คอลัมน์ Green Project: วิกฤตพลังงานสิ่งแวดล้อม & โรงไฟฟ้าถ่านหิน

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2557
เจษฎา จี้สละ
จากกรณีที่ ณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน ลั่นเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ระหว่างการปาฐกถาพิเศษ “นโยบายและทิศทางพลังงานไทย” งานไทยแลนด์ สมาร์ท กริด (Thailand Smart Grid) ในวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง ณรงค์ชัย ระบุว่า จะต้องเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อกระจายเชื้อเพลิง จากที่ประเทศไทยจะต้องพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติกว่า 70 เปอร์เซ็นต์
“โรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ขนาด 800 เมกะวัตต์ ปีหน้ากระทรวงจะผลักดันให้เกิดขึ้นตามแผน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้เซ็นเงื่อนไขดังกล่าวนี้กับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ไปแล้ว ที่จะเป็นเกณฑ์ชี้วัดผลงาน (KPI) หากกระทรวงพลังงานเดินหน้าตามแผนนี้ไม่ได้ คะแนนก็จะตกลงทันที” รมว.พลังงาน กล่าว
ฉะนั้น เท่ากับว่ากระทรวงพลังงานมีหน้าที่ ผลักดันให้โครงการดังกล่าวสำเร็จ ไม่ว่าจะมีการต่อต้านหรืออุปสรรคได้เกิดขึ้น
ปฏิกิริยาของภาคประชาชนตอบสนองทันควัน โดยกลุ่มเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายคนเทพา คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ฯลฯ ยื่นหนังสื่อต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กระทั่งมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ โรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ เพื่อจัดเวทีพิจารณาประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) ร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หลังจากศึกษาผลการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จัดทำขึ้น ยังไม่เป็นที่ยอมรับของภาคประชาชน
ประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องพื้นที่ผลิตอาหารภาคใต้ กล่าวว่า ความพยายามผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” และรัฐบาลปัจจุบัน ที่ต้องการผลักดันให้เกิดแหล่งผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ 3 จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือขนถ่านหิน อ.เทพา จ.สงขลา หรือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือขนถ่านหิน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ และโครงการโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ปัญหาสำคัญคือ การที่ทีมศึกษาผลกระทบนำเสนอข้อมูลด้านเดียว ในขณะนี้ที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลมิติอื่นๆ ได้มากขึ้น ความขัดแย้งจึง เกิดขึ้น
“เราไม่ได้คัดค้านให้มีแหล่งผลิตพลังงานในภาคใต้ แต่เราคัดค้านเชื้อเพลิงที่เป็นถ่านหิน มันยังมีทางเลือกอื่น”
สถานการณ์แต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน เช่น อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ชาวบ้านเผชิญกับผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น แต่ยังพอเข้าถึงข้อมูลอีกด้านได้ แต่ขณะที่ อ.เทพา จ.สงขลา ชาวบ้านไม่มีโอกาสรับฟังข้อมูลอีกด้านหนึ่งเลย นักวิชาการ เอ็นจีโอ และแพทย์ จะเข้าไปในพื้นที่ลำบาก กระทั่งพื้นที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ถือเป็นสถานการณ์เร่งด่วน เพราะกระบวนการต่างๆ ถูกขับเคลื่อนเต็มที่ แม้กระบวนการศึกษาผล กระทบยังมีข้อกังขา
“ล่าสุดเวทีรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านที่กระบี่ คนที่อยากแสดงความเห็นคัดค้านไม่ได้พูดเลย มีทหารกว่า 1,000 นาย กำกับเวทีความคิดเห็น
“โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นผลประโยชน์ของนายทุนไม่กี่กลุ่ม ในประเทศไทยมีผู้ผูกขาดกิจการลักษณะนี้แค่ 2-3 ราย ผลการศึกษาของประเทศที่มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือเยอรมนีก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำไมประเทศไทยถึงยังดันทุรังที่จะสร้างโรงงานถ่านหิน” ประสิทธิชัย กล่าว
ขณะที่ ธีรพจน์ กษิรวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะลันตา จ.กระบี่ กล่าวว่า ผล กระทบที่ จ. กระบี่ จะได้รับโดยตรง คือ การประมงและการท่องเที่ยว จากการพิจารณา EHIA ที่จัดทำโดยทีมศึกษาจาก กฟผ. พบว่าไม่ข้อมูลใดที่ยืนยันได้ว่า กฟผ.หรือภาครัฐจะรับผิดชอบผลกระทบด้านลบที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งหากจะเรียกร้องให้มีการรับผิดชอบจริง จ.กระบี่ จะต้องเผชิญวิกฤตร้ายแรงเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง เสียก่อน
“จะต้องเกิดผลกระทบตามมาอย่างแน่นอน แม้จะยังไม่สร้างโรงไฟฟ้า แต่เมื่อชาวต่างชาติบนเกาะลันเตา ทราบว่าจะมีการขนส่งถ่านหินผ่านบริเวณ ดังกล่าว ก็เริ่มกลัวกันแล้ว โรงไฟฟ้านี้ถ้าเกิดขึ้นจริงจะต้องอยู่ไปอีกไม่ต่ำกว่า 30 ปี ไม่คุ้มเลย กับสิ่งที่จะต้องสูญเสีย”
แม้ที่ผ่านมากลุ่มผู้ประกอบการจะรวมตัวกันในฐานะ 10 องค์กรเครือข่ายต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญใน จ.กระบี่ อาทิ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว และสมาคมการท่องเที่ยวและโรงแรม ฯลฯ เพื่อชี้ว่าแนวทางดังกล่าวไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนา จ.กระบี่ แต่ดูเหมือนว่าเสียงเหล่านี้จะไม่มีผู้รับฟัง
ด้าน นพ.วิพุธ พูลเจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้าน สุขภาพฯ กล่าวว่า ขณะนี้ได้เริ่มประสานไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กฟผ. เกี่ยวกับการวางกรอบกระบวนการในการหารือร่วมกับภาคประชาชน โดยคณะทำงานและทุกภาคส่วนจะร่วมกันวิเคราะห์ผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ “EHIA” ที่จัดทำแล้ว รวมถึงให้ภาคประชาชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ เสนอข้อมูลที่แตกต่างจากการศึกษาของ กฟผ. เพื่อสังเคราะห์ทางเลือกในการสร้างแหล่งผลิตไฟฟ้าร่วมกัน
“ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะผลิตหรือไม่ เช่น เมื่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณาข้อมูลจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเห็นชอบให้มีการดำเนินการต่อหรือไม่ แต่หากภาคประชาชนไม่เห็นด้วย ก็สามารถนำข้อมูลไปสู่ในชั้นศาลต่อไปได้ วิถีการแก้ปัญหา ไม่ใช่หาผู้ชี้ขาดว่าจะเดินหน้าโครงการต่อไปหรือไม่ แต่เป็นการหาทางเลือกและทางออกร่วมกัน”
มิติปัญหาด้านพลังและสิ่งแวดล้อม ยังเป็นคู่ความสัมพันธ์ที่ไม่แยกขาด ขณะที่ “นโยบายภาครัฐ” ขับเคลื่อนไป แต่ดูเหมือนว่าเสียงของประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบ จะไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมา เป็น หนึ่งตัวชี้วัดในการตัดสินใจของภาครัฐ ไม่ว่าจะ รัฐบาลใดๆ

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ถ่านหิน และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร