ดันกฏหมายผู้สูงอายุฉบับใหม่ มุ่งคุณค่า-คุณภาพชีวิตผู้สูงวัย ไม่เน้นเบี้ยยังชีพ-ส่งเสริมชุมชนรับผิดชอบ

คนชายข่าว คนชายขอบ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2557
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2557 ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ กทม. มีการจัดเวทีสาธารณะ เรื่อง “แนวทาการขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครอง ส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ พ.ศ. ….” โดยมี นายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พ.ม.) เป็นประธานซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมมีทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และตัวปทนภาคประชาสังคมเข้าร่วม อาทิ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย(คปก.) สมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยฯ มูลนิธิสถาบันวิจัยแลฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)และประชาชนทั่วไปเข้าร่วม ประมาณ 300 คน

นายวิเชียร กล่าวเปิดงานว่า องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายชุดนี้ ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการจัดสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อจะปรับปรุงและพัฒนากฎหมายสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นการรองรับที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยมีการคาดการณ์ว่าในอีกประมาณ 20 ปีข้างหน้า จะมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุสูงถึง 16 ล้านคน ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีกฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับสวัสดิการผู้สูงอายุหลายฉบับ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ซึ่งไม่ได้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน และยังไม่เหมาะสมเพียงพอต่อการดูแลผู้สูงอายุ

นายวิเชียรกล่าวว่า เรื่องสวัสดิการผู้สูงอายุของประเทศไทยในปัจจุบัน ยังไม่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับกับสภาพดังกล่าว ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้หารือกันล่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ขึ้นมา เพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้นและอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งในวันนี้เป็นโอกาสดีให้ทุกภาคส่วนในแต่ละภูมิภาคได้เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อการปฏิรูปกฎหมายฉบับดังกล่าว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้สูงอายุในการใช้ชีวิต ในสังคมต่อไป

รศ.ดร.วิจิตรา (ฟึ้งลัดดา) วิเชียรชม อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวนำเสนอกฎหมายผู้สูงอายุฉบับใหม่ว่า มีหลักการในการปรับปรุงสาระวำคัญได้แก่ การยกย่องผู้สูงอายุให้กลายเป็นบุคคลมีคุณค่า รัฐต้องให้ความสำคัญกับการดูแล คุ้มครอง ส่งสริมสิทธิและพัฒนาคุณภาพชีวิตบั้นปลาย ให้พวกเขาอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีไม่ใช่ส่วนเกินของสังคม และเน้นให้ครอบครัว สังคม มีการปฏิบัติอย่างให้เกียรติ และเคารพทั้งสุขภาพกาย ใจ ผู้สูงอายุในฐานะพลเมืองเก่าที่ทำหน้าที่ในสังคมมาเนิ่นนาน มีการลดหย่อนภาษีให้ผู้สูงอายุ ผู้บริจาคหรือสมทบทุนในการดูแลผู้สูงอายุ และนายจ้างที่รับผู้สูงอายุเข้าทำงาน เป็นต้น

รศ.ดร.วิจิตรากล่าวว่า กฎหมายทั้งหมดมีเจตนารมณ์เพื่อการคุ้มครองที่ครอบคลุมทุกสถานะ ทุกสังคม และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทำหน้าที่ในการจัดการโครงสร้างต่างๆ ที่จำเป็นแก่ผู้สูงอายุในชุมชนตนเองลดภาระภาคราชการส่วนกลางให้น้อยลง โดยเฉพาะการบริการสุขภาพในสถานบริการสาธารณะสุขขั้นพื้นฐาน ซึ่งเพื่มเติมในส่วนของการขยายจากกฎหมายเดิม พ.ศ.2546 เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการตรวจโรค รักษา และบริการสุขภาพที่ครบวงจรในสถานบริการใกล้บ้าน นอกจากนี้ยังขยายสิทธิพื้นฐาน เช่น มีสิทธิร่วมกิจกรรมเรียนรู้ สันทนาการ และมีรายได้เพื่อความผ่อนคลายให้มากขึ้นตามปราถนาของผู้สูงอายุที่ต้องการ โดยจะจำแนกตามสมรรถภาพทางร่างกาย

ทั้งนี้ภายหลังการนำเสนอสาระย่อของ กฎหมายมีเวทีเสวนาเรื่องแนวทางการขับเคลื่อนกฎหมายสวัสดิการสังคมเพื่อผู้สูงอายุด้วย โดยนพ.อำพล จินดาวัฒนะ ประธานคณะปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาชน สตรี ผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาส กล่าวว่า ในการดูแลผู้สู.อายุ นั้น พ.ร.บ.ฉบับใหม่เน้นการส่งเสริมสวัสดิการที่สามารถสร้างสังคมให้เป็นสุข โดยมีขอบเขตการดำเนินการหลักทีเป็นข้อดีดังนี้ 1 ประโยชน์ต่อผู้สูงอายุที่เป็นทั้งคนไทย มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และผู้สูงอายุที่เป็นคนไทยพลัดถิ่นซึ่งยังไม่ได้บัตรประชาชนด้วย 2 คุ้มครองทุกคนอย่างเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติตามอาชีพและรายได้ของผู้สูงอายุ 3 ครอบคลุมทุกเพศ ทุกวัย แม้กระทั่งเพศทางเลือก และเน้นให้ชุมชนร่วมจัดการสวัสดิการ และเสนอทางออก
“เราจะไม่เน้นแค่เงินเบี้ยประกันเท่านั้น เพราะเราเชื่อในศักยภาพของการสร้างความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของบุคคลเกิดใหม่ อยู่ในวัยทำงาน และวัยชรา แต่เราจะเน้นในการส่งเสริมให้ชุมชนร่วมจัดการสภาพแวดล้อมที่ไม่ทำลายสุขภาพกาย ใจ หรือสร้างความบั่นทอนให้คนชรา เช่น ชุมชนที่อยู่ใกล้เหมืองแร่ และมลพิษต่างๆ การประชาพิจารณ์ต้องให้สิทธิผู้สูงอายุในชุมชนรับรู้ด้วย เพราะเป็นการส่งเสริมสิทธิการรับข้อมูล การศึกษาและการเคารพสิทธิมนุษยชน เราจะไม่เน้นการเปิดโอกาสให้บริษัทลงทันเข้ามาตัดสินใจลำพังเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากเราเห็ฯแล้วว่าผลกระทบเหล่านี้สร้างความผิดพลาดทางระบบสุขภาพของผู้สูงอายุและคนอ่อนแอทั้งเด็ก คนพิการ อย่างมาก เราเห็นชัดว่าพวกเขา คือ กลุ่มเสี่ยงสำคัญ ดังนั้นอนาคตต้องทีส่วนร่วมในการจัดการ” นพ.อำพล กล่าว

นพ.บรรรลุ ศิริพานิช ประธาน มส.ผส. กล่าวว่า การขับเคลื่อนกฎหมายในครั้งนี้ประชาชนมีส่วนร่วมในการนำเสนอ โดยเวทีสาธารณะครั้งนี้อาจยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดแต่อย่างน้อยก็เป็นการระดมสมองเพื่อเสนอให้ ฝ่ายกฎหมายได้พิจารณาและทักท้วงต่อไป แต่วันนี้ก็มีผู้สูงอายุจากภาคส่วนต่างๆ เสนอข้อคิดเห็นปรับปรุงกฎหมายมาหลายประการ เช่น เรื่องการลดหย่อยภาษีนั้น บางรายมองว่าให้ลดหย่อนตามอัตรารายได้ของคนมีฐานะทางการเงินที่แตกต่างกัน คือมีเงินมากก็เก็บมาก ส่วนมีเงินน้อยก็อาจเก็บลดหย่อนลงมา อีกทั้งยังมีข้อเสนอในเรื่องเบี้ยประกันผู้สูงอายุด้วย โดยบางคนมองว่าให้พิจารณาเบี้ยประกันตามความเหมาะสมของแต่ละราย ซึ่ง คปก.และหน่วยงานจะเร่งบันทึกข้อมูลเพื่อเสนอฝ่ายกฎหมายโดยเร็ว

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ปฏิรูปประเทศไทย และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร