สปช.ถก246ประเด็น เฟ้นส่งกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.เสียงแข็งไม่สอบเพิ่ม”ปู”

คม ชัด ลึก (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

อนุ กมธ.ยกร่าง รธน.หัก สปช. ดันนายกฯ โหวตจากสภา-มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เลือกตั้งนับคะแนนแบบเยอรมนี ไม่ตัดปมนิรโทษกรรม “เทียนฉาย” ระบุแค่เห็นต่างต้องรอข้อสรุป เผย สปช.ถก 246 ประเด็นร่าง รธน. 15-17 ธ.ค.นี้ “ประยุทธ์” จ่อทบทวนแผนน้ำ ดึงเกาหลีลงทุนเพิ่ม ด้านป.ป.ช.ย้ำไม่สอบเพิ่มคดียิ่งลักษณ์
ความคืบหน้าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความเห็นต่างระหว่างคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งก่อนหน้านี้กรรมาธิการปฏิรูปการเมืองของ สปช. ที่มี นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ได้ข้อสรุปเสนอว่า ให้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและครม.โดยตรง ตัดในส่วนส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ออกไป
ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม นายสุจิต บุญบงการ รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 3 ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 3 ว่าด้วยระบบผู้แทนที่ดี ผู้นำการเมืองที่ดี แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐสภา และคณะรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการประชุมกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งได้พิจารณารายละเอียดของกรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 3 เป็นเวลากว่า 7 ชั่วโมง ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการตามที่อนุกรรมาธิการเสนอ กล่าวคือ ใช้ระบบ 2 สภา มีสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งแบบเขต และบัญชีรายชื่อ โดยใช้เกณฑ์ประชาชน 2 แสนคนต่อส.ส. 1 คน ส่วนการนับคะแนนผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ให้ยึดคะแนนนิยมของประชาชน โดยทุกคะแนนเสียงของประชาชนจะได้รับการพิจารณา หรือแบบการนับคะแนนของประเทศเยอรมนี และมีวุฒิสภา
ดันโหวตนายกฯผ่านสภาผู้แทนฯ
ส่วนที่มาของนายกรัฐมนตรี ให้มาจากการโหวตในสภาผู้แทนราษฎร โดยคุณสมบัติของ นายกฯ ต้องยึดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 35 (4) ที่ระบุว่า “มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติ มิชอบหรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้ง ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด” เป็นแนวทาง อย่างไรก็ตาม การเห็นชอบดังกล่าวยังไม่ถือเป็นข้อสรุป เพราะต้องรอฟังข้อเสนอแนะจาก สปช.ก่อน
“สำหรับรายละเอียดที่อนุกรรมาธิการคณะที่ 3 ได้ศึกษาได้เน้นโจทย์ใหญ่คือ การสร้างระบบถ่วงดุลของฝ่ายต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพ เพราะในบทเรียนช่วงที่ผ่านมาพบแล้วว่า หากมีพรรคการเมืองหรือมีผู้นำที่เข้มแข็งทางการเมืองก็จะใช้อำนาจนั้นสร้างระบบอุปถัมภ์ ใช้นโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่น ดังนั้นต้องมุ่งเน้นการป้องกันปัญหาดังกล่าว” นายสุจริต กล่าว และว่า ในส่วนข้อเสนอของนายโภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ระบุไม่ให้เขียนนิรโทษกรรมให้ผู้ล้มล้างการปกครองในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้รับฟังความเห็นดังกล่าวเช่นเดียวกับรับฟังข้อเสนอของพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองต่างๆ แต่จะนำไปปฏิบัติหรือปรับใช้หรือไม่ ต้องพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง โดยยึดประโยชน์ต่อประเทศและส่วนรวมเป็นสำคัญ
ชี้กมธ.ยกร่างฯเห็นต่างไม่มีปัญหา
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช.เชื่อว่า การเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะของกรรมาธิการปฏิรูป 18 คณะที่ยังหลากหลายและบางประเด็นพบว่ามีความแตกต่างกับความเห็นของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะไม่เป็นปัญหาต่อการพิจารณาหรือลงมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคต เพราะต้องเข้าใจว่า หน้าที่ สปช.คือการแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่เขียนรัฐธรรมนูญ โดยนำข้อเสนอของ สปช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปพิจารณาประกอบ ดังนั้นเชื่อว่า เมื่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนรัฐธรรมนูญผ่านการกลั่นกรองข้อเสนอประเด็นต่างๆ แล้วเสร็จ สปช.คงไม่ดึงดันยึดแต่แนวความเห็นและข้อเสนอแนะของตนเอง ไม่เช่นนั้น สปช.จะถูกมองเป็นเผด็จการได้
สำหรับการประชุม สปช.เพื่อพิจารณาข้อเสนอของกรรมาธิการปฏิรูป 18 คณะ ในวันที่ 15-17 ธันวาคมนี้ จะเป็นการกลั่นกรองและเน้นการนำเสนอประกอบกับการอภิปรายบนหลักเหตุผลข้อดีและข้อเสียของแต่ละข้อเสนออย่างชัดเจน เพื่อให้ได้ประเด็นที่เป็นประโยชน์ในการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป และขอเชิญประชาชนให้เกาะติดการประชุมในช่วงวันดังกล่าวผ่านทางสถานีโทรทัศน์ช่องเอ็นบีทีสถานีโทรทัศน์และวิทยุของรัฐสภา เพราะถือว่ามีความสำคัญต่อประชาชนอย่างมาก
แจกข้อเสนอให้สปช.ทำการบ้าน
นายไพโรจน์ พรหมสาส์น ประธานกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ สปช. ให้สัมภาษณ์ว่า กรรมาธิการวิสามัญติดตามฯ ได้พิจารณาและรวบรวมประเด็นของกรรมาธิการปฏิรูป 18 คณะ ที่ให้ข้อเสนอแนะและความเห็นต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นรายงานที่จะเข้าสู่การประชุม สปช.วันที่ 15-17 ธันวาคม เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยเนื้อหาแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ความเห็นโดยรวมทุกประเด็นโดยไม่ตัดทอนมีทั้งสิ้น 246 ประเด็น และ 2.ประเด็นข้อเสนอที่จำแนกและจัดกลุ่มตามโครงร่างของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการพิจารณาของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ เนื้อหาทั้ง 2 ส่วน ประชาชนและสื่อมวลชนที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่หน้าเว็บไซต์ http://www.parliament.co.th ในส่วนของ สปช.เพื่อพิจารณาและนำเสนอประเด็นเพิ่มเติมต่อกรรมาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ นอกจากนี้กรรมาธิการยังพิมพ์เอกสารดังกล่าวแจกให้สมาชิก สปช.เพื่อนำไปศึกษาและพิจารณาว่ามีประเด็นใดที่ควรเพิ่มเติมไปในข้อเสนอแนะด้วย เพื่อให้การนำเสนอแนะความเห็นต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นประโยชน์สูงสุด
ประเวศปฏิรูปสังคมได้การเมืองดี
วันเดียวกัน ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) บางกะปิ กทม. คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส สปช. ร่วมกับ พอช. จัดสัมมนาเรื่อง “สานพลัง ปฏิรูปสังคม ให้ชุมชนเข้มแข็ง” โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ปฏิรูปสังคมให้ชุมชนเข้มแข็ง” ตอนหนึ่งว่า สาหตุวิกฤติที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อน จึงยังไม่มีบุคคลใดหรือรัฐบาลใดแก้ไขได้ ซึ่งการแก้ปัญหาไม่อาจแก้ด้วยการปฏิรูปการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ทุกอย่างมีความเชื่อมโยงกัน จึงต้องแก้ด้วยการปฏิรูปประเทศ ที่ขณะนี้ทำให้การปฏิรูปประเทศไทยเป็นวาระแห่งชาติ ที่มีการรวมตัวทุกฝ่ายมากที่สุดเพื่อแก้ปัญหา โดยมีการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ถือว่าครั้งนี้เป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยพยายามจะแก้ปัญหาที่ตั้งไว้ 10 ประเด็นที่เชื่อมโยงทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
ศ.นพ.ประเวศ กล่าวต่อว่า ขณะที่ต้องมีหลักคิดว่า อะไรคือองค์ประกอบยิ่งยวดที่สำคัญในการปฏิรูป ซึ่งตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ทำงานด้านการปฏิรูปเรื่องต่างๆ พบว่า การสร้างสังคมชุมชนและพลเมืองเข้มแข็ง คือ องค์ประกอบยิ่งยวดที่สำคัญในการปฏิรูปประเทศ เพราะลำพังการปฏิรูปการเมืองไม่อาจทำให้นักการเมืองดีขึ้น แต่การปฏิรูปสังคม ทำให้สังคม ชุมชน พลเมืองเข้มแข็งจะทำให้การเมืองดี เศรษฐกิจดี ศีลธรรมดี ดังนั้นจึงควรให้รวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ ของกรรมาธิการต่างๆ กับ สปช.และผู้นำชุมชนที่มีอยู่จำนวนมาก เพื่อให้การปฏิรูปจะไม่จบลงแม้กรรมาธิการนี้จะหมดวาระไป รวมทั้งพลังที่สำคัญอีกประการ คือ กลุ่มสตรีที่ถือว่าเป็นเพศแม่และภรรยา หากรวมตัวสร้างพลังเข้มแข็งก็จะส่งผลถึงกลุ่มผู้ชายที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยง เพื่อจะให้มีการขยายตัวออกไปในการร่วมปฏิรูปอีก 10-20 ปี
สมคิดแนะปฏิรูปสร้างผู้นำรุ่นใหม่
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนาเดียวกันในหัวข้อปาฐกถาเรื่องการปฏิรูปสังคม สร้างสัมมาชีพชุมชน ว่า วันนี้ได้เห็นการเริ่มต้นของพลังพลเรือนที่แท้จริงของประเทศ ขณะเดียวกันเรารู้ดีว่า ความคาดหวังให้เกิดการปฏิรูปมีมานานแล้ว แต่ไม่เคยสัมฤทธิผลสักครั้ง ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น สำหรับตนตั้งแต่เรียนหนังสือก็อยากเห็นประเทศดีขึ้น และเมื่อมาเล่นการเมืองก็ได้มีส่วนในเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ โดยตลอด 6 ปีเต็ม ทางการเมืองมาถึงตอนนี้ได้ยินข้ออ้างที่มากที่สุด นั่นคือ โอกาสการปฏิรูปไม่เปิด แต่ที่ผ่านมากลับเข้าใจว่า โอกาสจะเปิดก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองจะชนะเลือกตั้งกลับมามีอำนาจในการบริหารประเทศ ทั้งที่การปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องใหญ่ต้องใช้เวลานาน แต่ตอนนี้โอกาสเปิดแล้ว อุปสรรคข้อนี้ตกไปแล้ว แต่จะทำได้หรือไม่อีกเรื่อง
“การปฏิรูปต้องเริ่มจากผู้นำทำหน้าที่ชี้ปัญหา ทิศทาง จูงใจให้เกิดการปฏิรูปประเทศ ที่ผ่านมามีความจริงใจ แต่ความจริงจังไม่มั่นใจ แต่ตอนนี้ความจริงจัง จริงใจเริ่มเห็น ซึ่งผู้นำได้ประกาศแน่วแน่ให้มีการปฏิรูปประเทศ โดยให้มีคณะกรรมการสรรหาผู้ที่จะไปปฏิรูป ซึ่งต้องเป็นบุคคลที่สามารถเป็นจุดศูนย์กลาง ในการรวบรวมความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ส่งไปยังสภาปฏิรูป ขณะที่การปฏิรูปการคอร์รัปชั่น ทางนายกรัฐมนตรีก็ประกาศจะเอาจริง และคสช.จะดำเนินการในเรื่องนี้เอง” นายสมคิด กล่าว
นายสมคิดกล่าวถึงปัญหาการคอร์รัปชั่นในประเทศว่า เรามีพลังทั่วประเทศ จะตั้งโจทย์อย่างไร เมื่อคอร์รัปชั่นมี การเมืองยังเลว อย่าหวังจะทำได้ เราต้องเปล่งเสียงออกมาสร้างเครื่องมือสื่อสาร เราต้องอาศัยสื่อมวลชน ถ้าเราเชื่อมโยงให้ดี รากหญ้าเข้มแข็ง จะเป็นพลังที่บริสุทธิ์ จะไม่มีใครปลุกปั่นเราได้เลย คืนความรักใคร่รอมชอมให้ได้ ทั้งนี้การเสนอข้อคิดเห็น การเคลื่อนไหวอย่างเป็นแบบแผน สร้างผู้นำสมัยใหม่ให้แก่ประเทศ โดยต้องทำอย่างประณีตเหมือนกับการทอดปลา ต้องค่อยทำในแต่ละจุดอย่างทั่วถึง และสักวันหนึ่งเราจะสามารถปฏิรูปได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
กมธ.ปฏิรูปสังคมเปิดเวทีประชาชน
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. กล่าวในงานสัมมนาตอนหนึ่งว่า คำถามสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้ จะต้องนำไปสู่ประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตเป็นธรรม ขจัดความทุจริตและประพฤติไม่ชอบ ขจัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และทำให้กลไกของรัฐบริการประชาชนอย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะที่องค์ประกอบสำคัญนำไปสู่เป้าหมายคือการปฏิรูปสังคมที่มีความสลับซับซ้อนมากมาย ทั้งในเรื่องปัญหาหรือจุดอ่อน เป้าหมายที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต ดังนั้นจะต้องเลือกปฏิรูปสังคมที่มีผล กระทบอย่างมากมาปฏิรูป โดยทาง สปช.พร้อมทำเต็มที่ แต่จะสำเร็จได้ต้องให้ทุกฝ่าย ช่วยกัน
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ปาฐกถาว่า กรรมาธิการปฏิรูปสังคมจะเป็นข้อต่อการปฏิรูปประเทศที่สำคัญ ชุมชนเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูป คืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่น เริ่มจากลดความเหลื่อมล้ำ เปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ด้วยการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งกรรมาธิการจะทำหน้าที่เป็นช่างเชื่อมสร้างกลไกส่งเสริมสนับสนุนความเข็มแข็งของพลังสังคม เราอยากเห็นพลังพลเมือง โดยมีกฎหมายรองรับให้พลังชุมชนได้แสดงพลัง รวมทั้งเราจะปลดล็อกกฎหมายที่บั่นทอนอำนาจของประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่า เราสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศในทางที่ดีขึ้นได้ นอกจากนี้เวทีกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคมสัญจร ยังระดมความคิดเห็นร่วมกับ 15 ขบวนองค์กรภาคประชาชน ร่วมกันหาคานงัดนำไปสู่การปฏิรูปด้านสังคมที่เน้นชุมชนเป็นฐานต่อไป
ตรีทศอยากเห็นรธน.ปชช.อยากได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการสัมมนา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้สรุปข้อเสนอเพื่อพิจารณาให้บรรจุในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวม 9 ประเด็นเกี่ยวกับประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญปี 2550 เคยให้การรับรองไว้ รวมทั้งการกำหนดหลักการสำคัญเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดชุมชนเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการทุนในชุมชนด้วยตนเอง การส่งเสริมคุ้มครองสุขภาพผู้หญิง เด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และด้อยโอกาสในสังคมอย่างเหมาะสม รวมทั้งสิทธิของประชาชนที่ควรได้รับเมื่อประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินในภาวะวิกฤติที่สถานพยาบาลต้องรับดูแล โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ขณะที่รัฐควรสร้างบริการสาธารณสุข ดูแลสุขภาพประชาชน ตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ที่พระมหาธาตุนภเมทนีดล นภพลภูมิสิริ จ.เชียงใหม่ พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และสมาชิก สนช. กล่าวถึงการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญว่า ไม่ขอก้าวล่วง เพราะมี สปช.อยู่แล้ว โดยกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังดำเนินการอยู่เช่นกัน ขอให้รอดูข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องการเห็นรัฐธรรมนูญแบบไหน ผบ.ทอ.กล่าวว่า “แบบที่ประชาชนอยากได้”
พท.เสนอ3แนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจ
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน ในฐานะคณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ขอเสนอ 3 แนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจดังนี้ 1.พัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของอาเซียน โดยต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ความรู้และกรอบความคิดของประชาชน ตลอดจนการยอมรับของประชาคมโลก 2.ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพของหน่วยธุรกิจไทยให้เข้มแข็งและแข่งขันในเวทีโลกได้ และส่งเสริมบริษัทไทยให้มีขนาดใหญ่ระดับโลกมากๆ โดยให้มีธุรกิจทั่วอาเซียนและทั่วโลก และ 3.ยกระดับความเป็นอยู่ของผู้มีรายได้น้อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อย่าไปติดกรอบความคิดว่าจะเป็นประชานิยมหรือไม่ใช่ประชานิยม ขอให้สามารถยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ ให้ดีขึ้น
“ต้องเป็นการส่งเสริมให้หารายได้ให้มากขึ้น ไม่ใช่แจกเงินฟรี รวมทั้งจะต้องไม่กระทบการเงินการคลังของประเทศ อย่าไปคิดว่าประเทศเป็นบริษัท เพราะจุดมุ่งหมายของประเทศไม่ใช่กำไรหรือขาดทุน มีหนี้หรือไม่มีหนี้ แต่เป็นความสุขสูงสุดของคนส่วนใหญ่ในชาติ หากพัฒนาใน 3 แนวทางดังกล่าวได้จะทำให้เกิดการโยกย้ายประชาชนจากภาคเกษตรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่มีรายได้มากกว่า ทำให้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรเช่น ข้าว และยาง จะลดน้อยลงไปหรือหมดลงในระยะยาว” นายพิชัย กล่าว
“บิ๊กตู่”ดึงเกาหลีลงทุนไทยเพิ่มขึ้น
วันเดียวกัน สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) ช่อง 11 นำเทปการสัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี สมัยพิเศษ (ASEAN-Republic of Korea Commemorative Summit 2014) เพื่อฉลองครบรอบ 25 ปีของความสัมพันธ์อาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 10-12 ธันวาคม ที่ผ่านมา
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งถึงการพบปะภาคธุรกิจของเกาหลี ซึ่งเป็นสมาคมการค้าเกาหลีที่เป็นบริษัทใหญ่ 10 กว่าบริษัท ทั้งบริษัทรถยนต์ ไอที และบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมีการพูดคุยและได้เชิญชวนให้ลงทุนในไทยให้มากขึ้น และยังได้ทบทวนพันธสัญญาต่างๆ ที่เคยทำไว้ โดยระบุว่าในส่วนของการบริหารจัดการน้ำจะกลับไปทบทวนอีกครั้ง เพราะรัฐบาลและคสช.ได้จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำใหม่ที่มีการขยายขอบเขตมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งคิดว่าต้องมีการคุยกันใหม่ทั้งหมด โดยตนย้ำเรื่องความจำเป็นของไทยคือเรื่องของงบประมาณที่ยังมีปัญหา หากจะดำเนินการระยะยาวในครั้งเดียวคงทำได้ลำบาก จึงเสนอว่า คงต้องไปพูดคุยกันต่อเพื่อดูว่าจะทำทั้ง 3 อย่างได้หรือไม่ คือลงทุนร่วม จ้างดำเนินการ และแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งเขาก็รับปากที่จะไปดู
“แต่ดูแล้วเขาพยายามจะพูดถึงเรื่องเดิม แต่เราขอกลับไปทบทวนก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาของประเทศ ทั้งนี้ขออย่ากังวล เราจะทำเรื่องนี้ให้โปร่งใสที่สุด” พล.อ.ประยุทธ์
นายกฯ กล่าวอีกว่า ยังได้แสดงวิสัยทัศน์ว่า วันนี้รัฐบาลได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องสนับสนุนการลงทุนในทุกมิติ รวมถึงการปรับเปลี่ยนมาตรการบางอย่างที่ไม่ใช่ว่าทำให้การประกอบการช้าหรือดำเนินการไม่ได้ แต่ต้องการอำนวยให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ไม่มีการทุจริต ซึ่งสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือ เรื่องเทคโนโลยี พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก การลงทุนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและการบริหารจัดการน้ำ
ขอไทยเจ้าบ้านที่ดีงานประชุมจีเอ็มเอส
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกรณีไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำประเทศ ครั้งที่ 5 แผนงานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (จีเอ็มเอส) ระหว่างวันที่ 19-20 ธันวาคม ว่า เป็นการจัดการประชุมเป็นครั้งแรกในรัฐบาลนี้ ก็ขอให้ทุกคนช่วยกันเป็นเจ้าภาพที่ดี ดูแลบ้านเมืองให้สะอาดปลอดภัย เพราะเราคือเจ้าของบ้าน ต้องดูแลเขาให้ดี ให้เขามีความสุข เขาจะได้มาลงทุนมาเที่ยวกันบ่อยๆ ถ้าอยากให้ประเทศเราหยุดชะงักการเจริญเติบโต เราก็คงหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันต่อไปจะดีไหม ก็ไม่น่าจะดี ทั้งนี้เป็นห่วงว่าสถานการณ์ต่อไปนี้ในห้วงที่มีการปฏิรูปจะไปกันยังไง ไปคิดกันเอาเอง ต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรกันหรือไม่ ให้ท่านว่ากันไป ตนยังไม่เกี่ยวข้อง
“อยากให้คนไทยรวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียว ทำประเทศชาติให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า วันนี้ถ้าเรายังหยุดรอกันอยู่ ยังขัดแย้งกันอยู่เราจะก้าวไม่ทันเขาเลย แล้ววันหน้ารายได้เราก็จะตกลงทุกวัน และเราจะมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจภายใน ทุกวันนี้เรายังมีปัญหามากขนาดนี้ หากเรายังแก้ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ได้ สร้างความเข้มแข็งเอสเอ็มอีไม่ได้ มีปัญหาความขัดแย้งอยู่ เราก็จะแก้ไขอะไรไม่ได้ทั้งระบบเลย ก็จะย้อนกลับมาที่ประชาชนที่เป็นศูนย์กลาง มีความยากจน ไม่มีรายได้ที่เพียงพอ ความขัดแย้งก็เกิดขึ้น การเรียกร้อง การสนับสนุนก็ทำไม่ได้แล้ว” นายกฯ กล่าว
ลดต้นทุนยึดพอเพียง-ค้านอุดหนุน
นอกจากนี้นายกฯ ยังกล่าวถึงปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรว่า มีบางประเทศมาพูดกับตนว่า เคยมีการเรียกร้องให้รัฐบาลซื้อข้าวราคาเดียวกับไทย เขาก็บอกว่าเขาทำไม่ได้ เพราะสภาเขาไม่ยอม ก็ยังเป็นห่วงว่า ของเราทำไปได้ยังไง แต่ก็โอเคเป็นเรื่องที่ทำมาแล้วก็ไม่อยากจะไปทำให้เสียชื่อเสียงประเทศว่ากันไปก็แล้วกัน ก็ไปแก้กันด้วยกระบวนการอื่นๆ ไป แต่จะทำยังไงราคาผลิตผลทางการเกษตรจะสูงขึ้น ก็ต้องทำให้โลกมีความต้องการมากขึ้น ตัดพ่อค้าคนกลางได้ สร้างความเข้มแข็ง ลดต้นทุนการผลิต
“สมมุติกรณีของยางพารา ที่ผมดูตัวเลขการผลิตแล้วพบว่าต้นทุนต่อกิโลกรัม 60 กว่าบาท ซึ่งถือว่าแพง ต่างประเทศเขา 25 บาท 35 บาท 40 บาท แล้วแบบนั้นของเราจะไปขายใครให้ได้กำไร จะต้องดูว่าจะลดต้นทุนได้อย่างไร ทั้งปุ๋ย วิธีการกรีดยาง น้ำยาง ยางแต่ละประเภท ทำไมถึงราคาแพงนัก และของเราก็มีทั้งเจ้าของและผู้รับจ้างกรีดอีกนั่นแหละคือปัญหาของเรา เพราะฉะนั้นระดับล่างต้องช่วยกัน ทั้งนายกสมาคมยาง และประชาชนต้องฟังกันบ้างว่า เราจะเอาเงินที่ไหนมาซับซิไดซ์ (อุดหนุน) เยอะๆ รวมทั้งข้าวด้วย แต่ต้องใช้เวลา และทำยังไงถึงจะอยู่ได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว และว่า ต้องใช้ความพอเพียง วันนี้ทุกคนบอกว่ามีหนี้มีสินกันเยอะ เพราะตอนนั้นราคามันดี แต่ต้องถามว่าราคาดีมันใช่ของจริงหรือไม่ มันเบี่ยงเบนกันมาหรือเปล่า นั่นแหละคือปัญหา และจะกลับมาสู่เดิมคือตกหลุมเดิมคือการอุดหนุน มันเป็นปัญหา รอบบ้านเขาเลิกหมดแล้วหลายปี ผลิตน้ำมันเขาก็ไม่ซับซิไดซ์ ดังนั้นไทยต้องเข้าใจสถานการณ์โลกและรู้จักฟังเหตุฟังผล แล้วก็คิดกันแล้วกันว่าจะให้ประเทศเดินหน้าไปทางไหน ถ้าจะตามหลังเขาเป็นประเทศด้อยพัฒนาก็เอา
ป.ป.ช.ยันไม่สอบเพิ่มคดียิ่งลักษณ์
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวกรณีนายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ระบุคณะทำงานอัยการสูงสุดต้องการให้ ป.ป.ช.สอบพยานบุคคลและหลักฐานต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อให้สำนวนคดีอาญาโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความสมบูรณ์ที่สุด ว่า ป.ป.ช.ยืนยันในหลักการเดิมว่า ได้ไต่สวนพยานหลักฐานต่างๆ ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แม้ฝ่ายอัยการสูงสุดอยากให้สอบพยานบุคคลและหลักฐานเพิ่มเติมอีก แต่ ป.ป.ช.คงไม่สอบเพิ่มให้อีก เพราะประเด็นที่ต้องการให้สอบไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.จะนำสิ่งที่คณะทำงานฝ่ายอัยการสูงสุดเสนอมาเข้าหารือในที่ประชุมอีกครั้งในวันที่ 15 ธันวาคม เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
“สิ่งที่ฝ่ายอัยการสูงสุดแถลงมาล่าสุด ยังไม่ทราบว่าจะฟ้องคดีดังกล่าวให้ ป.ป.ช.หรือไม่ แต่ถือว่ามีความชัดเจนมากขึ้น เพราะถ้าอัยการสูงสุดยังยืนยันในหลักการเดิม ขณะที่ป.ป.ช.ก็ยืนยันในจุดยืนของตัวเอง ก็แสดงว่าคงหาข้อสรุปร่วมกันไม่ได้ ถ้าต้องการให้สอบเพิ่มเติมเกินกว่ากรอบที่ ป.ป.ช.วางไว้ ป.ป.ช.ก็ไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตามคงต้องรอความชัดเจนในการประชุมคณะทำงานร่วม ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุดในนัดสุดท้ายว่าจะฟ้องคดีให้ ป.ป.ช.หรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดว่าจะประชุมคณะทำงานร่วมเมื่อใด” นายสรรเสริญ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า อัยการสูงสุดต้องการให้ ป.ป.ช.สอบเพิ่มเติมเรื่องการซื้อขายข้าวแบบจีทูจี (รัฐต่อรัฐ) ว่ามีการซื้อขายจริงหรือไม่ เนื่องจากพยานบางปากยังให้การขัดกันเอง นายสรรเสริญ กล่าวว่า เรื่องจีทูจีไม่เกี่ยวกับประเด็นชี้มูลความผิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เลย และไม่มีอยู่ในสำนวนด้วย เพราะกรณี น.ส. ยิ่งลักษณ์เป็นเรื่องการไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการจำนำข้าว แต่เรื่องจีทูจีอยู่ในสำนวนคดีทุจริตซื้อขายข้าวจีทูจี ที่มี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ เป็นผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นคนละสำนวนกัน จึงสงสัยว่าอัยการสูงสุดติดใจอยากให้สอบเพิ่มเติมเรื่องการซื้อขายข้าวแบบจีทูจีในประเด็นอะไร

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
ข้อความนี้ถูกเขียนใน งานส่งเสริมสิทธิ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร