รายงานพิเศษ: กฎหมายยาสูบใหม่บนความขัดแย้งไม่สิ้นสุดถ้ายังไม่หยุด! แล้วรับฟังความคิดเห็น

Untitled4บ้านเมือง ฉบับวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2557
สิ่งหนึ่งที่หน่วยงานภาครัฐในฐานะผู้กำกับดูแลในด้านต่างๆ มักจะกระทำอยู่เสมอก็คือการออกกฎระเบียบ ที่ขัดกับความเป็นจริงและยากลำบากในการปฏิบัติตามในบริบทของสังคม ดังเช่นการผลักดันกฎหมายห้ามขายเหล้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข ที่เรียกเสียงคัดค้านแทบจะทันทีจากบรรดาผู้ประกอบการร้านอาหารตลอดจนสถานบันเทิงที่ให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งนอกจากจะตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “การรณรงค์ต่าง ๆ ที่ผ่านมามันได้ผลจริงหรือไม่” แล้วยังขอความเห็นใจจากรัฐบาลเนื่องจากภาคธุรกิจนั้นได้รับผลกระทบจากการประกาศเคอร์ฟิวมานาน
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวของสธ.เจ้าเก่าที่สร้างกระแสคัดค้านจากเกษตรกรและร้านค้าปลีกทั่วประเทศให้ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านในขณะนี้ก็คือ การประกาศเร่งผลักดันร่างพรบ.ควบคุมการบริโภคยาสูบฉบับใหม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยอ้างอิงถึงพันธะสัญญาของประเทศไทยที่ได้ลงนามรับรองกฎหมายควบคุมยาสูบโลกหรือ “กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ” ไว้
หลังจากที่สธ.ได้ออกมาประกาศดังกล่าวก็ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะการนำเสนอร่างพรบ.นี้เป็นการผนวกรวมกฎหมายควบคุมยาสูบเดิมของประเทศไทย 2 ฉบับ ได้แก่พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 และพรบ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 มาไว้เป็นฉบับเดียวกัน โดยสาระสำคัญใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาเป็นการนำเสนอข้อห้ามต่าง ที่เป็นการควบคุมอุตสาหกรรมยาสูบตั้งแต่ต้นขบวนผลิต คือ กลุ่มชาวไร่เกษตรกรยาสูบ ไปจนถึงช่องทางการค้าอย่างหน้าร้านผู้ค้าปลีกรายย่อยในทุกหย่อมหญ้าเลยทีเดียว
หากมองย้อนเส้นทางการจัดทำร่างกฎหมายฉบับนี้ แม้จะมีการเปิดเวทีประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นของภาคส่วนต่าง ๆ ไปเมื่อปลายปี 2555 สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ชาวไร่และตัวแทนผู้ค้าปลีกยาสูบได้พบเห็นเวทีที่ถูกผูกขาดด้วยกลุ่มเอ็นจีโอและเต็มไปด้วยอคติต่อฝ่ายที่แสดงความเห็นแย้ง ความ
คิดเห็นที่นำเสนอออกไปจากฝั่งธุรกิจอาทิ ประเด็นการห้ามทำและเผยแพร่กิจกรรมเพื่อสังคมจากกลุ่มธุรกิจยาสูบรวมถึงห้ามมิให้หน่วยงานรับความช่วยเหลือด้านกิจกรรมเพื่อชุมชนจากผู้เกี่ยวข้องกับยาสูบ เมื่อลองพิจารณาด้วยเหตุและผลแล้ว ออกจะเป็นเรื่องน่าเสียดายและชวนให้ฉงนว่าทำไมกิจกรรมที่มีความตั้งใจจะเข้าถึงกลุ่มเกษตรกรชาวไร่ยาสูบในชุมชนท้องถิ่นกว่า 52,000 ครอบครัวจึงต้องถูกกีดกันและ”ตัดโอกาส”ในการได้รับมอบโครงการเพื่อประโยชน์ในชุมชนเอง โดยที่หน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้มีนโยบายความช่วยเหลือที่ชัดเจนต่อชุมชนผู้ปลูกยาสูบ เพราะมักมีโครงการต่างๆ ที่เข้าถึงกลุ่มอาชีพอื่นอย่างกว้างขวางแต่หลงลืมกลุ่มเกษตรกรชาวไร่ยาสูบไปโดยปริยาย
นอกจากชาวไร่ยาสูบแล้ว ผู้ค้าปลีกรายย่อยทั่วประเทศที่ถือใบอนุญาตขายบุหรี่รวมกว่า 870,000 ราย ก็เป็นอีกกลุ่มใหญ่ที่จะได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้อย่างเต็ม ๆ เพราะร่างพ.ร.บ. ได้นำเสนอข้อบังคับต่างๆที่ควบคุมและแทรกแซง จนถึงเรียกได้ว่าลิดรอนสิทธิผู้ประกอบการกลุ่มนี้อย่างเห็นได้ชัด อาทิ ข้อห้ามการแบ่งขายแบบมวน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (โชห่วย) จากผลวิจัยของเอซี นีลเซนในปี 2556 พบว่าบุหรี่ติดอันดับท้อป 10 สินค้าอุปโภคบริโภคในร้านค้าปลีก เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กเหล่านี้ต่างสะท้อนความกังวลเป็นเสียงเดียวกันว่า การห้ามแบ่งขายคือมาตรการที่จะกระทบต่อรายได้ของร้านค้ามากที่สุด และถือเป็นมาตรการที่ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวที่บีบบังคับร้านค้าขนาดเล็กที่ยังต้องต่อสู้กับร้านค้าขนาดใหญ่อย่างโมเดิร์นเทรดที่ผุดตัวขึ้นรอบข้างและเติบโตอย่างรวดเร็วอีกด้วย ผู้ค้ากำลังรู้สึกถูกกลั่นแกล้งและกดดัน อีกทั้งยังมีข้อห้ามอื่นๆ เช่น บังคับให้ติดสื่อรณรงค์ในร้านค้าที่จำกัดด้วยพื้นที่อยู่แล้ว กำหนดให้ส่งรายงานประจำปี ห้ามขายยาสูบในพื้นที่ที่กำหนดรวมไปถึงข้อห้ามอย่าง การให้ร้านค้าขายบุหรี่ในซองแบบเรียบ ไร้สีสัน สินค้ากว่า20 รายการจะมีหน้าตาซองเหมือนกันหมดซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ค้าปลีกโดยไม่จำเป็น และไม่เห็นถึงความเกี่ยวข้องที่จะช่วยลดการบริโภคยาสูบอย่างที่กล่าวอ้าง
เสียงสะท้อนของบรรดาร้านค้าปลีกในประเด็นปัญหานี้ปรากฏให้เห็นชัดเจนในการสำรวจความคิดเห็นโดยนิด้าโพล ซึ่งร้านค้าปลีก ร้อยละ 79 เชื่อมั่นเป็นอย่างมากว่ากฎหมายอันสุดโต่งดังกล่าวจะสร้างความเสียหายแก่ธุรกิจของพวกเขา รวมไปถึงธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวมและที่สำคัญร้อยละ 90 ยังคิดว่าการผ่านร่างพรบ.ควบคุมการบริโภคยาสูบ ไม่น่าจะเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ทางคสช. ครม. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติควรให้ความสำคัญ ณ ขณะนี้
ดังเช่นที่ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวย้ำในการที่จะสร้าง”วัฒนธรรม”ในการทำงานใหม่ของสธ. ถึง “เรื่องความสามัคคี ยอมรับความคิดเห็นหลากหลาย เนื่องจากสธ.ไม่สามารถทำงานคนเดียวในการสร้างสุขภาพที่ดีให้ประชาชนได้ โดยจะใช้หลักธรรมาภิบาล นิติธรรมคุณธรรม การมีส่วนร่วมมาใช้ในการดำเนินงาน ดังนั้น ต้องมีการเรียกทุกฝ่ายมาหารือกันในแต่ละเรื่อง”วัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการลดการบริโภคยาสูบของรัฐจะไม่สามารถบรรลุผลได้เลย หากปราศจากการหาทางออกร่วมกันหรือรับฟังอีกมุมมองหนึ่งของผู้ที่อยู่ในธุรกิจซึ่งเป็นธุรกิจที่ชอบด้วยกฎหมาย
และสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือปัญหาความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด ถ้ายังไม่”หยุด”หรือชะลอการผ่านกฎหมาย เพื่อรับฟังเสียงของผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน บุหรี่/ยาสูบ/เหล้า และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร