ฟังเสียงนักวิชาการวิพากษ์ นโยบายเปิดเหมืองทอง 200 แปลง ชี้บทเรียนราคาแพงในรอบแรกยังตำตา

คนชายข่าว คนชายขอบ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557
สัมภาษณ์นางสาวสมพร เพ็งค่ำ นักวิจัยสมทบ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็น “ผู้รู้”ท่านหนึ่งเกี่ยวกับกิจการทำเหมืองในประเทศไทย โดยนักวิชาการท่านนี้ได้ลงพื้นที่และพูดคุยกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ต่างๆอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานการพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) นอกจากนี้ปัจจุบันยังเป็น 1ในคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วย

-คิดอย่างไรกับกรณีที่กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมตัวเปิดสัมปทานเหมืองทอง 300 แปลง

ดิฉันคิดว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะเปิดให้สัมปทานการทำเหมืองแร่ทองคำรอบ 2 เนื่องจากการทำเหมืองแร่ทองคำเป็นกิจการที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรุนแรง มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายที่ใช้ในการแต่งแร่ เช่น ไซยาไนท์ และการแพร่กระจายของโลหะหนัก เช่น สารหนู ในสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ เข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง และเสียชีวิตได้

หากจะย้อนดูบทเรียนการให้สัมปทานครั้งที่ผ่านมาจะพบว่า การทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทานครั้งแรก 2 บริษัท คือ อัคราไมนิ่ง และ บริษัททุ่งคำ จำกัด มีชาวบ้านร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองมาอย่างต่อเนื่องซึ่งจากการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เคยเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 แล้วว่า ให้งดการให้อาชญาบัตรพิเศษและประทานบัตรเพิ่มเติมแก่บริษัทอัคราไมนิ่ง จำกัด เนื่องจากเห็นว่าภาครัฐไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนที่คุ้มค่ากับการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ในกรณีบริษัททุ่งคำ จำกัด ก็เคยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ให้มีการชะลอการขอสัมปทานที่จะขยายไปยังภูเหล็กและแปลงอื่นๆ ก่อน จนกว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องการปนเปื้อน ผลการประเมินความคุ้มค่าทางฐานทรัพยากร ค่าภาคหลวงแร่กับวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนด้วย จนปัจจุบันชาวบ้านก็ยังร้องเรียนเรื่องผลกระทบ และยังไม่มีระบบ กลไก มาตรการในการจัดการปัญหา ฟื้นฟู เยียวยา ให้กับชุมชนอย่างเป็นธรรม

หลังจากที่มีการสำรวจพบแหล่งแร่ทองคำในประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้ให้สิทธิบริษัทเอกชน 4 รายในการสำรวจ โดยได้รับอาชญาบัตรพิเศษแล้ว ได้แก่ บริษัทอัครา ไมนิ่งจำกัด บริษัทริชภูมิ ไมนิ่ง จำกัด บริษัทไทยโกลบอลเวนเจอร์ จำกัด และ บริษัทอมันตา จำกัด รวมทั้งหมด 61 แปลง พื้นที่ 534,473 ไร่ และมีบริษัทที่ได้รับสัมปทานทำเหมืองแร่ 2 แห่ง คือ อัครา ไมนิ่ง ที่จังหวัด พิจิตรและเพชรบูรณ์ และ บริษัททุ่งคำ จำกัด ที่ อ.วังสะพุง จ.เลย

หลังจากนั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2550 มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ทำการศึกษาและเสนอแนะนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ โดยระหว่างการศึกษาให้มีการชะลอการออกอาชญาบัตรสำรวจแหล่งแร่ทองคำไว้ก่อน ซึ่ง สศช.ได้ดำเนินการแล้วเสร็จและเสนอต่อ ครม. เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 ซึ่งจากงานศึกษาของสศช. มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำหลายประการ ดังเช่น เสนอให้มีการพิจารณาทบทวนนโยบายและขั้นตอนการทำเหมืองแร่ทุกประเภทในภาพรวมทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะแต่เหมืองแร่ทองคำเท่านั้น โดยพิจารณาความคุ้มค่าของผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ เปรียบเทียบกับผลกระทบในระยะยาวที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชน สังคม รวมถึงสิทธิของชุมชนตามรัฐธรรมนูญ และการฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมให้มากที่สุด

ในการประกาศนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ เมื่อวันที่ 6 พฤศภาคม 2554 ของกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่พบว่ามีข้อมูลการศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ในการกำหนดนโยบายตามข้อเสนอของ สศช. และตอนนี้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาประกาศว่าอยู่ระหว่างการจัดทำนโยบายการให้สัมปทานเหมืองแร่ทองคำใหม่ ก็อยากเสนอว่าในกระบวนการทำนโยบาย

ต้องเปิดเผยข้อมูลและมีกระบวนการให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมให้ความเห็น ข้อเสนอแนะ

ควรให้มีการประเมินผลกระทบจากการให้สัมปทานรอบแรกว่าคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งต้องนับรวมถึงค่าความเสียหายในมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคมด้วย เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบายนี้

ที่สำคัญก่อนที่จะคิดเรื่องการเปิดสัปทานรอบที่สอง ต้องมีการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสัมปทานรอบแรกก่อน เนื่องจากทองคำ เป็นทรัพยากรของคนทั้งชาติ ดังนั้นคนในชาติต้องมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และสอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน มิใช่มุ่งตอบโจทย์ผลประโยชน์ ทางธุรกิจเท่านั้น

-มาตรการต่างๆ ในการดูแลประชาชนและสิ่งแวดล้อมของเรามีความรัดกุมและพอเพียง หรือควรเพิ่มเติมอย่างไร

ในนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ ฉบับแรก 6 พฤษภาคม 2554 ได้กำหนดเกี่ยวกับการป้องกันและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูพื้นที่ โดยใช้ EIA/EHIA เป็นเครื่องมือ ซึ่งปัจจุบันระบบอีไอเอของประเทศไทยมีปัญหามาก ในหลายจุดดังนี้

1.การให้เจ้าของโครงการจ้างบริษัทที่ปรึกษาทำอีไอเอโดยตรง (สถานะเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง) ทำให้อีไอเอขาดความเป็นอิสระทางวิชาการ ส่วนใหญ่สัญญาผูกพันไปถึงการแก้ไขอีไอเอจนผ่าน

2.ในการจัดทำรายงานอีไอเอมีปัญหาเรื่อง scoping ที่มักจำกัดขอบเขตในวงรัศมี 5 กม.นับจากจุดที่ตั้งโครงการ และการประเมินผลกระทบไม่ได้กำหนดให้ระบุผลกระทบสะสมรวมถึงทางเลือกโครงการ

3. ในขั้นตอนพิจารณารายงาน เป็นการตัดสินโดยระบบผู้เชี่ยวชาญซึ่งพิจารณาเล่มรายงานเป็นหลัก ไม่มีระบบเปิดรับ comment จากสาธารณะ และฟังข้อมูลจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเพื่อประกอบการพิจารณา

4. อีไอเอฉบับเข้า คชก.มักเป็นความลับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ/ไม่มีโอกาสได้เห็นและร่วมพิจารณา

ไม่มีข้อกำหนดว่าต้องยุติโครงการหากเป็นโครงการที่สร้างผลกระทบและหรือชุมชนไม่เห็นชอบ ระบบแบบนี้ทำให้อีไอเอ กลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนมากกว่าเป็นเครื่องมือปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและชุมชน เพราะมีช่องว่างให้ผู้ประกอบการใช้เล่ห์กลทุกอย่างเพื่อให้อีไอเอผ่าน เปิดทางไปสู่การออกใบอนุญาต เมื่อปชช.ไม่ไว้ใจระบบจึงนำมาสู่การปฏิเสธอีไอเอ ดังจะเห็นได้ว่ามีประชาชนกลุ่มรักษ์บ้านเกิดออกมาคัดค้านกระบวนการทำ public scoping ของบริษัททุ่งคำ จำกัด

นอกจากการใช้อีไอเอในฐานะการกำหนดมาตรการป้องกันหรือลดผลกระทบแล้ว หากเกิดผลกระทบขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยก็ไม่ได้เตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เช่น หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ก็ยังได้รับงบประมาณแผ่นดินตามปกติในการตรวจเฝ้าระวังปัญหา หรือแม้กระทั่งระบบบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขเองก็ไม่ได้เตรียมความพร้อมเป็นพิเศษในการดูแลสุขภาพประชาชนที่เสี่ยงต่อผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ ซึ่งต้องใช้บุคลการที่เชี่ยวชาญพิเศษ รวมถึงเครื่องมือ และงบประมาณจำนวนมากในการเฝ้าระวัง รวมถึงการรักษาพยาบาล การส่งต่อ หากมีผู้ป่วย

ส่วนเรื่องการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนจากการทำเหมืองแร่ ประเทศไทยก็ยังไม่ความพร้อมทั้ง บุคลากร ระบบ กลไก กฎหมายที่จะรับผิดชอบเป็นการเฉพาะ ดังกรณีตัวอย่างเหมืองแร่คลิตี้ ที่ชาวบ้านต้องฟ้องร้องต่อสู้คดีเป็น 10 ปี จนบัดนี้ก็ยังไม่มีการฟื้นฟู

ดังนั้นการเปิดสัมปทานการทำเหมืองแร่ทองคำ 300 แห่งทั่วประเทศ จึงเป็นความเสี่ยงที่ประเทศไทยไม่พร้อมจะรับมือ
-พ.ร.บ.แร่ฉบับฉบับใหม่ มีความเชื่อมโยงกับการเปิดสัมปทานเหมืองทองครั้งนี้และธุรกิจทำเหมืองหรือไม่ อย่างไร

จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าการเขียน พ.ร.บ.แร่ ฉบับนี้มุ่งเน้นการปรับปรุงระบบและกลไกการให้สัมปทานเหมืองแร่เป็นไปด้วยความสะดวกและรวดเร็ว มากกว่าการเป็นกรอบกฎหมายที่“อนุรักษ์”และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน เช่นการแบ่งพื้นที่ขออนุญาตทำแร่เป็นขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ โดยขนาดเล็กไม่เกิน 100 ไร่ ให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณา เป็นต้น ให้มีระบบ one stop service เพื่อลดความยุ่งยากและเวลาในการขอประทานบัตร เรื่องการมีส่วนร่วมให้ไปออกเป็นกฎหมายลูก เรื่องการป้องกันผลกระทบให้ใช้ตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม (ซึ่งระบบอีไอเอเดิม ยังเป็นปัญหาอยู่มาก) มีการขยายอายุประทานบัตรจาก 25 ปี เป็น 30 ปี เป็นต้น พ.ร.บ.ฉบับนี้ จึงมีช่องว่างหลายเรื่อง ที่หลักๆ คือ ไม่ตอบโจทย์เรื่องการมีส่วนร่วมและปกป้องสิทธิชุมชน ไม่สะท้อนกลไกและมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการใช้ พ.ร.บ.แร่ ฉบับปี 2510 มากว่า

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน เหมืองทองคำที่เลย และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร