไม่บั่นทอนกำลังใจตำรวจเพราะเข้าใจและคุยกันแล้ว ซึ่งตำรวจชี้แจงมาแล้วว่าจำเป็นจะต้องทำแบบนี้เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก ต้องเข้าใจว่าตำรวจถูกลงโทษแล้ว แต่กับนักศึกษาไม่ได้จับกุม ดังนั้น ต้องเห็นใจตำรวจเขาและเห็นใจตนด้วย
“มาถามว่าทำไมผมไม่จับคนเหล่านั้นไป เพราะผมเมตตาเขาเห็นเขาเป็นเด็ก ต้องเข้าใจกัน เขาเป็นผู้เสียสละก็ต้องทำหน้าที่ เขาพยายามทุกอย่างให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่ใช่ว่าผมไปลงโทษตำรวจหรือให้ร้ายเขา ไม่เช่นนั้นผมอยู่กับเขา ไม่ได้หรอก และเรามาโกรธกันไม่ได้อยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว และว่า ไม่ใช่เป็นการย้ายตำรวจแต่เป็นการให้มาปฏิบัติราชการ พอมีเรื่องอะไรต้องเรียกมาสอบสวนหาความ เป็นการตักเตือนนิดหน่อยแค่นั้นไม่ได้มีอะไรหรอก
ลั่นต้องย้ายเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก
ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงพื้นที่ครั้งต่อไปตำรวจจะระแวงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าต้องระแวง แต่เขาต้องทำหน้าที่ของเขาให้ดีที่สุด ถ้าดีก็ไม่มีเหตุการณ์หรือไม่เคยมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก็ไม่ถูกลงโทษ แต่ยืนยันว่าตำรวจชี้แจงมาว่าเขาจำเป็นจะต้องทำแบบนี้ เพราะมันจะเกิดขึ้นอีก แต่ยืนยันว่าตนไม่ได้กลัว
“ใครจะใจร้ายกับผมก็เชิญ ผมทำให้ท่าน ท่านยังจะมาทำร้ายผมอีกก็เชิญ แต่มันคือกติกา ต่อหน้าคนในสังคมเยอะแยะ เมื่อมีผู้หลักผู้ใหญ่ไป เกิดความขัดแย้งไม่ได้หรอก เขาไม่ได้ทำร้ายอะไรเลย ตำรวจผู้หญิงด้วยซ้ำที่พาตัวเขาออกไป ต้องชื่นชมเขาด้วย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เมื่อถามว่าแต่รู้สึกว่าเป็นจังหวะที่ย้ายตำรวจพอดี นายกฯกล่าวว่า พอดีที่ไหน เป็นการลงโทษตามปกติ จากนั้นย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า “มีแฟนเป็นตำรวจรึเปล่า ถ้าไม่มีก็แล้วไป คุยกันสนุกสนานอย่าเขียนไปให้เป็นประเด็น”
อัด’ปู’ออกสื่อสร้าง’วาทกรรม’
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อบางสำนักว่าไม่มีความผิดจากคดีรับจำนำข้าวและหากเลือกตั้งปี 2559 จะลงสมัครอีกครั้งมีความเห็นอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ท่านพูดได้ก็พูดไป ใครไปจี้ท่านเหรอ ที่ท่านพูดเขาเรียกว่าวาทกรรมก็พูดไป มาถามเรื่องการเลือกตั้งมาถามกับผมทำไมผมไม่ใช่ กกต.ต้องไปถาม กกต. เข้าใจไหม ถ้าเลือกแล้ว ไม่ได้ก็ไม่ได้ เลือกได้ก็เลือกไปผมไม่เกี่ยวอยู่แล้ว ไม่ได้ไปเลือกด้วยนี่ โอเคนะ เป็นไงเดือดร้อนที่เขาเข้ามาหรือใครเข้ามา จะเดือดร้อนกับเราไหม แหมถามเรื่องที่เป็นปัญหาทับซ้อนเรื่องเก่าก่อน กฎหมายว่ามาจะผิดจะถูกไปว่ามา วันหน้าก็คือ วันหน้า ย้อนกลับไปกลับมาผมก็เวียนหัว”
เมื่อถามว่าถึงกรณีที่นักการเมืองออกมาพูดเพื่อสร้างความแตกแยกจะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า คสช.ก็กำลังพิจารณาและได้มอบหมายให้เขาดูอยู่ ซึ่งกติกามีอยู่แล้ว
อยากพูดการเมืองให้พูดในบ้าน
“ถ้าเมื่อใดสร้างผลกระทบวุ่นวายกติกาต่างๆ ก็มีตามระดับจากน้อยไปหามาก เดี๋ยวอยากไป ต่างประเทศเดี๋ยวก็ไม่ได้ไป ต่างประเทศก็ไปไม่ได้อยู่ในประเทศก็แล้วกัน ถ้าอยากพูดก็พูดในประเทศ ห้ามไปที่อื่น ต่อไปห้ามทำธุรกรรมอีก กติกามีหมดอยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เมื่อถามว่าการออกมาพูดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมีผลต่อการพิจารณาอนุญาตให้ไปต่างประเทศหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไอ้นี่พูดไม่รู้เรื่องรึ มีเรื่องกับคนอื่นรึยังละ” เมื่อถามว่าเป็นการยกตัวอย่าง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “ไม่ต้องยก ถ้าเกิดเรื่องแล้วค่อยว่ากัน แต่ถ้าคำพูดทำให้คนออกมาต่อต้านก็ไม่ได้ ต้องเข้าใจนะ ถ้าพูดในบ้านอยากพูดก็พูดไป”
‘วาสนา’ขอโทษต้นเหตุเข้าใจ’ปู’ผิด
ผู้สื่อข่าวรานงานว่า น.ส.วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหารหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีความผิดพลาดที่มีการระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมที่จะลงสมัครรับ เลือกตั้ง จนเป็นเหตุให้เกิดการเข้าใจผิดว่า ข้อเขียนเรื่องชีวิต “ยิ่งลักษณ์” หลังรัฐประหาร แค่ต้องการเสนอมุมเบาๆ สีสัน ไม่ได้เน้นประเด็นการเมือง และไม่ได้เป็นการให้สัมภาษณ์ แต่เก็บ ในประเด็นเบาๆ สีสันของอดีตนายกฯหญิง มาเขียนและขออภัยหากทำให้มีการตีความ หมายผิด
น.ส.วาสนาระบุว่า จากกรณีที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ลงข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์เปิดเผยชีวิต 6 เดือนหลังการรัฐประหาร โดยเล่าว่า อยู่เงียบๆ ให้ความร่วมมือกับ คสช. และได้กลับมาทำหน้าที่คุณแม่ ชดเชยเวลาที่ผ่านมา ในการดูแลน้องไปป์อย่างเต็มที่ ทำหน้าที่แม่บ้าน ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้บอกว่าจะลงเลือกตั้ง พร้อมกับบอกว่าไม่รู้อนาคตของตัวเองมากกว่า ที่พร้อมต่อสู้คดี ที่ถูกกล่าวหาเท่านั้น และจะช่วยเหลือสังคมและประชาชน ในฐานะอื่น ที่ไม่ใช่นักการเมือง อาจเป็นนักสังคมสงเคราะห์
“เมื่อมีการแปลความหมายและตีความข้อเขียนในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ในมุมการเมือง และอาจตีความหรือเข้าใจผิด จึงขออนุญาตชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า สิ่งใดที่เกิดจากการสื่อสาร ที่ไม่ชัดเจน จากข้อเขียน จึงขอน้อมรับความผิดพลาด แต่เพียงผู้เดียว” น.ส.วาสนาระบุ
‘บิ๊กโด่ง’ยกโพลคนพอใจ’รบ.-คสช.’
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเลขาธิการ คสช. กล่าวถึงการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลและ คสช.ว่า เท่าที่ติดตามข่าวสารยังมีการเคลื่อนไหวอยู่บ้างถือเป็นเรื่องปกติ เพราะคนที่คิดแตกต่างยังมีอยู่ ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตรระบุแล้วว่าขอให้ดูโพลการสำรวจความคิดเห็นต่างๆ ที่ดำเนินการอย่างอิสระ มีหลายสำนักมีข้อมูลตรงกันว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังให้ความน่าเชื่อถือและเข้าใจการปฏิบัติงานของรัฐบาลและ คสช. โดยยังอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าร้อยละ 80-90 จึงแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจของประชาชนส่วนใหญ่ แต่ว่าคนส่วนน้อยก็ยังมีอยู่บ้าง
“ฉะนั้น ต้องพยายามทำความเข้าใจกันไป และขอให้ช่วยกัน ทั้งนี้ การปฏิบัติของทางตำรวจและทหารพยายามปฏิบัติด้วยการให้เกียรติและคำนึงถึงสิทธิต่างๆ แต่ต้องอยู่ในขอบเขต อย่าทำอะไรที่เกินกว่าที่ควรจะเป็น พยายามใช้การพูดคุยเชิญมาทำความเข้าใจ เพื่อประคับประคองให้สถานการณ์เดินหน้าไปได้ด้วยดี” พล.อ.อุดมเดชกล่าว
ปรามอย่าแสดงออกเกินขอบเขต
“ผมขอฝากว่าอยากให้ปัญหาความยุ่งยากที่เคยเกิดนั้นกลับมาอีกหรือ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศมีความสุข โดยเฉพาะขณะนี้ที่กำลังเข้าสู่ฤดูหนาวมีนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวที่ภาคเหนือของไทย และยังคงดำเนินชีวิตตามปกติ แต่ยังมีอีกกลุ่มที่พยายามจุดประเด็นไม่ให้เกิดความเรียบร้อยขึ้นมา ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ดังนั้น ต้องช่วยกัน และการแสดงออกต่างๆ ขอให้อยู่ในขอบเขต ขอให้คนที่เข้าใจและมีญาติพี่น้องช่วยกันดูแลตักเตือนห้ามปรามกัน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้ตามขั้นตอนของรัฐบาลและเกิดความสุข” พล.อ.อุดมเดชกล่าว และว่า ในระยะยาวจะได้จัดการเลือกตั้งที่ถูกต้องและสมบูรณ์ตามที่รัฐบาลและประชาชนส่วนใหญ่คาดหวัง
นศ.โปรยใบปลิวจี้เลิกอัยการศึก
เวลา 08.30 น. วันเดียวกัน สมาชิกกลุ่มกราฟเสรีเพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โปรยใบปลิว ณ อาคารเรียนรวม ตึกไข่ดาว มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
สมาชิกกลุ่มกราฟเสรีเพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดเผยว่า การโปรยใบปลิวครั้งนี้เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า ไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎอัยการศึกและการคุกคามนักศึกษาที่ออกมาแสดงกิจกรรมทางการเมือง เนื่องจากมีนักศึกษาที่มาแสดงออก ถูกข่มขู่ผ่านทางผู้ปกครองและถูกกดดันผ่านทางญาติพี่น้อง อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้จะเป็นการคัดค้านการใช้กฎอัยการศึกและสนับสนุนให้ยกเลิกกฎอัยการศึกแล้ว ข้อความในใบปลิวก็จะกล่าวถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสมาชิกกลุ่มกราฟฯโปรยใบปลิวแล้ว มีแม่บ้านและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานและเก็บกวาดใบปลิว เบื้องต้นทางมหาวิทยาลัยไม่แสดงท่าทีแต่อย่างใด เนื่องจากอธิการบดีปฏิบัติราชการอยู่ประเทศอังกฤษ
อธิการฯแจงแค่ผู้ไม่หวังดีป่วน
นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า พ.ต.ท.วิชัย ณรงค์ รอง ผกก.สส. สน.ทองหล่อ และทหาร เข้ามาตรวจสอบพื้นที่ภายใน มศว พบเป็นการจัดสร้างสถานการณ์ขึ้น โดยเขียนคำต่อต้านใส่กระดาษ A4 และนำมาวางไว้ จากนั้นถ่ายรูป และใช้ชื่อกลุ่มว่าสมาชิกกลุ่มกราฟเสรีเพื่อประชาธิปไตย แต่เมื่อร่วมกันตรวจสอบระหว่างตำรวจ ทหาร และผู้บริหาร มศว สรุปได้ว่าเป็นการถ่ายภาพแบบจัดฉาก แล้วมีการโพสต์ขึ้น หรือส่งให้สื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม ได้ให้นโยบายกับ เจ้าหน้าที่ของ มศว ว่าให้กวดขันความปลอดภัยของ บุคคลที่จะเข้าออกภายในมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อความในใบปลิวที่มี ผู้พบอยู่ในบริเวณพื้นที่ของ มศว มีข้อความระบุว่า “หยุดคุกคามประชาชน และนักศึกษา” และ “นักศึกษา ประชาชน ทั้งมวลชนผู้ขมขื่น รวมกัน หยัดยืน แม้ดาบปืน จะฟันฝ่า แล้ววันหนึ่ง ของเรา จะมาถึง” ใบปลิวทั้ง 2 แผ่น อ้างว่าจัดทำโดยกลุ่มกราฟเสรีเพื่อประชาธิปไตย
‘เทียนฉาย’ขานรับจัดเวทีรับฟังน.ศ.
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายให้ สปช.ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า เปิดเวทีรับฟังความเห็นของนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหารว่ามีความพร้อมเปิดเวทีรับฟังความเห็น อยู่ระหว่างขั้นตอนด้านเทคนิค เช่น การประสานวิทยากร การเตรียมสถานที่ คาดว่าจะสามารถเปิดเวทีได้ประมาณกลางเดือนธันวาคม
“แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าการเปิดเวทีจะทำให้ความขัดแย้งหมดไปหรือไม่ แต่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของนักศึกษามีมาตลอด มีมานาน เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่ วัน เวลา และประเด็นเท่านั้น” นายเทียนฉายกล่าว และว่า การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นยืนยันว่าไม่ขัดกับกฎอัยการศึก เนื่องจากไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง เป็นการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูป ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องทั้งรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง ที่เข้าร่วมดำเนินการด้วย และหากจะผ่อนปรนก็ไม่ได้มาจากการปฏิรูป
เล็งเชิญตัวแทนเยาวชนทุกกลุ่ม
นายมีชัย วีระไวทยะ ประธานคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนเยาวชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่ออนาคตที่ดีกว่า กล่าวถึงการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโดยเฉพาะของนักศึกษา ตามที่รัฐบาลเสนอแนะว่า คณะทำงานด้านนี้มี 5-6 กลุ่ม โดยนัดหารือร่วมกันในวันที่ 27 พฤศจิกายน หลังจากที่ผ่านมาได้หารือกัน คงจะกำหนดได้ว่าจะดำเนินการกันอย่างไรต่อไป
“เบื้องต้นอาจจะเชิญตัวแทนเยาวชนซึ่งไม่ได้จำกัดเพียงแค่นักศึกษาเท่านั้น จะเริ่มจากการเชิญตัวแทนเยาวชนกลุ่มเล็กที่มีความหลากหลาย ก่อนที่จะขยายเป็นวงใหญ่ต่อไป” นายมีชัยกล่าว
คปสม.เสนอแนวทางปฏิรูปปท.
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) เข้ายื่นหนังสือต่อนายเทียนฉายเพื่อขอผลักดันกฎหมายภาคประชาชน 4 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า 2.ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน 3.ร่าง พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบโฉนดชุมชน และ 4.ร่าง พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม ทางเครือข่าย คปสม.ขอให้ สปช.เร่งผลักดันกฎหมายดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้อย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม
นอกจากนี้ เครือข่ายสมัชชาสุขภาพเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยได้ยื่นหนังสือต่อนายเทียนฉาย โดยเสนอหลักการและทิศทางในการปฏิรูประบบสุขภาพภายใต้การปฏิรูปประเทศไทย ดังนี้ 1.การปฏิรูประบบเสริมสร้างสุขภาพ การป้องกันโรค และการจัดการกับภัยคุกคามสุขภาพ 2.การปฏิรูประบบสุขภาพ 3.การปฏิรูประบบการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพ 4.การปฏิรูประบบการเงินการคลังและระบบประกันสุขภาพ และ 5.การปฏิรูปการอภิบาลระบบสุขภาพ และการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ
นายเทียนฉายกล่าวหลังรับหนังสือว่า ขอบคุณทุกกลุ่มทุกฝ่ายที่มีความเป็นห่วงและช่วยกันนำเสนอแนวคิดเข้ามา ประเด็นสำคัญเรื่องระบบสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะเรื่องโอกาสและความเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นคงไม่เพียงแค่ปรากฏในรัฐธรรมนูญเพราะต้องทำให้เกิดขึ้นและเป็นจริง
กปปส.เสนอไอเดียกมธ.ยกร่างฯ
ขณะที่ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่เป็นประธาน การประชุมที่รัฐสภา โดยเปิดโอกาสให้ตัวแทน จากกลุ่ม กปปส. เข้าเสนอความเห็น
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงหลังรับฟังความเห็นจากตัวแทน
หนังสือพิมพ์มติชนรายวันกปปส.ว่า ข้อเสนอของ กปปส. คือ 1.ให้ยึดถือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย 2.แบ่งแยกอำนาจชัดเจน ประชาชนมีส่วนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ 3.มีระบบป้องกันการทุจริต คอร์รัปชั่น มีกระบวนการสรรหาคนดีเข้าสู่ระบบการเมือง ไม่ให้มีนายทุนพรรคการเมือง 4.สนับสนุนกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ลดอำนาจส่วนกลางและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนดูแลกันเองได้ 5.ให้มีบทบัญญัติสร้างความเท่าเทียมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงทรัพยากรรัฐทั้งเรื่องที่ดินและแหล่งทุนได้ และ 6.ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญต้องมีกรอบเวลาและการปฏิบัติที่ชัดเจน สามารถดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้อย่างแท้จริง
“กปปส.บอกว่าตอนรัฐธรรมนูญ 2540 เรียกกันว่ารัฐธรมนูญฉบับประชาชน ฉบับปี 2550 ก็เรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชามติ ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เขาเรียกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูป” พล.อ.เลิศรัตน์กล่าว
นปช.สละสิทธิไม่เสนอความเห็นกมธ.
พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวว่า หลังจากนี้ กมธ. จะรับฟังความคิดเห็นจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ประสานงานว่าจะมาชี้แจงในนามส่วนตัวในวันที่ 27 พฤศจิกายน ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) อยู่ในระหว่างการประสานงานโดยคาดว่าอาจมาให้ ความเห็นได้ในช่วงเดือนธันวาคม แต่กลุ่ม นปช.สละสิทธิที่จะมาให้ความเห็นกับกรรมาธิการแล้ว
“จากที่กรรมาธิการได้ทยอยส่งหนังสือไปขอรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมืองที่ไม่มี ส.ส.อีก 20 พรรคการเมือง ก็ได้รับหนังสือตอบกลับมาแล้ว ซึ่งจะได้รวบรวมความคิดเห็นและจัดทำเป็นกรอบการยกร่างที่ก็จะรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมืองในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์” พล.อ.เลิศรัตน์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่าจะไปให้ข้อเสนอแนะในวันที่ 27 พฤศจิกายนในนามส่วนตัว และให้นำบุคคลอีก 5 คนเข้าร่วมให้ความเห็นด้วยได้
“ที่ คสช.ไม่อนุญาตให้ประชุมพรรค ก็แปลกใจจริงๆ เพราะความตั้งใจของผมกับพรรคคือ ให้ความร่วมมือกับกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นกระบวนการสำคัญของการปฏิรูป ทั้งที่ คสช.แนะนำให้ขออนุญาตไป แต่กลับไม่ได้รับอนุญาต” นายอภิสิทธิ์กล่าว และว่า คสช.และรัฐบาลต้องเริ่มแยกแยะเหมือนกันในการปฏิรูป วันนี้พูดถึงว่าอยากจะทำประชาพิจารณ์ แต่องค์กรที่เขามีเป็นหลัก ขออนุญาตประชุมมีระเบียบวาระ หัวข้อชัดเจน แต่ไม่เปิดพื้นที่ให้เลย แล้วจะประชาพิจารณ์กันอย่างไร จะรับฟังความคิดเห็นกันอย่างไร
‘บ.ก.ลายจุด’ขึ้นศาลทหาร
เวลา 10.00 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพ กรมพระธรรมนูญ ถนนหลักเมือง คณะตุลาการศาลทหารกรุงเทพได้นัดตรวจพยานหลักฐานในคดีอัยการทหารเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ขัดคำสั่ง คสช. ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3) ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
นายสมบัติกล่าวว่า นอกจากการตรวจพยานหลักฐานแล้ว ได้ขอให้ศาลทหารพิจารณาส่งคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ว่าคำสั่งหรือประกาศ คสช.ขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 4 หรือไม่ เนื่องจากในมาตราดังกล่าวได้ระบุถึงสิทธิและเสรีภาพ และพันธสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ไอซีซีพีอาร์) ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกภาคี โดยให้การดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมหรือการไต่สวนเป็นไปอย่างเปิดเผย เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้
“คณะตุลาการศาลทหารแค่รับเรื่องนี้ไว้พิจารณา เนื่องจากต้องรอทางอัยการทหารยื่นหนังสือคัดค้านคำร้องของผมภายใน 30 วัน โดยคณะตุลาการศาลทหารได้นัดให้มาฟังคำตัดสินอีกครั้งในวันที่ 23 มกราคม 2558” นายสมบัติกล่าว และว่า การนัดตรวจสอบพยานหลักฐานมีตัวแทนจากสถานทูตเนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศส ที่ให้การติดตามในคดีดังกล่าวเข้าร่วมฟังการไต่สวนด้วย
วิปสนช.ชงถอดถอน8-9ม.ค.
เมื่อเวลา 16.50 น. ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช. กล่าววว่า ที่ประชุมวิป สนช.มีมติให้เลื่อนการแถลงเปิดสำนวนคดีถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ออกไปเป็นวันที่ 8 มกราคม 2558 และคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นวันที่ 9 มกราคม 2558 เนื่องจากทางทนายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอยื่นหลักฐานเพิ่มเติมอีก 72 รายการ ซึ่งมีทั้งที่เป็นเอกสารและคลิปวิดีโอ ทั้งเอกสารในส่วนที่เคยยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว ป.ป.ช.ไม่รับ ส่วนของนายนิคมและนายสมศักดิ์ไม่แน่ใจว่าจะมีเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ซึ่งต้องให้เวลาสมาชิกได้ศึกษาพิจารณาเอกสารที่มีเป็นจำนวนมาก ประการต่อมาคือ ในช่วงเดือนธันวาคมมีวันหยุดมาก และกฎหมายที่เสนอวาระ 2 และ 3 ทะลักเข้ามามากจึงเป็นเหตุที่ต้องเลื่อนการแถลงเปิดสำนวนออกไป
นพ.เจตน์กล่าวว่า กระบวนการในวันที่ 8-9 มกราคม จะให้ทาง ป.ป.ช.ในฐานะผู้ร้อง เป็นผู้แถลง เปิดคดีก่อน ส่วนทางทีมทนายผู้ถูกร้องจะแถลง ซักค้าน จากนั้นจะให้ทีมทนายผู้ถูกร้องแถลง และให้ ป.ป.ช.ซักค้านอีกครั้งหนึ่ง ส่วน สนช.จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว
“จะตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ซักถามที่จะถามในวันเปิดสำนวน จะมีทั้งหมด 21 คน โดย 5 คนมาจากวิป สนช. และอีก 16 คนมาจากคณะ กมธ. คณะละ 1 คน ซึ่งจะใช้เวลาทั้งหมด ไม่เกิน 30 วัน และจะมีการลงมติถอดถอนโดย สนช.ภายใน 3 วัน หลังจากที่ผู้ถูกร้องได้แถลงปิดคดี ดังนั้นวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ประชุม สนช.จะให้ทีมทนายเสนอพยานและหลักฐานเพิ่มเติมทั้ง 72 รายการ โดยจะให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาว่าจะอนุญาตอันไหนบ้าง” นพ.เจตน์กล่าว
ส่ง’วิชา-สรรเสริญ’แถลงเปิดคดี
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการส่งเรื่องถอดถอนอดีต ส.ว. 38 ราย กรณีเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช…. ในประเด็นเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. ไปยังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ยื่นเรื่องดังกล่าวไปยัง สนช. ต้องรอผลประชุม ป.ป.ช.อีกครั้ง ส่วนด้านบุคคลที่จะเข้าไปชี้แจงในการเปิดสำนวนคดีกรณีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคดีถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคม ที่ประชุมมอบหมายให้ตน นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. และนายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ดำเนินการ

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ปฏิรูปประเทศไทย และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร