ส่อง’แผน-งาน’สังคม 1ปี ยังไม่ถึงดวงดาว

Untitled2มติชน ฉบับวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2557
นับตั้งแต่ต้นปี 2557 หลายหน่วยงานได้ริเริ่มวางแผนงานและดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อหวังยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย ทว่า เมื่อถึงสิ้นปีก็พบว่ายังมีหลายงานที่ไม่คืบหน้า
ดังเช่นนโยบายหลักของรัฐบาล ที่ส่งผ่านให้ “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” (ทส.) จัดการให้เสร็จสรรพโดยเร็วมี 2 เรื่อง คือ 1.ทวงคืนผืนป่าที่ถูกนายทุนบุกรุกเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตัว ทั้งในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าอนุรักษ์ ป่าชายเลน และ 2.จัดการขยะ โดยให้แต่ละพื้นที่ส่งแผนการจัดการขยะภายในเดือนธันวาคม 2557
แต่ดูเหมือนว่า ทั้ง 2 เรื่องนี้ยังไปไม่ถึงดวงดาวเสียที ว่าด้วยเรื่องการทวงคืนพื้นที่ป่า แรกเริ่มเดิมทีที่นโยบายออกมาใหม่ๆ ทุกหน่วยงาน ทั้งกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดูเหมือนจะคึกคัก กรมป่าไม้ตั้ง “ทีมพยัคฆ์ไพร” ซึ่งเหล่าบรรดาข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในทีมงานพยัคฆ์ไพร ต่างก็ตั้งใจทำงานกันดี แต่ในเวลาต่อมา ทุกหน่วยงานเหมือนจะแผ่วปลาย ในบรรดาแผนการที่เคยวาง และมีเป้าหมายไว้ว่าจะไปบุกตรงนั้น ยึดคืนตรงนี้ กลับไม่มีการปฏิบัติการใดๆ ทั้งสิ้น ได้แต่มีกระแสข่าวว่า ทั้งเจ้าของที่ดิน ผู้ทรงอิทธิพล ต่างเข้าไป “ขอ” กับผู้มีอำนาจให้ “ยกเว้น” การจับกุมพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งกรณีนี้ แม้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ทส. จะปฏิเสธกร้าวว่าไม่มีกรณี “ขอ” และ “ให้” เกิดขึ้นใดๆ ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ช่วง 2-3 เดือน แทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เกี่ยวกับการเข้าไปจับกุมนายทุนและขบวนการรุกป่า
อาจจะยังบอกได้ไม่เต็มปากเต็มคำนักว่าที่ผ่านมาเรื่องนี้ไปไม่ถึงดวงดาว เพราะยังต้องดูต่อไปยาวๆ แต่เวลานี้ เรื่องนี้ก็ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มากนัก
เมื่อหันไปที่เรื่องขยะ ที่ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะตกค้างมากกว่า 30 ล้านตัน แต่ละพื้นที่ปริมาณและปัญหาในการจัดการแตกต่างกัน พื้นที่ที่อาการหนักที่สุดคือ จ.สมุทรปราการ มีขยะมากถึง 20 ล้านตัน รองๆ ลงมาในปริมาณใกล้เคียงและปัญหาที่ไม่ต่างกันนักคือ จ.กาญจนบุรี จ.นครศรีธรรมราช จ.นครปฐม และ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเหนือไปจากการเอาขยะไปกำจัดด้วยการเผาหรือฝังกลบแล้ว ทุกพื้นที่ยังมีเรื่องของการเมือง ทั้งท้องถิ่นและการเมืองระดับชาติ และปัญหาการคอร์รัปชั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การจัดการขยะไปไม่ได้
อย่าว่าแต่ไปให้ถึงดวงดาวเลย บางพื้นที่ปัญหายังไม่ออกนอกโลกเสียด้วยซ้ำ
ไปต่อกันที่ “กระทรวงสาธารณสุข” (สธ.) นโยบายการจัดการเขตสุขภาพและการจัดสรรงบประมาณลงสู่สถานพยาบาล ก็ยังไปไม่ถึงไหน
ตามหลักการนโยบายนี้มีการบริหารจัดการผ่าน 12 เขตสุขภาพ แบ่งเป็นกลุ่มจังหวัด จังหวัดละ 5-7 จังหวัด โดยการบริหารแต่ละเขตจะมีคณะกรรมการเขต ซึ่งมีผู้ตรวจราชการ สธ.เป็นประธาน และมีกรรมการร่วมที่มาจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อให้บริหารจัดการกันเองในเขต มีการแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน รวมทั้งพัฒนาโรงพยาบาลชุมชน ให้มีศักยภาพรักษาผู้ป่วยในระดับหนึ่ง อาทิ ผ่าตัดไส้ติ่ง ทำคลอด ลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลระดับจังหวัด ซึ่งจะลดปัญหาความแออัดได้ และยังลดการส่งต่อผู้ป่วย ลดปัญหาการครองเตียง ฯลฯ นโยบายนี้ ในแง่การบริหารถือว่าเดินหน้าไปได้ดี แต่ปัญหาคือ ในเรื่องการจัดสรรงบประมาณแนวใหม่ผ่านเขตสุขภาพกลับไปไม่ถึงฝัน ยิ่งเมื่อมี “ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน” เป็นรัฐมนตรีว่าการ สธ. และเป็นประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว การเดินหน้าจัดสรรงบประมาณใหม่กลายเป็นความขัดแย้งใหม่
นั่นคือความขัดแย้งระหว่างสำนักงานปลัด สธ. และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เนื่องด้วยสำนักงานปลัด สธ. นำโดย นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ. ที่ต้องการให้ปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบ โดยจัดทำกรอบการจัดสรรงบที่เขต แล้วให้ สปสช.ส่งเงินตรงไปที่โรงพยาบาลตามกรอบดังกล่าว จากเดิมที่ สปสช.แบ่งงบเหมาจ่ายรายหัวออกเป็นหมวดทั้งผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก งบส่งเสริมสุขภาพฯ งบบริการกรณีเฉพาะ เงินช่วยเหลือผู้รับบริการที่รับผลกระทบ และเงินช่วยเหลือผู้ให้บริการที่รับผลกระทบ ฯลฯ และส่งเงินตามผลการปฏิบัติงานจริง ซึ่งส่งผลให้โรงพยาบาลขาดสภาพคล่องหรือขาดทุน แต่บอร์ด สปสช.กลับมีมติมอบให้คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการเงินการคลังศึกษารายละเอียดและทดลองดำเนินการในเขตสุขภาพที่ 2 และ 10 ก่อนนำเสนอบอร์ดอีกครั้ง ซึ่งหมายความว่าข้อเสนอของปลัด สธ.ถูกปฏิเสธ เท่ากับว่านโยบายเขตสุขภาพเดินหน้าได้แต่ในแง่การบริหารจัดการ ส่วนการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน กลับสะดุด
ในส่วนของ “กระทรวงแรงงาน” นั้น รัฐบาลมีนโยบายการแก้ปัญหาสถานการณ์การค้ามนุษย์ หลังจากในช่วงต้นปี ไทยถูก
จัดอันดับจากกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ให้เป็นประเทศในอันดับ 3 ในบัญชีที่ต้องเฝ้าระวังเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (เทียร์ 3) โดยสหรัฐให้เหตุผลว่าไทยไม่มีการดำเนินการที่เด็ดขาดกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการค้ามนุษย์ รวมทั้งไม่มีตัวเลขอ้างอิงว่ามีจำนวนคดีหรือการจัดการที่เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด ซึ่งทำให้ไทยอยู่ในสถานะที่เสี่ยงต่อการถูกคว่ำบาตรทางการค้าจากสหรัฐ แม้ที่ผ่านมา จะมีการดำเนินการแก้ปัญหาร่วมกันในหลายหน่วยงาน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นความร่วมมือที่ไม่ทันท่วงที ไม่มีผลงานออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด ทำให้ถูกปรับลดอันดับลงมาในที่สุดหลังจากอยู่ในอันดับที่ 2 (เทียร์ 2) มา 3 ปีติดต่อกัน
กิจการที่ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษคือ กิจการด้านประมงที่ถูกกล่าวหาและโจมตีจากสื่อมวลชนต่างชาติว่าเป็นกิจการที่มีการใช้แรงงานบังคับและแรงงานเด็ก ทำให้ไทยดำเนินการแก้ปัญหาโดยการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) และกรมการจัดหางาน (กกจ.) ร่วมกันทำงาน โดยจัดทำหนังสือจ้างงานในภาษาของแรงงานต่างด้าว ทั้งพม่า กัมพูชา และอังกฤษ เพื่อให้แรงงานอ่านก่อนลงเรือ รวมทั้งมีการร่วมกันตรวจเรือที่เข้า-ออกท่าเทียบเรือ นอกจากนี้ รัฐบาลที่ผ่านมายังกำหนดระยะให้นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงมาขึ้นทะเบียน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์อีกทางหนึ่ง แต่นายจ้างนำแรงงานมาจดทะเบียนกับกระทรวงแรงงานประมาณ 5,000 คนเท่านั้น จากยอดแรงงานในกิจการประมงที่มีกว่า 50,000 คน
นอกจากนี้ สินค้าทั้ง 4 ชนิด คือ กุ้ง ปลา อ้อย และเครื่องนุ่งห่ม ที่ถูกสหรัฐขึ้นบัญชีดำว่าเป็นสินค้าที่มีเหตุอันเชื่อได้ว่าผลิตจากแรงงานเด็กและแรงงานบังคับ มาตั้งแต่ปี 2552 และที่ผ่านมามีการดำเนินการทั้งความร่วมมือกับภาคเอกชน นำเด็กออกจากสถานประกอบการ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดว่าใช้แรงงานเด็ก การจัดทำแนวปฏิบัติในสถานประกอบการที่ดี (จีแอลพี) ร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ และร่วมกับสถานประกอบการแช่เยือกแข็งนำไปใช้ มีการออกตรวจและให้ใบรับรองสถานประกอบการที่ผ่านมาตรฐานการตรวจว่าไม่มีแรงงานเด็กและแรงงานบังคับ แต่กระนั้นก็ยังไม่มีผลงานที่เด่นชัด จึงยังไม่ผ่านการพิจารณาปลดจากบัญชีดำ ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีปัญหาในการทำการตลาดในต่างประเทศ เนื่องจากผู้บริโภคจะไม่มั่นใจในตัวสินค้า
ฟากของมหานครใหญ่อย่าง “กรุงเทพมหานคร” (กทม.) ก็มีปัญหาไม่แพ้กัน เพราะต้องผลัดโครงการย้ายสำนักงานจากศาลาว่าการ กทม.เสาชิงช้า ไป กทม.2 ดินแดง ออกไปอีก 1 ปี
แม้ว่าการก่อสร้างอาคารศาลาว่าการ กทม. 2 ดินแดง ซึ่งประกอบด้วย อาคาร 37 ชั้น อาคารหอประชุมสภา กทม. อาคารที่จอดรถชั้นใต้ดินจะสร้างเสร็จแล้วทั้งหมดมานานหลายปี เหลือเพียงการออกแบบตกแต่งภายในเท่านั้น ที่ติดขัดเรื่องขาดกำลังคนที่จะดำเนินการออกแบบ ล่าสุด สำนักการโยธาอยู่ระหว่างประกวดราคาหาผู้รับเหมามาดำเนินการตกแต่ง คาดว่าใช้เวลาอีกประมาณ 4 เดือน จากนั้นจะใช้เวลาตกแต่งประมาณ 1 ปีเศษ เป้าหมายใหม่คือ หน่วยงานบางส่วนจะย้ายไปศาลาว่าการ กทม.2 ดินแดง ในปี 2559 ส่วนศาลาว่าการ กทม.เสาชิงช้า จะปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองและหอสมุดเมืองต่อไป
ยังไม่หมดเท่านั้น ที่ไม่ถึงดวงดาวอีกอย่างคือ “สนามบางกอกอารีนา” หรือชื่อเดิมว่า “บางกอกฟุตซอลอารีนา” เขตหนองจอก ก็ยังไม่ได้ฤกษ์เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ สนามแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในศูนย์ฝึกอบรมข้าราชการ กทม.เขตหนองจอก พื้นที่ 50 ไร่ สร้างขึ้นเพื่อรองรับการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 7 ปี 2012 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ด้วยงบประมาณ 1,300 ล้านบาท แต่เนื่องจากรัฐบาลอนุมัติงบประมาณล่าช้า ทำให้การก่อสร้างต้องช้าตามไปด้วย ประกอบกับเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ทำให้การก่อสร้างต้องยุติชั่วคราว แม้ กทม.ได้เร่งรัดผู้รับเหมาก่อสร้างตลอด 24 ชั่วโมง แต่ในที่สุดคณะกรรมการด้านฟุตซอลของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ได้มีมติไม่อนุญาตให้ใช้สนามบางกอกฟุตซอลอารีนา อ้างว่าระบบรักษาความปลอดภัยไม่เป็นไปมาตรฐานฟีฟ่า แม้จะไม่ได้ใช้สนามแข่งขันฟุตซอลโลก แต่ กทม.มีกำหนดเปิดตัวและให้บริการประชาชนในเดือนธันวาคม 2557 แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้งานอยู่ดี และมีแผนเลื่อนไปเปิดตัวต้นปี 2558
และสุดท้ายที่ยังไม่คืบคือ “โครงการโรงพยาบาลและศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุบางขุนเทียน” บนพื้นที่ขนาด 34 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวา ย่านถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล เขตบางขุนเทียน ที่ กทม.ตั้งเป้าให้เป็นสถานพยาบาลที่ให้บริการทางการแพทย์ทั่วไปและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุแบบครบวงจร แม้ขณะนี้ได้เปิดให้บริการผู้ป่วยนอกที่ประสบอุบัติเหตุเพื่อเข้ารับบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและคลินิกทันตกรรมแล้ว แต่การก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ และมีแนวโน้มว่าจะล่าช้าออกไปอีกระยะหนึ่ง เพราะนับตั้งแต่ที่สำนักการแพทย์ กทม.ประสบปัญหาผู้รับเหมาก่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำโดยรอบโรงพยาบาลทิ้งงาน จนต้องให้สำนักการโยธา กทม.เข้าไปดำเนินการแทน ปรากฏว่าตลอดทั้งปี 2557 ก็ยังไม่มีความคืบหน้าการก่อสร้างออกมาให้เห็น แม้ผู้บริหารได้ตั้งเป้าว่าจะสามารถประกวดราคาหาผู้รับเหมาก่อสร้างได้ภายในปี 2557 แต่ล่าสุดสำนักการโยธา กทม.ที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการก่อสร้างได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการประกวดราคาหาผู้รับเหมาด้วยวงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาในขั้นตอนประกวดราคาอีกประมาณ 4 เดือน ซึ่งโครงการนี้กำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี
ดังนั้นต้องรอดูว่าโรงพยาบาลแห่งนี้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อใด

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน เขตสุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร