คอลัมน์ Social Focus: ชงตั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคเดินหน้าปฏิรูประบบสุขภาพ

Chairman Review ฉบับวันที่ 01 – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557
กมธ.ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอตั้งองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค ตราไว้ในร่างรัฐธรรมนูญหวังเกิดเป็นรูปธรรม สอดรับการทบทวนธรรมนูญฯ สุขภาพที่ใช้มา 5 ปีหวังเสริมสร้างความเข้มแข็งผู้บริโภค ปกป้องคุ้มครองสิทธิ์ตามกฎหมาย ทั้ง เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุและคนพิการ
ในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง18 คณะ ระหว่างวันที่15-17 ธันวาคม 2557 โดยคณะกมธ.ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ได้มีข้อเสนอแนะพร้อมชี้แจงว่าให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ต้องจัดทำกฎหมายเพื่อตั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่แถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา โดยต้องพิจารณาร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และหากไม่แล้วเสร็จตามเวลาต้องชี้แจงเหตุผลต่อสาธารณชนหรือรัฐสภา รวมถึงระยะเวลาที่คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ
ขณะที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสปช.ในฐานะประธาน กมธ.ยกร่างวรัฐธรรมนูญ อภิปรายเสนอแนะว่า ไม่ควรรอให้ ครม.หลังการเลือกตั้งเป็นผู้จัดทำ เพราะ กมธ.คุ้มครองผู้บริโภค มีเวลา 1 ปี ที่ควรจัดทำและเสนอ ครม.และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ไม่น่าหวังให้คนอื่นทำ ถ้าทำอย่างนั้นได้ การปฏิรูปก็จะสมความมุ่งหวัง
ส่วนการประชุมระดมความคิดเห็นโดยใช้กระบวนการ Future Search Conference เรื่อง สถานการณ์การคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา ผศ.ดร. พงค์เทพ สุธีรวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ กล่าวว่าตามที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้จัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติเมื่อปี 2552 โดยแบ่งสาระสำคัญออกเป็น 12 หมวด และการคุ้มครองผู้บริโภคจัดอยู่ในหมวดที่ 8 ซึ่งในการทบทวนธรรมนูญสุขภาพฯ (หลังจากใช้มา 5 ปี) จะเน้นไปที่การเสริมสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มผู้บริโภค ปกป้องและคุ้มครองสิทธิ์ตามกฎหมาย เช่น เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุและคนพิการ เราจึงผลักดันข้อเสนอการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อผู้บริโภคและการปรับโครงสร้างเชิงอำนาจ เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อคณะกรรมาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านคุ้มครองผู้บริโภค ประกอบด้วย
1. ให้มีการจัดตั้งองค์การคุ้มครองผู้บริโภคที่มีการบริหารจัดการแบบอิสระภายใต้การกำกับของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ ในการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคทั้งระบบ โดยเบื้องต้นให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและสำนักงานคณะ กรรมกรรอาหารและยารวมเป็นหน่วยงานเดียวกันและพิจารณารวมภารกิจการคุ้มครอง ผู้บริโภคของหน่วยงานอื่นเข้าด้วยกัน
2. ภารกิจหลักขององค์กรเป็นไปตามกฎหมายและหน้าที่ที่พึงมีในฐานะรัฐที่ต้องคุ้มครองผู้บริโภคให้กับประชาชน โดยให้ทำงานควบคู่และประสานกับองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานรัฐ3.นอกจากนี้ยังมีภารกิจเป็นกลไกประสานการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค ที่มีความร่วมมือกันทั้งผู้ผลิตผู้ประกอบการและผู้บริโภค ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ภายใต้นโยบายการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน
4.โครงสร้างการบริหารจัดการ ประกอบด้วยคณะกรรมการที่สำคัญสูงสุด 2 คณะคือ คณะกรรมการบริหารองค์การและคณะกรรมการวิชาการ / กฎหมาย 4.1. คณะกรรมการบริหารองค์การฯประกอบด้วย ตัวแทนจากภาครัฐ เช่นกระทรวงสาธารณสุข และ/ หรือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง ตัวแทนจากผู้ประกอบการเช่น สภาหรือชมรมผู้ประกอบการ ตัวแทนจากผู้บริโภค เป็นต้น คณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่กำกับ ดูแลเชิงนโยบาย ให้แก่ผู้บริหารขององค์การฯ 4.2. คณะกรรมการวิชาการกฎหมายจะประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ในสาขาต่างๆ รวมทั้งผู้แทนจากสภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง นักกฎหมาย นักสื่อสารมวลชนเป็นต้น คณะกรรมการจะทำหน้าที่ทางด้านวิชาการในเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยและความเป็นธรรม
5. การดำเนินงานแบ่งและกระจายอำนาจทั้ง 3ส่วน คือในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
5.1. บทบาทหน้าที่ขององค์การคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนกลางทำหน้าที่กำหนดนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคระดับประเทศ ออกกฎหมาย กฎระเบียบ วิธีการดำเนินการต่างๆ ดูแลงานคุ้มครองผู้บริโภคที่ซับซ้อนมีผลกระทบในระดับกว้าง จัดทำข้อมูลเผยแพร่ทางวิชาการและข้อมูลประชาสัมพันธ์ กำหนดแนวทางคุณภาพ/ มาตรฐานวิธีการส่งเสริมการตลาดและการโฆษณาตรวจสอบ/กำกับดูแล การดำเนินงานขององค์กรระดับภาค การเฝ้าระวัง การตรวจวิเคราะห์ ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ยุ่งยากซับซ้อน ศึกษาวิจัย กำกับดูแลการนำเข้าจากต่างประเทศ แลส่งออกในประเทศ และกำหนดระบบที่จะให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการบริโภคทั้งผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพและได้รับค่าชดเชยเป็นธรรมอย่างรวดเร็ว หากได้รับผลร้ายจากการบริโภคผลิตภัณฑ์หรือบริการจากผู้ประกอบการ
5.2. บทบาทหน้าที่ขององค์กรคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนภูมิภาค สามารถดำเนินการได้เต็มรูปแบบเหมือนองค์กรส่วนกลาง มีบทบาทในการควบคุมผลิตภัณฑ์และบริการทั่วไป กำหนดนโยบายและแผนการดำเนินงานในการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ในส่วนภูมิภาค มีการประสานงานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับองค์กรผู้บริโภค ผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาค เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ทางวิชาการและควบคุมเฉพาะผลิตภัณฑืและบริการที่มีความเสี่ยงไม่สูง และ5.3. บทบาทหน้าที่ขององค์กรคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนท้องถิ่น ทำหน้าที่ร่วมมือกับผู้บริหารองค์กรระดับท้องถิ่นเพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคทีความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน ลดค่าใช้จ่ายของประชาชนในการขอความช่วยเหลือต่างๆ และยังช่วยกระจายความมีส่วนร่วมของประชาชนในการคุ้มครองตนเอง
ผศ.ดร. พงค์เทพ กล่าวอีกว่าโดยสรุปแล้ว สาระสำคัญที่ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้มีการจัดตั้งองค์กรคุ้มครองผู้ บริโภคที่มีการบริหารจัดการแบบอิสระภายใต้การกำกับของภาครัฐ มีอำนาจหน้าที่ ในการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคทั้งระบบ โดยมีภารกิจหลัก เป็นไปตามกฏหมายและหน้าที่ที่พึงมีในฐานะรัฐที่ต้องคุ้มครองผู้บริโภคให้กับ ประชาชน โดยให้ทำงานควบคู่และประสานกับองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานภาครัฐ
ทั้งนี้คาดหวังว่าจะสร้างความตระหนักในสิทธิของผู้บริโภค ได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลในการบริการ และเครือข่าย ตลอดจนปรับความคิดของผู้ประกอบการและผู้บริโภคให้มองกันอย่างเป็นมิตรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคปี 2552 ที่ต้องเพิ่มเติมในรายละเอียด และสิทธิผู้ป่วย ตามที่องค์กรการแพทย์ต่างๆ เช่น กระทรวงสาธารณสุข แพทยสภา สภาการแพทย์ สภาการเภสัชกรรมและทันตแพทยสภา ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2541 การจัดการความรู้สื่อสารสาธารณะ เครือข่ายอาสาสมัคร ความยุติธรรม การร้องเรียน ระบบการเงิน และความปลอดภัย รวมถึงกลไกเชิงโครงสร้างบริหารจัดการ ซึ่งกลไกภาครัฐจะไม่เข้าไปแตะ เพราะมีการเปลี่ยนไปตามนโยบายทางการเมือง “ผศ.ดร. พงค์เทพ กล่าวและว่า
สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นจะทำอย่างไรให้หันมามองทางด้านนี้มากขึ้น องค์กรอิสระ และภาคประชาชน สภาองค์กรชุมชน อสม.จะมีหน้าที่ตรงนี้อย่างไร บทบาทของสภาองค์กรชุมชนจะเกี่ยวข้องได้อย่างไร เอกชนจะเข้ามาช่วยหรือเป็นเครือข่ายได้อย่างไร กลไกปกป้องวิชาชีพจะมาช่วยป้องผู้บริโภคได้อย่างไร รวมถึงสื่อมวลชนมีบทบาทในการกระตุ้นการพัฒนาโครงสร้างระบบฯได้อย่างไร
ด้านรศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานคณะกรรมการองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน และประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ความคาดหวังที่เกิดขึ้นจะเป็นเจตจำนงที่ชัดเจนของสังคมที่อยากเห็นระบบคุ้ม ครองผู้บริโภคในประเทศไทยมีความชัดเจนและสามารถเกิดผลได้ใน 5 ปีที่มีการนำธรรมนูญสุขภาพไปใช้ เห็นได้ชัดว่าในหมวดคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเรื่องที่ดี แต่ความสำเร็จที่ผ่านมาบางข้อ ยังไม่ไปถึงจุดหมายปลายทาง เพราะปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ
ดังนั้นจึงได้จัดให้มีการทบทวนพิจารณา และนำเสนอเป็นร่าง พรบ. แม้จะยังไม่ได้ออกมาเป็นกฏหมายแต่ก็มีหน่วยงานที่นำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ตามที่มาตรการในธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ปี 2552 ในหมวดที่ 8 ระบุว่า การสนับสนุนของรัฐในธุรกิจด้านสุขภาพ โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีกลไกคุ้มครองผู้บริโภคภาคเอกชนในทุกจังหวัด และต้องสนับสนุนให้ผู้ประกอบการธุรกิจและสื่อมวลชนมีความรับผิดชอบต่อสังคมและร่วมดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค
“ความคาดหวังในการทบทวนธรรมนูญสุขภาพในครั้งนี้ จำเป็นต้องเพิ่มรายละเอียด เกี่ยวกับกลไก และปัจจัยต่างๆ ที่ทำส่งผลให้ธรรมนูญฯเป็นจริงได้ เช่น กฎหมายที่เอื้อต่อระบบคุ้มครองผู้บริโภค พรบ.องค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ฯลฯ เพื่อชี้ให้เห็นว่ามีตัวแทนที่แท้จริงในการแสนอแนะ การทำงาน ฯลฯ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในกลไก ภาคประชาสังคม เมื่อเครือข่ายทางสังคมเข้มแข็ง อาสาสมัครผู้บริโภค คือเจตจำนงที่ชัดเจน แล้วสังคมก็จะ เอื้อให้เกิดขึ้น”

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ธรรมนูญสุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร