อาเซียนเร่งขับเคลื่อนปลอดจากแร่ใยหิน

ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ผู้เชี่ยวชาญและนักเคลื่อนไหวคัดค้านการใช้แร่ใยหินจากประเทศต่างๆ ในประชาคมอาเซียน รวมประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมนานาชาติ “เร่งรัดให้เอเชียปลอดภัยจากแร่ใยหิน : หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และสังคม” ที่โรงแรมเอเชีย เมื่อวันที่ 24-25 พ.ย.ที่ผ่านมา จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแผนงานพัฒนาวิชาการและกลไกคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย CU Global Network และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากภัยแร่ใยหินด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มัดแน่น ควบคู่กับการเสนอมาตรการจำเป็นเร่งด่วนบรรเทาอันตรายจากแร่ใยหินที่ตกค้างสะสมในสิ่งแวดล้อมโดยเร็วที่สุด
รศ.ภก.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้จัดการแผนงานพัฒนาวิชาการและกลไกคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) กล่าวว่า ไทยแม้จะมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2554 ที่เห็นชอบตามยุทธศาสตร์สังคมไทยไร้แร่ใยหิน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถยกเลิกการนำเข้า การผลิต และการใช้แร่ใยหินได้อย่างจริงจัง ไทยยังต้องเร่งออกมาตรการป้องกัน
“ต้องออกกฎระเบียบทันทีเพื่อป้องกันสุขภาพชีวิตและสุขภาพของแรงงาน รวมถึงผู้บริโภคจากการสัมผัสแร่ใยหินจากการก่อสร้าง ซ่อมแซม ขนย้าย รื้อถอน และการจัดการวัสดุเหลือทิ้ง บ้านเราไม่มีประสิทธิภาพ เวลานี้แร่ใยหินตกค้างในสิ่งก่อสร้างและสิ่งแวดล้อมในไทยยังน่าวิตก ขณะที่ 50 ประเทศทั่วโลกได้ประกาศเลิกใช้ใยหินแล้ว ส่วนในอาเซียนมีหลายประเทศที่ผลักดันจนมีมาตรการลดความเสี่ยง” ผอ.สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ กล่าว
รศ.ดร.วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ข้อเท็จจริงพบแร่ใยหินทุกรูปแบบก่อโรคมะเร็ง ระหว่างที่ประเทศไทยยังไม่สามารถยกเลิกการใช้ จำเป็นต้องควบคุมการนำเข้า การผลิต และการใช้ ประเทศไทยใช้ใยหินมานานและปริมาณใช้สูงมาก ในอดีตเรานำเข้ากว่าแสนตันต่อปี ปัจจุบันลดเหลือ 50,000 ตันต่อปี เป็นวัตถุดิบของโรงงานซีเมนต์และชิ้นส่วนการผลิตต่างๆ รวมถึงฉนวน การรื้อถอนก่อสร้าง แม้กระทั่งเครื่องใช้ในครัวเรือนก็มีใยหิน เช่น เครื่องเป่าผม เครื่องดัดผม เครื่องปิ้งขนมปัง โดยเฉพาะสินค้ากระเบื้องมุงหลังคามีการใช้แร่ใยหิน ปัจจุบันมีบริษัทเดียวถือส่วนแบ่งทางการตลาด 70% จำเป็นต้องลดลงเหลือ 10% ให้ได้
“อันตรายเกิดจากการทำให้วัสดุที่มีแร่ใยหินแตกหักจนเกิดการกระจายตัวในอากาศ ทำให้คนสัมผัสเส้นใยละอองฝุ่น ฉะนั้น ต้องควบคุมสภาพแวดล้อมระหว่างการปรับปรุงและรื้อถอนอาคารเก่าๆ หากคนงานไม่รู้เรื่องวัสดุจะเกิดอันตรายต่อสุขภาพ ขณะที่อาคารใหม่ก็ยังห้ามใช้วัสดุมุงหลังคาปลอดใยหินไม่ได้ ถึงห้ามใช้ตอนนี้ก็ยังตกค้างอยู่ในอาคาร คนเข้า-ออกมีโอกาสสัมผัสแร่ใยหิน เป็นอันตรายมาก แต่ก็เริ่มมีบางอาคารเปลี่ยนหลังคาไม่ใช้ใยหิน ปัจจุบันมีคนที่มีทักษะและความรู้ใช้เครื่องมือวิเคราะห์เส้นใย เพียง 100 คน ต้องสร้างคนเพิ่มเพื่อให้การเคลื่อนย้าย รื้อถอนปลอดภัย ฝึกอบรมแพทย์ นักศึกษาแพทย์เพิ่มศักยภาพวินิจฉัยโรคจากใยหิน แล้วยังมีปัญหาการกำจัดหรือจัดการของเสียที่มีแร่ใยหิน ต้องมีกฎหมายดูแล กำหนดสถานที่ฝังกลบอย่างถูกวิธี ทำควบคู่ไปกับการผลักดันยกเลิกแร่ใยหินในประเทศไทย” รศ.ดร.วันทนีย้ำปัญหาแร่ใยหิน
ด้าน ผศ.ดร.มนุพัศ โลหิตนาวี นักพิษวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เผยมหันตภัยแร่ใยหินว่า สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ จัดให้แร่ใยหินเป็นสารก่อมะเร็ง และการสูบบุหรี่ก็มีสารก่อมะเร็ง แม้แต่นักสูบบุหรี่มือสองก็เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคถุงลมปอดอักเสบ มะเร็งปอด ฯลฯ ที่น่าสนใจมีการศึกษาผลการเสริมกันของแร่ใยหินและการสูบบุหรี่เสี่ยงเกิดมะเร็งปอดเพิ่มมากขึ้นหลายเท่า เป็นอีกหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เชื่อถือได้ ข้อมูลเหล่านี้ต้องเผยแพร่ให้ประชาชนรู้ จะสูบหรือไม่สูบก็เสี่ยง รวมถึงผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่นิยมสูบบุหรี่เพิ่มอันตราย นอกจากที่สัมผัสแร่ใยหินจากการปฏิบัติงานอยู่แล้ว แต่การจะแบนแร่ใยหินได้สำเร็จ ต้องใช้เวลานาน
ดร.ฟาม งุเยน ฮา กรรมการโครงการเอชไอวีภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนโลก สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสหภาพเวียดนาม เผยว่า ประเทศเวียดนามมีประชากร 90 ล้านคน ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีปริมาณการนำเข้า 60 ล้านตันต่อปี ในปี 2555 มีการใช้แร่ใยหินเพิ่มขึ้น 78,000 ตัน เวียดนามเป็น 1 ใน 10 ประเทศ นำเข้าใยหินติดอันดับโลก แล้วยังพบว่า ระหว่างปี 52-57 มีผู้ป่วยโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอดมากกว่า 100 ราย แม้จะเตรียมการยกเลิกใช้แร่ใยหินตั้งแต่ปี 2547 ปัจจุบันก็ยังไม่มีการยกเลิก แต่มีแนวโน้มการใช้ใยหินลดลง ปีที่แล้วสมาคมเรียกร้องให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องจัดทำรายงานเรื่องภัยใยหิน กระทรวงการก่อสร้างที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมแร่ใยหิน มีแผนพัฒนาวัสดุก่อสร้างปราศจากแร่ใยหินก่อนถึงปี 2563 แต่ก็มีความพยายามของอีกฝ่ายที่จะให้เกิดการใช้แร่ใยหินอย่างปลอดภัย ด้านกระทรวงสาธารณสุขช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มุ่งตรวจจับและวิเคราะห์โรคจากแร่ใยหิน โดยเฉพาะมะเร็งเยื่อหุ้มปอด ควบคู่กับการวิจัยฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เรื่องอาชีวอนามัยเพื่อสร้างศักยภาพในการตรวจจับวินิจฉัยโรค เพื่อสร้างประจักษ์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
“ปี 57 นี้ เปลี่ยนจากวิจัยอบรมเป็นรณรงค์ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบาย เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ยื่นจดหมายถึง 6 กระทรวงให้พัฒนาแผนให้สอดคล้องกับอนุสัญญา Rotterdam คำนึงถึงโรคจากแร่ใยหิน หลังประชุมนานาชาติครั้งนี้จะมีการประชุมกับรองนายกฯ เวียดนาม และเครือข่ายไม่เอาแร่ใยหิน เราอยากมีสภาพแวดล้อมปลอดจากแร่ใยหินและไม่มีผู้ป่วย จะมีการรณรงค์ให้ผู้บริโภคไม่สนับสนุนสินค้าที่มีแร่ใยหินด้วย” ดร.ฟาม งุเยน ฮา ยืนยันเร่งสร้างสังคมไร้ภัยใยหิน
อลัน ตันจูเซ สหภาพแรงงานสัมพันธ์ ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า สถานการณ์แร่ใยหินในฟิลิปปินส์ ยังไม่มีการยกเลิกใยหินไครโซไทล์ แต่มีมาตรการกำกับดูแล เช่น การสร้างอาคารบ้านพักเจ้าหน้าที่รัฐต้องปราศจากแร่ใยหิน ออกกฎหมายควบคุมการใช้ ฯลฯ ที่ผ่านมามีหลักฐานชัดเจนพบแรงงาน 500 คน เจ็บป่วยด้วยโรคจากแร่ใยหินหลังเข้าไปรื้อถอนท่าเรือแห่งหนึ่ง ทำให้เกิดการฟ้องร้อง มีการยุติประนีประนอมนอกศาล พร้อมจ่ายค่าชดเชย ทุกวันนี้มีคนงาน 10,000-15,000 คน สัมผัสแร่ใยหินทุกวัน ในโรงงานที่ใช้แร่ใยหินในการผลิตสินค้า เช่น กระเบื้องหลังคา ท่อประปา เบรก คลัทช์ ฯลฯ สหภาพแรงงานจึงยังรณรงค์แคมเปญ “ครอบครัวแรงงานยังไม่ปลอดภัยจากแร่ใยหิน” กระทั่งปี 2552 ยื่นหนังสือถึงประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อให้สัตยาบันกับการขจัดโรคจากแร่ใยหินตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) นอกจากนี้ สหภาพยื่นร่างกฎหมายห้ามใช้แร่ใยหินครั้งแรกปี 2553 ก่อนจะยื่นอีกครั้งปี 2556 กดดันต่อเนื่อง
“ปี 55 เราพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์พบผ้ากอซที่ใช้ในโรงเรียนมีแร่ใยหินไครโซไทล์ แจ้งเรื่องและส่งหนังสือร้องเรียนไปยังกระทรวงศึกษาธิการ เผยแพร่อันตรายจากผ้ากอซให้สังคมรับรู้ สุดท้ายกระทรวง ศึกษาฯ ประกาศเลิกใช้ผ้ากอซมีแร่ใยหิน ในการรณรงค์เน้นความมุ่งมั่นทางการเมืองของรัฐบาล ทำหน้าที่อย่างถูกต้องเหมาะสม เรายืนหยัดต่อสู้ต่อ เพราะนักล็อบบี้ฝ่ายอุตสาหกรรมมีอิทธิพลสูง เราต้องการให้รัฐบาลประกาศยกเลิกการใช้แร่ใยหินภายในปี 2558 และพยายามกดดันให้มีการยกระดับการกำจัดปริมาณแร่ใยหินในอากาศให้น้อยที่สุด พร้อมผลักดันให้พื้นที่ที่ถูกพายุไต่ฝุ่นไห่เยี่ยนถล่มปี 56 มีการรื้อถอนบ้านเรือนที่พังอย่างปลอดภัยจากแร่ใยหิน” อลัน ตันจูเซ เผย
ด้าน แววดาว เขียวเกษม มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวทิ้งท้ายในเวทีขับเคลื่อนเอเชียสู่สังคมไร้แร่ใยหินว่า มูลนิธิจะร่วมดำเนินการเร่งรัดให้เอเชียปลอดภัยจากแร่ใยหิน ไม่อยากให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำๆ เรามีคนในครอบครัวหรือเพื่อนเสียชีวิตด้วยโรคจากแร่ใยหินนับแสนคน เห็นว่าหากประเทศไทยยกเลิก ประเทศที่เหลือในอาเซียนต้องยกเลิกด้วย เพราะผู้ผลิตยังคงผลิตและเร่งขายให้ประเทศที่ยังไม่ยกเลิกการใช้ ปีหน้าจะมีการเปิดประชาคมอาเซียน หาก 10 ประเทศไม่ร่วมมือกัน ก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่ละประเทศต้องผลักดันนโยบายนี้ให้สำเร็จ ที่สำคัญคือ กดดันให้ยุติการทำเหมืองแร่ใยหิน
และการใช้งานทุกประเภทในไทยหากรัฐบาลมีความมุ่งมั่นทางการเมือง ต้องมีมาตรการทำให้วัสดุทดแทนแร่ใยหินมี ราคาลดลง ตลอดจนมีมาตรการคุ้มครองคนงานที่ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม กำหนดค่าชดเชยที่เป็นธรรม และสนับสนุนให้ผู้บริโภคปฏิเสธการใช้ผลิตภัณฑ์แร่ใยหินตามสิทธิขั้นพื้นฐาน
ก่อนปิดการประชุมมีการประกาศปฏิญญาการประชุมนานาชาติเอเชียต้องปลอดอันตรายจากแร่ใยหิน : หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และสังคมนานาชาติที่ผ่านมา เห็นชอบจากภาคีเครือข่ายวิชาการอาเซียน ในปฏิญญานอกจากเสนอมาตรการป้องกันแล้ว ยังเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานระดับเอเชียในลักษณะเดียวกับสหภาพยุโรป โดยขยายจากเครือข่ายด้านอาชีวอนามัยและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่แล้วในอาเซียน สำหรับประเทศไทย รศ.ภก.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ รองประธานกรรมาธิการสาธารณสุข สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เตรียมจะยื่นปฏิญญาดังกล่าวให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดผลการปฏิบัติในการยกเลิกแร่ใยหิน.”ต้องออกกฎระเบียบทันทีเพื่อป้องกันสุขภาพชีวิตและสุขภาพของแรงงาน รวมถึงผู้บริโภคจากการสัมผัสแร่ใยหินจากการก่อสร้าง ซ่อมแซม ขนย้าย รื้อถอน และการจัดการวัสดุเหลือทิ้ง บ้านเราไม่มีประสิทธิภาพ เวลานี้แร่ใยหินตกค้างในสิ่งก่อสร้างและสิ่งแวดล้อมในไทยยังน่าวิตก ขณะที่ 50 ประเทศทั่วโลกได้ประกาศเลิกใช้ใยหินแล้ว ส่วนในอาเซียนมีหลายประเทศที่ผลักดันจนมีมาตรการลด ความเสี่ยง”

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน แร่ใยหิน และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร