โรงไฟฟ้าถ่านหิน ทางออกวิกฤตพลังงานไทย

Untitled2มติชน (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
วารุณี สิทธิรังสรรค์
warunee11@yahoo.com

กระแสคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดูจะไม่จบง่ายๆ เพราะแม้ กฟผ.ยืนยันว่าได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่เสียงคัดค้านยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่ ที่ยังกลัวผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ชาวบ้านที่นำโดย “เครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหิน” และ “เครือข่ายปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำโลก”มองว่า ถึงจะใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด (Clean Coal Technology) แต่สุดท้ายมลพิษที่ออกมาจากการเผาไหม้ย่อมไม่หมดไป ยิ่งหากกระบวนการจัดเก็บไม่ดีพอยิ่งเพิ่มปัญหา ที่สำคัญ โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกพยายามยกเลิกโรงไฟฟ้าชนิดนี้ หันไปสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนแทน
ขณะที่ “คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ” ซึ่งมีความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชน ได้จัดตั้ง “คณะทำงานพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบ ด้านสุขภาพโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือขนถ่านหินในการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้” มีองค์ประกอบจากผู้แทนประชาชนในพื้นที่ และ กฟผ. เพื่อจัดทำข้อเสนอทางเลือกเพื่อการตัดสินใจที่จะเป็นผลดีต่อสุขภาพของประชาชนขึ้น
แต่จากข้อกังวลต่างๆ ทำให้เมื่อวันที่ 15-20 พฤศจิกายนนายวิวัฒน์ ชาญเชิงพานิช ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้า กฟผ. ได้ตัดสินใจนำคณะสื่อมวลชนสายสิ่งแวดล้อมลัดฟ้าไปดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หวังสร้างความเข้าใจกับทุกภาคส่วนของประเทศไทย
เยอรมนีผลิตไฟฟ้าประมาณ 175,022 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่มาจากพลังงานเชื้อเพลิงหลัก 89,792 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นพลังงานนิวเคลียร์ 12,068 เมกะวัตต์ พลังงานจากลิกไนต์ (Brown Coal) 21,206 เมกะวัตต์ พลังงานจากถ่านหิน (Hard Coal) 28,115 เมกะวัตต์ พลังงานจากก๊าซ 28,403 เมกะวัตต์ ที่เหลืออีก 84,490 เมกะวัตต์ มาจากพลังงานหมุนเวียน มีพลังงานลม 34,638 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 37,448 เมกะวัตต์ พลังงานชีวมวล 7,537 เมกะวัตต์ และพลังงานน้ำ 5,607 เมกะวัตต์
การดูงานครั้งนี้เริ่มจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน “Schwarze Pumpe Power Station” เมืองสพรีมแบล์ค (Spremberg) ตั้งอยู่ในชุมชนทางใต้ของกรุงเบอร์ลิน ดำเนินการโดยบริษัท Vattenfall มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 1,600 เมกะวัตต์ ใช้ความร้อนเผาไหม้ถ่านหินในกระบวนการผลิตไฟฟ้าสูงกว่า 700 องศาเซลเซียส
นายเอคคาร์ท แฮร์โร (Ekkart Herold) ที่ปรึกษาโรงไฟฟ้าถ่านหิน Schwarze Pumpe Power Station บอกว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงหลัก แต่ละวันจะใช้ในปริมาณ 18,000 ตัน ขณะที่หากใช้ถ่านหินบิทูมินัส (Bituminous) ซึ่งเป็นถ่านหินคุณภาพสูงกว่าลิกไนต์ จะใช้เชื้อเพลิงเพียง 8,000 ตันต่อวัน
“หลายคนกังวลว่ากระบวนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ต้องบอกว่ามีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต โดยสามารถควบคุมการปลดปล่อยมลพิษได้มากถึงร้อยละ 99.97 หรือปลดปล่อยมลพิษออกมาเพียงร้อยละ 0.03 เท่านั้น จึงไม่มีเสียงต่อต้านจากชุมชนรอบโรงไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลทุกปี และต้องควบคุมปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน (คาร์บอนเครดิต) โดยต้องมีการรายงานให้รัฐบาลทราบผ่านระบบออนไลน์” นาย เอคคาร์ทกล่าว
เกิดคำถามว่า แม้โรงไฟฟ้าดังกล่าวจะปล่อยมลพิษน้อยเพียงร้อยละ 0.03 แต่ความกังวลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมยังคงมีอยู่
นายเอคคาร์ทบอกว่า การปล่อยมลพิษถือว่าน้อยมาก ปัจจุบันไม่มีโรงไฟฟ้าใดปลอดการปล่อยมลพิษ 100% แต่อยู่ที่กระบวนการผลิตว่าจะควบคุมได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งโรงไฟฟ้าแห่งนี้มีเทคโนโลยีและมีตัวดักจับก๊าซมลพิษต่างๆ ทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และก๊าซซัลเฟอร์ (Sulphur) หรือกำมะถัน ขณะที่ยิปซัมที่ออกมาจากกระบวนการดังกล่าวราว 19,000 ตัน ส่วนใหญ่นำไปขายเพื่อทำปูนหรือแผ่นยิปซัม สำหรับขี้เถ้าที่ออกมาจากถ่านหินที่เผาไหม้แล้วนั้น จะมีกระบวนการจัดเก็บ ซึ่งอยู่คนละพื้นที่กัน ทำให้คนในชุมชนไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
ถัดมาเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน “Power Plant of Mainova” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำไมน์ กลางเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ใช้วิธีลำเลียงถ่านหินแบบระบบเปิดผ่านทางเรือล่องไปตามลำน้ำ ขณะที่พลังงานหมุนเวียน ได้เข้าชม โรงไฟฟ้าพลังงานลม “Binselberg wind park” เมือง Binselberg ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่ประกอบด้วยกังหันลม 2 ต้น สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 9,000 เมกะวัตต์ต่อปี
เมื่อหันกลับมาดูที่ประเทศไทย นายวิวัฒน์บอกว่า ขณะนี้พลังงานไฟฟ้ามาจากก๊าซธรรมชาติมากที่สุดถึง 23,906 เมกะวัตต์ ซึ่งในอีก 6 ปีข้างหน้า ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะหมด แม้ยังสามารถซื้อจากพม่าได้ แต่มีแนวโน้มว่าพม่าจะสำรองไว้ใช้เอง ไทยจึงจำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานอื่น แต่ทางเลือกพลังงานหมุนเวียนนั้น ต้องยอมรับว่าจะนำมาใช้เป็นพลังงานหลักไม่ได้ เพราะทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ในบ้านเรายังไม่มีความคงที่และใช้ต้นทุนสูง จึงมีแนวโน้มว่าแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP (2015) จะต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานถ่านหินมากขึ้น
จึงเป็นที่มาในการเตรียมพร้อมสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 800 เมกะวัตต์ พร้อมโครงการท่าเรือถ่านหินบ้านคลองรั้ว ที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และตามแผนงาน กฟผ.จะต้องส่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ประมาณเดือนธันวาคม 2557 จากนั้นจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติ ซึ่ง กฟผ.ตั้งเป้าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2559 แล้วเสร็จในปี 2562
ส่วนอีกแห่ง คือ โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา ขนาด 2,200 เมกะวัตต์ ในเนื้อที่ 2,000 ไร่ ซึ่งจะเข้ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นประมาณต้นเดือนมกราคม 2558 กฟผ.มีแผนจะใช้ระบบปิดทั้งหมดเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เมื่อถามว่า หากแรงต่อต้านมีเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถสร้างได้ จะมีแผนสำรองอย่างไร นายวิวัฒน์ตอบว่า คงเป็นเรื่องยากลำบากของ กฟผ.แต่ก็จะพยายามทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากที่สุด หากถึงที่สุดแล้ว ไม่สามารถสร้างได้ กฟผ.ก็ต้องหาวิธีอื่น เพราะพลังงานเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ และต้องคิดเผื่ออนาคตด้วย
มาตามดูกันต่อว่า ปมนี้จะแก้อย่างไร!

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ถ่านหิน และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร