คอลัมน์ ศิลปวัฒนธรรม: พ.ร.บ.กองทุนส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน

Untitled3สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
> มานิต ศรีวานิชภูมิ

13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้จัดเวที “เครือข่ายศลิปวัฒนธรรมพบสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ. เพื่อให้สมาชิกในเครือข่ายได้นำเสนอประเด็นที่อยากให้ท่านสมาชิก สปช.นำไปปฏิรูป
ท่านสมาชิก สปช.ที่ว่านี้หลักๆมี 2 ท่าน คอ พี่เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และ อาจารย์ปรีชา เถาทอง ส่วนท่านอื่นๆ ที่เข้าร่วมนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายและสิ่งแวดล้อม
ว่าไปแล้ว การปฏิรูปครั้งนี้ด้านศิลปวัฒนธรรมเป็นเพียงติ่งของสาขาอื่นเท่านั้น มันไม่ได้ถูกชูให้เด่นชัดเช่นเดียวกับด้านการศึกษาหรือพลังงาน ทั้งที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนกระทั่งตาย ดังนั้น การเปิดเวทีครั้งนี้จึงเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ศิลปวัฒนธรรมเริ่มปรากฏตัวให้เป็นที่รับรู้มากขึ้นนิมิตหมายที่ดี ที่ศิลปวัฒนธรรมเริ่มปรากฏตัวให้เป็นที่รับรู้มากขึ้นสำหรับผู้ร่างรัฐธรรมนูญไทย โดยหวังว่าจะมีการตรา “แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ด้านศิลปวัฒนธรรม” ขึ้นเป็นหมวดเฉพาะของตนเองในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ฉบับเก่าปี 50 มีคำว่า “ศิลปวัฒนธรรม” ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพียง 3 คำ)
ในวันนั้นมีประเด็นที่เห็นตรงกันคือ เรื่องการจัดตั้ง “สภาศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน” และ “กองทุน” ขึ้นมาขับเคลื่อนงานด้านนี้ โดยพูดอย่างไว้หน้านักการเมืองและกระทรวงวัฒนธรรมสักหน่อยว่า เป็นการ “เติมเต็ม” งานที่ภาครัฐทำไม่ไหว หรือดูแลไม่ถึงด้วยงบประมาณจำกัด
แล้ววันนี้ (21 พ.ย.57) ผมได้รับ “ร่าง พ.ร.บ.กองทุนส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน” จากทางมูลนิธิสร้างเสริมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน ซึ่งมีพี่เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นประธานมูลนิธิ โดยขอให้ร่วมลือชื่อสนับสนุนร่างฉบับนี้
มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่ประการใดที่อยู่ดีๆ ก็มีร่าง พ.ร.บ.กองทุนส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน เรื่องนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมของสมัชชาปฏิรูปยุคคุณอานันท์ ปันยารชุน และหมอประเวศ วะสี สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้สมัชชาปฏิรูปยุคนั้นจะสลายตัวไปแล้ว แต่งานของสมัชชาปฏิรูปด้านศิลปวัฒนธรรมยังคงเดินหน้าต่อในรูปของมูลนิธิ จนเกิดการร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวนี้ โดยผู้ยกร่างได้จัดรับฟังประชาพิจารณ์ตามต่างจังหวัดแล้วหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครนี้ด้วยเช่นกัน
ในครั้งนั้น ทางฝ่ายของศิลปินร่วมสมัยได้มีโอกาสสะท้อนและวิพากษ์วิจารณ์ พ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยขอให้มีการปรับแก้และขยายขอบเขตวัตถุประสงค์ให้กว้างขึ้น ไม่จำกัดแต่กรอบเวลาเป็นเรื่องของอดีต ของเก่าเท่านั้น ควรรวม “ร่วมสมัย” เข้าไปด้วย
ปัญหาหนึ่งของคตำว่า “ศิลปวัฒนธรรม” มักมีกรอบเวลาไปข้างหน้า หรืออนาคต ดังนั้น พอพูดว่า “ศิลปวัฒนธรรม” เราก็จะเห็นแต่ “ภาพอดีต” เห็น “ภาพปัจจุบัน” ลางๆ และไม่เห็น “ภาพอนาคต” จำเป็นที่จะต้องปรับแก้มิติเวลาในคำศัพท์นี้ซึ่งไม่รู้ว่าจะทำได้แค่ไหนหรือต้องคิดคำศัพท์ใหม่ทดแทน
และคำว่า “ภาคประชาชน” ก็น่าจะมีความหมายกว้าง ตั้งแต่ชาวบ้านชนบท ท้องถิ่น อำเภอ เมือง ชนกลุ่มน้อย ชนเผ่า ให้เป็นมนุษย์ที่มีความเสมอภาคเท่าเทียม เป็นประชาธิปไตยในความหมายที่แท้จริง
เข้าใจว่าฉบับปัจจุบันที่กำลังขอการสนับสนุนจากภาคประชาชน ได้รับการปรับปรุงเนื้อหาวัตถุประสงค์ของกองทุน และบทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาศิลปวัฒนธรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยผมจะขอยกเอาเฉพาะมาตราสำคัญมาให้อ่านกัน ดังนี้:-
มาตรา 5 ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งเรียกว่า “กองทุนส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ภาคประชาชน” ให้กองทุนเป็นนิติบุคคลและมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้
(1) ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชนตามนโยบายและแผนของสภาศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน
(2) เสริมสร้างจิตสำนึก ในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยมอันดีงามของประชาชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น
(3) ส่งเสริมการอนุรักษ์ พัฒนา และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยมอันดีงามของประชาชน และภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
(4) ส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ และกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน อย่างทั่วถึง
(5) ส่งเสริมให้เกิดงานสร้างสรรค์ทางศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน เพื่อการยกระดับความตื่นรู้ทางปัญญา ยกระดับความฉลาดรู้ด้านสื่อและสุขภาพ บนพื้นฐานของความดี ความงามและความสุข
(6) ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและเครือข่ายศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน
(7) ส่งเสริมการศึกษาวิจัย การสร้าง และการจัดการความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน
(8) ประสานให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจและราชการส่วนท้องถิ่น เห็นความสำคัญและร่วมสนับสนุนการดำเนินงานด้านศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยมอันดีงามของประชาชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น
มาตรา 6 กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้?
(1) เงินบำรุงกองทุนที่จัดเก็บตามมาตรา 10, (2) เงินอุดหนุนจากรัฐบาล (3) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่น รวมทั้งจากต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้ (4) ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือรายได้จากการดำเนินการ (5) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของกองทุน
มาตรา 9 กองทุนมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและรายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน
มาตรา 10 ให้กองทุนมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบในอัตราร้อยละหนึ่งของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบ ตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ และจัดสรรให้เป็นรายได้ของกองทุนโดยให้มี รายได้สูงสุดที่งบประมาณละไม่เกิยหนึ่งพันล้านบาทและให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจ ในการปรับเพิ่มรายได้สูงสุดตามมาตรานี้ทุกสามปี เพื่อให้กองทุนมีรายได้พอต่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์
เพื่อให้การบริหารงานกองทุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ จึงต้องมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการกองทุนส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน” โดยได้รับการแต่งตั้งจากสภาศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน 7 ท่าน (ประธาน 1 ผู้ทรงคุณวุฒิ 6) และเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง 3 ท่านคือ ผู้แทนกระทรวงการคลัง, วัฒนธรรม และสำนักงบประมาณ
ที่มาของสภาศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชนมาจากไหน?
หมวด 3 สภาสิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน
มาตรา 32 ให้มีสภาศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชนประกอบด้วยสมาชิก ดังต่อไปนี้
(1) สมาชิกซึ่งมาจากผู้ประกอบอาชีพศิลปินหรือเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านศิลปะ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในด้านคีตศิลป์ ทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ ศิลปะการแสดง ศิลปะพื้นบ้าน และออกแบบ ลงคะแนนเลือกกันเองในแต่ละด้านให้เหลือด้านละสองคน
(2) สมาชิกซึ่งมาจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมหรือขนบธรรมเนียม ประเพณี ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น และด้านประวัติศาสตร์ ในภาคเหนือ ภาคกลางภาคใต้ และภาคตะวัออกเฉียงเหนือลงคะแนนเลือกกันเองในแต่ละภาคให้เหลือด้านละหนึ่งคน
(3) สมาชิกซึ่งมาจากผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการเรียนการสอนและให้ปริญญา ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อกับศิลปวัฒนธรรมลงคะแนนเลือกกันเองให้เหลือห้าคน
(4) สมาชิกซึ่งมาจากผู้แทนองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์หรือส่งเสริม ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติ ค่านิยมอันดีงาม หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นลงคะแนน เลือกกันเองให้เหลือห้าคน
(5) สมาชิกซึ่งมาจากผู้แทนองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการดำเนินงาน ด้านชาติพันธุ์ลงคะแนนเลือกกันเองให้เหลือห้าคน
(6) สมาชิกซึ่งมาจากผู้แทนองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการพัฒนา คุ้มครองหรือช่วยเหลือในด้านเด็ก ด้านผู้พิการด้านผู้สูงอายุ ด้านครอบครัวและสตรี และด้านแรงงาน ลงคะแนนเลือกกันเองในแต่ละด้านให้เหลือด้านละหนึ่งคน
(7) สมาชิกโดยตำแหน่งได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
ผมว่าสมาชิก (7) ที่เป็นข้าราชการนั้นควรตัดทิ้งไปจะดีกว่าเพราะตัวแทนของท่านก็มาโดยตำแหน่งอยู่แล้วในชุดคณะกรรมการบริหาร น่าที่จะให้สมาชิกเป็นภาคประชาชนจริงๆ
สุดท้าย อยากให้เพิ่มเนื้องานในส่วนวัตถุประสงค์ที่เป็นมิติทางเศรษฐกิจเข้าไปหน่อย เพราะเป็นเรื่องปากท้อง ความยั่งยืนทางวิชาชีพ และที่สำคัญมิติด้านกฎหมายที่จะมาดูแล แก้ไขกฎหมายที่ลิดรอน กระทบสิทธิและเสรีภาพ ในการแสดงออกของผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ
สรุปโดยหลักการแล้วผมว่าเราควรสนับสนุนให้เกิด พ.ร.บ.ฉบับนี้ครับ ส่วนเรื่องรายละเอียดเนื้อหา หากปรับได้ตามที่ผมเสนอมาก็จะเป็นการดีครับ

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ปฏิรูปประเทศไทย และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร