ครบ 5 ปีทบทวนธรรมนูญสุขภาพ

Untitled1

บ้านเมือง ฉบับวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557
น.พ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการทบทวนธรรมนูญสุขภาพฯ เปิดเผยถึงการทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติว่า คณะกรรมการฯ ต้องการระดมข้อมูลจากกลุ่มองค์กรและเครือข่ายต่างๆ ว่ามีอะไรที่ยังไม่ครบถ้วน ไม่ชัดเจน ต้องปรับปรุงแก้ไข หรือเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะสมกับปัจจุบัน จากที่ได้ใช้มา 5 ปี อาทิ เรื่องสุขภาพจิตและ ฯลฯ เพื่อให้มีเนื้อหาที่ชัดเจนมากขึ้น
“การทบทวนครั้งนี้เน้น 2 เรื่องคือ กลไกที่จะตอบโจทย์ใหม่ว่า เมื่อมีมติออกมาแล้วกฎหมายเขียนไว้เรื่องการผูกพันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมแท้จริงในภาคสังคมในวงกว้าง รวมถึงองค์กรภาคเอกชน (NGO) องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเศรษฐกิจต่างๆ โดยจะมีการเสวนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีอย่างที่ต้องการ ทั้งข้อมูล ความรู้ในแนวตั้งที่จะลงลึก”
ดังนั้น ทุก 5 ปี จึงต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนพอที่จะปรับปรุงและแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และต้องดูให้ละเอียด ได้แก่ เรื่องปัญหาสุขภาพจิตและในหมวดปัญหาการให้บริการด้านสาธารณสุข โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากกรมสุขภาพจิตมาร่วมเป็นกรรมการด้วย เพื่อมองภาพรวมเกี่ยวกับคน ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวที่ชัดเจนขึ้น
ส่วนเป้าหมายต่อมาคือ ทำอย่างไรจะให้สาธารณสุขพัฒนาคนให้เป็น Active citizen เป็นพลเมืองที่มีพลังและคุณธรรม นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มีจิตสาธารณะ พร้อมที่จะร่วมกระบวนการพัฒนาในภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ไม่นิ่งดูดาย เชื่อว่าสังคมจะแข็งแรงได้ด้วยการช่วยกันคนละไม้ละมือ ก่อให้เกิดกระบวนการ Active Social เมื่อมีคุณธรรมบวกกับพลังในการพัฒนา ก็จะมองเห็นทิศทางการพัฒนาสุขภาพในบ้านเราชัดเจนขึ้น
น.พ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นที่เป็นคำถามคือ เมืองไทยกำลังจะกลายเป็นเมืองผู้สูงอายุ ระบบต่างๆ ที่จะรองรับสวัสดิการและบริการทางสังคมต่างๆ การดูแลสุขภาพ และการจัดการสิ่งแวดล้อม หรือความต้องการมีสุขภาวะที่ดีของผู้สูงอายุ เราจะมองในเชิงรุกอย่างไร อาทิ ต้องไม่มองว่าผู้สูงอายุเป็นภาระ แต่เปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าท่านเหล่านั้นคือทรัพยากรบุคคล จะจัดการะบวนการอย่างไรให้ท่านเหล่านั้นอยู่ในระบบแรงงานตามระดับสุขภาพ ต้องพิจารณาทั้งระบบ เช่น ระบบสุขภาพ สวัสดิการ พื้นที่สาธารณะ การขนส่ง และฯลฯ
ขณะเดียวกันก็มองเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้านต่างๆ ทั้งในมิติพื้นที่ สังคมเมืองและชนบท มิติของเศรษฐานะ (ผู้มีโอกาสและผู้ขาดโอกาส) กลุ่มชายขอบ กลุ่มโรคภัยไข้เจ็บเรื้อรัง กลุ่มผู้พิการ จะทำอย่างไรที่จะยกระดับไม่ให้เหลื่อมล้ำ สามารถเข้าถึงบริการด้านต่างๆ ในสังคมได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ขณะที่ความด้อยประสิทธิภาพของระบบบริการทางสังคมฯ ถึงเวลาที่ต้องทบทวนว่าการอภิบาลด้วยระบบของรัฐ อาจมีคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพและประสิทธิผล การเข้าถึง, ความพอเพียงของทรัพยากร, งบประมาณและกำลังคน
“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่องการบริการด้านสุขภาพ ต้องนำระบบอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วม มาช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการ ในลักษณะที่เรียกว่า Autonomus Organization คือองค์การภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ เช่น ตัวอย่างระบบการบริหารจัดการของ รพ.บ้านแพ้ว ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและมีการบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี ซึ่งแนวคิดนี้อาจนำไปใช้ได้ในโรงเรียน หน่วยงานสาธารณสุขและบ้านพักคนชรา เป็นต้น”
ส่วนปัญหาใหญ่ที่พบในหมวดระบบบริการสาธารณสุข (ธรรมนูญฯ หมวดที่ 6) ทิศทางมุ่งในเรื่องของการส่งเสริมการบริการสาธารณสุขปฐมภูมิฯ ในการให้ความสำคัญการเชื่อมโยงกับระบบสุขภาพชุมชน ซึ่งมีแนวโน้มที่สอดคล้องกับธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ แต่ปัญหาคือระบบการสนับสนุนด้านกำลังคน หรือบุคลากรทางการแพทย์ในระดับต่างๆ ตลอดจนความพร้อมของหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาศักยภาพของชุมชนและท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอาสาสมัครในระบบสุขภาพชุมชน เป็นเรื่องที่ต้องการการพัฒนาอย่างเข้มข้นเพื่อให้เพียงพอต่อการสนับสนุน
อนึ่ง ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ เริ่มใช้และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ตามมาตรา 25 (1) และมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ธรรมนูญสุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร