10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ

ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 05 มกราคม พ.ศ. 2558
ไม่ แต่สิ่งที่เห็นเมื่องัดกระดองปูออกมาก็พบว่าบริเวณเหงือก มีคราบสีดำติดอยู่ในช่วง 1 เดือนของเหตุการณ์คราบน้ำมัน กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมยังคงเดินหน้าในการแก้วิกฤติปัญหาในครั้งนี้ และมีการรณรงค์ให้ร่วมลงชื่อของประชาชนบนโลกออนไลน์ในเว็บไซต์ Change.org กว่า 32,000 รายชื่อเพื่อสนับสนุนให้รัฐบาลตั้ง “คณะกรรมการอิสระตรวจสอบน้ำมันรั่ว” นอกจากนี้ตัวแทนจากภาคประชาสังคมในนาม “กลุ่มติดตามน้ำมัน ปตท.รั่ว” ซึ่งประกอบด้วยมูลนิธิบูรณะนิเวศ, มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม, กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ได้ยื่นจดหมายและรายชื่อประชาชนดังกล่าวถึงรัฐบาลเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2556 แต่ในระยะเวลาที่ผ่านมามีเพียงหนังสือตอบกลับจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีว่าได้ประสานงานเพื่อส่งเรื่องให้กระทรวงพลังงานพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้วเท่านั้น
แนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำมันรั่วของไทย
ประเทศไทยได้ดำเนินการขจัดคราบน้ำมันในแหล่งน้ำโดยปฏิบัติตาม “แผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ” โดยมีหน่วยงานหลักในการดำเนินการขจัดและแก้ไขปัญหาจากคราบน้ำมันรั่วไหล คือ คณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน หรือ กปน. จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2538 โดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน พ.ศ. 2538 โดย กปน.มีหน้าที่ควบคุม กำกับ ดูแลและรับผิดชอบในการขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนป้องกัน รวมทั้งการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์และรายงานผลการดำเนินงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ ซึ่งจะปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ดังนี้
ศูนย์ประสานงาน ดำเนินการโดยกรมเจ้าท่า
ศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการ ดำเนินการโดยกรมเจ้าท่าหรือกองทัพเรือ
หน่วยปฏิบัติการ ประกอบด้วย กรมเจ้าท่า กองทัพเรือ หน่อยงานของจังหวัดในพื้นที่เกิดเหตุ กรุงเทพมหานคร และสมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน หน่วยสนับสนุน ประกอบด้วย หน่วยงานต่างๆ จำนวนมาก กองทัพอากาศ กองทัพบก กรมการขนส่งทางอากาศ กองบังคับการตำรวจน้ำ กรมอุตุนิยมวิทยากรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน) สำนักงานนโยบายแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นต้น
กลยุทธ์ในการขจัดคราบน้ำมัน
แผนดำเนินการขจัดคราบน้ำมันเมื่อมีน้ำมันรั่วหกลงสู่แหล่งน้ำมุ่งลดผลกระทบต่อประชาชนและสภาพแวดล้อมให้น้อยที่สุดและโดยเร็วที่สุด อาจพยายามดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างพร้อมกัน เช่น
1.ควบคุมและเก็บคราบน้ำมัน โดยใช้ทุ่นกักน้ำมัน (oil boom) ล้อมคราบน้ำมันไว้ และพยายามใช้เครื่องมือต่างๆ เก็บคราบน้ำมันให้ได้มากที่สุด
2.ใช้สารกระจายเคมีที่ช่วยให้น้ำมันแตกตัว (dispersant) ทำให้น้ำมันแตกตัวออกเป็นหยดเล็กๆ ซึ่งสามารถกระจายไปตามกระแสน้ำได้ง่ายขึ้น และจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในที่สุด
3.เผาคราบน้ำมัน หากมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น การรั่วหกในทะเลเปิด ซึ่งเป็นวิธีการขจัดคราบน้ำมันที่มีประสิทธิภาพดี แต่จะก่อให้เกิดควันดำ
4.ใช้วัสดุซับน้ำมัน (absorbent) ซึ่งเหมาะสำหรับการรั่วหกปริมาณไม่มาก
5.ทำความสะอาดชายฝั่ง เนื่องจากน้ำมันที่รั่วหกจะถูกคลื่นพัดเข้าหาชายฝั่ง ซึ่งหมายรวมถึงการเตรียมสถานที่ที่จะเก็บขยะปนเปื้อนน้ำมันปริมาณมหาศาล
6.ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายน้ำมัน ซึ่งเป็นวิธีการที่จะใช้เวลามากกว่าวิธีอื่นๆ
7.ปล่อยให้ระเหยและย่อยสลายไปตามธรรมชาติในกรณีที่น้ำมันรั่วหกในมหาสมุทรที่ห่างไกล แสงแดด คลื่น ลม จะช่วยให้น้ำมันระเหยและย่อยสลายไปเอง
บทสรุปที่ยังไม่มีคำตอบของอ่าวพร้าว
ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 หลังการฟื้นฟูอ่าวพร้าวเพียง 3 เดือนเศษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ประกาศเปิดให้บริการอ่าวพร้าว ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด หลังจากมีรายงานค่าน้ำทะเลที่อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด กลับคืนสู่สภาวะปกติ หรือ “อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพื่อการนันทนาการ”
นอกจากนี้ บริษัท PTTGC ได้ร่วมมือกับทีมนักวิจัยของ 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อสำรวจและประเมินสภาพแวดล้อมทางทะเลชายฝั่งทั้ง 7 ด้าน ได้แก่ ด้านสมุทรศาสตร์แนวประการัง แหล่งหญ้าทะเล หาดหิน หาดทราย ป่าชายเลน สัตว์ทะเลหายากและมลพิษ โดยจะดำเนินการติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี จนมั่นใจว่าระบบนิเวศจะกลับคืนสู่สภาวะปกติ นอกจากนี้ได้มีการออกโฆษณาชุด BetterSamed ออกเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ที่แสดงภาพให้เห็นว่าเกาะเสม็ดนั้นดีขึ้นและอยากเชิญชวนให้คนกลับมาท่องเที่ยวยังเกาะเสม็ด เพื่อช่วยกันฟื้นฟูในเรื่องวิถีชีวิตและเศรษฐกิจการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม ได้มีเสียงสะท้อนของคนในพื้นที่อย่างนายวีรศักดิ์ คงณรงค์ ประธานกลุ่มชาวประมงบางกระเฌอที่กล่าวว่า “การออกโฆษณาบอกว่า เกาะเสม็ดปลอดภัยเป็นเหมือนเดิม สามารถมาเที่ยวได้แล้วนั้นก็เป็นเรื่องดีช่วยเหลือการทำมาหากินที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ควรจะเกิดขึ้นภายหลังจากการนำตัวอย่างของน้ำ สัตว์ทะเล และทรายไปตรวจสอบ ยืนยันความปลอดภัยว่าสามารถกินได้ เล่นน้ำได้เป็นปกติ ไม่มีผลกระทบพร้อมยืนยันว่าไม่มีชาวประมงคนไหนอยากพูดให้นักท่องเที่ยวหวาดกลัว ไม่มาเที่ยว ไม่มาซื้อ แต่ทุกวันนี้ชาวประมงเองยังไม่มั่นใจ กลัวว่าบริโภคไปแล้วจะสะสมก่ออันตรายในภายหลัง
ทั้งนี้ ภายหลังการฟื้นฟูและขจัดคราบน้ำมันในเดือนสิงหาคม 2556 เป็นต้นมา หากมองด้วยตาจะไม่พบคราบน้ำมันหลงเหลืออยู่ในพื้นทะเล แต่ผลจากการตรวจสอบปริมาณปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนในน้ำของเกาะเสม็ด ยังพบปริมาณของปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนในตะกอนดินบริเวณชายฝั่งทะเล และน้ำมันที่ยังคงตกค้างอยู่ที่ผิวหน้าทรายและในผิวทรายบริเวณอ่าวพร้าวมากกว่าหาดทรายปกติ (อ่าวหวาย) แต่ก็ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นค่าที่เกินมาตรฐานหรือไม่ เพราะปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานการตรวจสอบคราบน้ำมันในผิวดิน ดร.สมภพ รุ่งสุภา จากสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว และย้ำว่า “แนวทางการกำจัดคราบน้ำมันในหาดทรายวันนี้ จำเป็นต้องบำบัดซ้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูให้กลับคืนสู่ภาวะปกติให้ได้มากที่สุด”
ความไม่มั่นใจถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตยังเป็นสิ่งที่สร้างความวิตกกังวลให้กับชาวบ้าน และยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถสร้างความมั่นใจให้กับชาวบ้านในระยะยาวได้ ปัจจุบันชุมชนของอ่าวพร้าวไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากร่วมมือกับภาคประชาสังคมเคลื่อนไหวเพื่อติดตามประเมินผลกระทบของระบบนิเวศและผลกระทบต่อสุขภาพของตนในระยะยาว และทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิของตนตามกฎหมายเพื่อสามารถดำเนินการทางกฎหมายในการเยียวยาชุมชนของตนในอนาคต.
5.จากเขื่อนแม่วงก์ สู่โครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน
จากมหาอุทกภัยปี 2554 สู่โครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้าน ถึงการเดินคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์… ทั้ง 3 เหตุการณ์ที่มีความเชื่อมโยงและสร้างประวัติศาสตร์สูงสุดในเชิงตัวเลขด้านมูลค่าความเสียหาย งบประมาณโครงการ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
น่าติดตามว่า ความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในเหตุการณ์ข้างต้นที่ถือเป็นเหตุการณ์ “ประวัติศาสตร์” จะเป็นการ “จุดกระแสคิด” ที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ หรือเป็นเพียง “ปรากฏการณ์” ที่มาเร็วไปเร็วแบบ “ไฟไหม้ฟาง”
เขื่อนแม่วงก์กับปรากฏการณ์ “คนไม่เอาเขื่อน”
กระแสคัดค้านเขื่อนแม่วงก์เกิดขึ้นและขยายวงจนเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไป เมื่อมีการเดินทางไกลระยะทาง 388 กิโลเมตร จากนครสวรรค์ถึงกรุงเทพฯ ของกลุ่มผู้คัดค้านภายใต้การนำของนายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในโครงการ “เดินเท้าคัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์” เริ่มเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2556 ในช่วงแรกกลุ่มผู้คัดค้านไม่คิดว่าการเดินทางดังกล่าวจะได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนแขนงต่างๆ มากมายนัก จนกระทั่งเมื่อเดินเข้าใกล้กรุงเทพมหานคร ผู้คนเริ่มเข้ามาร่วมมากขึ้นตามลำดับ จนเมื่อสิ้นสุดการเดินที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2556 มีผู้คนเข้าร่วมกิจกรรมนับหมื่นคน ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์แห่งประวัติศาสตร์ของการมีส่วนร่วมภาคประชาชนในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม
ความตื่นตัวของภาคประชาชนกรณีเขื่อนแม่วงก์ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสื่อสมัยใหม่ที่นำมาใช้เพื่อให้เข้าถึงประชาชนวงกว้าง ท่ามกลางข้อจำกัดของสื่อโทรทัศน์และวิทยุซึ่งให้ความสำคัญกับประเด็นข่าวอื่นๆ มากกว่า โดยศศินและคณะได้รายงานความเคลื่อนไหวของคณะในพื้นที่ต่างๆ ผ่านเฟซบุ๊กและสื่อออนไลน์ต่างๆ โดยสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ร่วมเดินทางหน้าใหม่ผ่านการถ่ายรูปแล้วอัพขึ้นหน้าเฟซบุ๊กแบบทันอกทันใจ
อีกด้านหนึ่ง มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และองค์กรอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม 45 แห่ง ได้รวมตัวกันภายใต้ชื่อ “เครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม” ได้เคลื่อนไหวคู่ขนานโดยการออกเอกสาร “ทำไมต้องค้านเขื่อนแม่วงก์” เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชนถึงเหตุผลและข้อเท็จจริงในการต่อต้านเขื่อน และทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกนำไปบอกต่อทั้งแบบปากต่อปาก เผยแพร่ในสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ จนเกิดการขยายกลุ่มผู้รับรู้ข้อมูลอย่างกว้างขวางในเวลาอันรวดเร็ว
การนำเสนอข้อมูลผ่านการประชาสัมพันธ์แบบใหม่ให้ตรงกับพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารของคนรุ่นใหม่ ที่ชอบข้อมูลที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย และมีสีสัน เช่น การทำคลิปวิดีโอ นับเป็นการขยายการรับรู้ไปสู่คนกลุ่มใหม่ๆ อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง ดังจะเห็นได้จากคลิปความยาว 4 นาทีเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวดังกล่าว ที่จัดทำโดยนักศึกษาคณะนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เผยแพร่ทางยูทูบเมื่อ 26 กันยายน 2556 และรายการเจาะข่าวตื้น ตอน “เฉพาะเขื่อนแม่วงก์” ที่เผยแพร่ทางยูทูบเมื่อ 21 กันยายน 2555 มีคนเข้าไปดูมากถึงคลิปละกว่า 2 แสนคน ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2557
นอกจากนี้ เครือข่ายสังคมออนไลน์ยังทำให้เกิดปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมของนักร้อง-นักแสดง โดยในช่วงท้ายๆ ของการเดินทางไกลครั้งนี้ เหล่าดารา-นักร้องที่มีชื่อเสียงจำนวนมากได้ออกมาติดป้าย NO DAM หรือ “ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์” และลงข้อความคัดค้านผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ ซึ่งช่วยขยายการรับรู้เรื่องเขื่อนแม่วงก์ไปในคนกลุ่มเด็กและวัยรุ่น และผู้สนใจด้านบันเทิง ซึ่งไม่ได้เป็นกลุ่มเป้าหมายการรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาก่อน กระแสสังคมที่ตื่นตัวคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ทำให้มีผู้ลงชื่อคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ที่เว็บไซต์ Change.org ซึ่งประกาศตัวว่าเป็นกลางในการให้ผู้คนสามารถรณรงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงทางสังคมถึง 1.2 แสนคน ส่งผลให้เป็นการรณรงค์ผ่านเว็บไซต์ที่มีผู้ร่วมลงชื่อมากที่สุดในเอเชีย
ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวของนักการเมืองที่ผลักดันการสร้างเขื่อนอย่างต่อเนื่องโดยไม่สนใจกระแสคัดค้านของสังคม ได้กระตุ้นให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นมากขึ้น เช่น กรณีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กล่าวถึงการคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ว่า
“ขอขอบใจที่พวกเขาเป็นคนรักป่า รักสัตว์ป่า แต่ผมรักคนไทยมากกว่า ผมเลือกเอาชีวิตของคนไทยมากกว่า ผมต้องทำให้คนไทยปลอดภัยให้ได้ ป่าสร้างได้ สัตว์ป่าสร้างได้ แต่ถ้าน้ำท่วมไม่มีคนไทย ประเทศก็อยู่ไม่ได้ รัฐบาลตัดสินใจแล้วคือสร้างเขื่อนแม่วงก์ ไม่มีเปลี่ยนใจ แม้การสร้างเขื่อนจะทำให้ป่าเสียหาย แต่ก็มีการสั่งให้ปลูกทดแทน 3 เท่า และเชิญให้ผู้คัดค้านมาช่วยกันปลูกป่าด้วย ผมจะให้เงินและหาที่ให้”
นอกจากนี้ นายปลอดประสพยังกล่าวอีกว่า แม้การสร้างเขื่อนแม่วงก์จะช่วยลดปัญหาน้ำท่วมได้เพียง 1% ก็ต้องสร้าง เพราะรัฐบาลมีแผนสู้กับน้ำท่วม 9 เรื่อง โดยการสร้างเขื่อนเป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งประกอบด้วยเขื่อนเล็กและใหญ่ รวม 21 เขื่อน เมื่อรวมพลังกันทั้งหมดแล้วจะเป็นพลังขนาดใหญ่ในการสู้กับน้ำท่วมได้
นโยบายของรัฐดังกล่าว ทำให้การเคลื่อนไหวคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ได้พัฒนาขยายวงจากการคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ไปยังการตรวจสอบนโยบายสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอื่นๆ อีกด้วย โดยเฉพาะโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2556 ได้มีการต่อยอดการรณรงค์ครั้งนี้ผ่านกิจกรรม “เดิน-ยื่น-หยุดเขื่อนแม่วงก์” เดินเท้าจากหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนออกมาคัดค้านโครงการที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และมีการก่อตั้งเครือข่ายอาสาเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Move Thailand ซึ่งเป็นเครือข่ายอาสาของประชาชนทั่วประเทศที่จะทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม
โดยมีจุดยืนสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมและชุมชน และทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งมีแผนสร้างเขื่อนในป่าอนุรักษ์ถึงกว่า 20 แห่ง จึงเท่ากับว่าการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ครั้งนี้ ได้ปูทางและเสริมกำลังของภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และแสดงเจตนารมณ์ในการคัดค้านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐที่จะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ต่อไป
“ยกต่อไป” โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท
การไม่กล่าวถึงโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็น “โครงการแม่” ของเขื่อนแม่วงก์ จะทำให้มองไม่เห็นการเชื่อมโยงและภาพใหญ่ของโครงการนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2555 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้จัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ภายใต้ชื่อ “โครงการระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย” ด้วยงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ประกอบด้วย การจัดปลูกป่าในภาคเหนือก่อสร้างเขื่อน และจัดหาพื้นที่แก้มลิงกักเก็บน้ำ โดยจะสร้างโครงข่ายเชื่อมต่อแม่น้ำหลัก 4 สาย คือ ปิง วัง ยม น่าน และก่อสร้างทางระบายน้ำ หรือฟลัดเวย์ ด้านตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยแบ่งเป็น 10 แผนงาน (module)
โดยนายปลอดประสพ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ซึ่งเป็นองค์กรใหม่ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อบริหารจัดการโครงการ กล่าวว่า จะใช้วิธีการประมูล ออกแบบ และก่อสร้างแบบ “ทำไป ออกแบบไป” คือบริษัทที่ประมูลเป็นผู้ออกแบบและก่อสร้าง โดยผู้ประมูลจะต้องส่งแบบให้ตรวจสอบก่อนจึงจะดำเนินการก่อสร้าง หากไม่อนุมัติก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งจะใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จประมาณ 5 ปี ในขณะที่วิธีปกติของภาครัฐจะต้องออกแบบ ประมูล และก่อสร้าง อาจจะต้องใช้เวลา 10-12 ปี
เกาะติดการเคลื่อนไหวภาคประชาชน
นับตั้งแต่รัฐบาลกำหนดโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท หน่วยงานภาครัฐก็เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการด้วยการออกและแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ โดยให้เหตุผลด้าน “ความเร่งด่วน” การกระทำดังกล่าวผลักดันให้องค์กรภาคประชาชนเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลในรายละเอียด และต่อสู้ด้วยกระบวนการทางกฎหมาย โดยกลไกทางกฎหมายที่องค์กรภาคประชาชนใช้คือ การฟ้องศาลปกครองให้ระงับการประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการอย่างรวบรัด ผลลัพธ์คือ ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้รัฐบาลกลับไปจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียตามรัฐธรรมนูญก่อน ต่อมา กบอ.ได้กำหนดการประชาพิจารณ์ใน 36 จังหวัด ระหว่าง 15 ตุลาคม-6 ธันวาคม 2556 ประชาพิจารณ์ดังกล่าวดำเนินการอย่างเร่งรีบ โดยใช้เวลาจังหวัดละ 1 วัน และผู้สนใจเข้าร่วมสามารถลงทะเบียนได้ทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น
กระบวนการที่รวบรัดดังกล่าวที่ไม่เอื้อให้ผู้มีส่วนได้-เสียมีส่วนร่วมอย่างเปิดกว้าง เป็นตัวจุดชนวนให้เกิดกระแสคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งนอกจากจะไม่เห็นด้วยกับรูปแบบการประชาพิจารณ์แล้ว ยังไม่เห็นด้วยกับข้อมูลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ภาครัฐนำเสนออีกด้วย ดังความเห็นของนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและแกนนำภาคประชาชนในการฟ้องศาลปกครองกลาง ที่กล่าวว่า “การเชิญกลุ่มผู้มีส่วนได้-เสียเข้ามารับฟังยังไม่ครบถ้วน การนำเสนอเนื้อหารายละเอียดไม่ได้เป็นตามคำสั่งของศาลปกครอง เช่น ให้เอาแผนแม่บทไปรับฟัง แต่รัฐบาลพยายามเอาโมดูลไปรับฟัง ซึ่งขัดหรือแย้งต่อคำพิพากษาของศาล”
นอกจากนี้ขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ต้องเอาแผนแม่บทไปคุยกับประชาชนทั้ง 65 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในปี 2554 ให้เรียบร้อย เสร็จแล้วได้ข้อสรุปมาจึงมากำหนดเป็นแผนงาน แล้วจึงไปศึกษาผลกระทบด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ หรือ EHIA โดยขั้นตอนการศึกษา EHIA มี 5 เวที ต้องรับฟังความเห็น กระบวนการเหล่านี้อย่างน้อย 2 ปี ดูจากประสบการณ์คดีมาบตาพุดอย่างน้อย 2 ปี เร็วกว่านี้ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้องค์กรภาคประชาชนจึงยื่นฟ้องศาลปกครองกลางขอไต่สวนฉุกเฉินกรณีการประชาพิจารณ์ดังกล่าว ในการยื่นฟ้องครั้งนี้มีการเพิ่มข้อกล่าวหาเพิ่มขึ้นอีก 5 คดี โดยมีการแถลงปิดคดีเมื่อ 9 มกราคม 2557
อนาคตของโครงการบริหารจัดการน้ำกับกระแสการคัดค้าน
ภายหลังรัฐบาลประกาศยุบสภาฯ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 รัฐบาลได้เลื่อนประชาพิจารณ์ออกไป เนื่องจากติดกฎหมายการเลือกตั้ง โดยยังเหลืออีก 3 จังหวัด และจนถึงปลายเดือนมีนาคม 2557 ศาลปกครองกลางยังไม่มีคำพิพากษาในเรื่องนี้ จึงน่าจับตามองว่ารัฐบาลใหม่จะมีท่าทีต่อโครงการนี้ต่อไปอย่างไร และองค์กรภาคประชาชนจะดำเนินการเช่นไร
ประเด็นที่น่าสนใจในด้านการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเกี่ยวกับโครงการบริหารจัดการน้ำคือ การตื่นตัวของประชาชนในพื้นที่ผ่านการติดตามข้อมูลข่าวสารทางสื่อต่างๆ และปรากฏตัวแสดงเจตนารมณ์ในเวทีประชาพิจารณ์ต่างๆ ดังสะท้อนให้เห็นจากรายงานข่าวของสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ถึงการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ภาครัฐกับประชาชนที่เข้าร่วมการประชาพิจารณ์เป็นระยะ
นอกจากนี้องค์กรภาคประชาชนและประชาชนในพื้นที่ส่วนหนึ่งได้ลุกขึ้นมาเปิดช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้และสนับสนุน ดังตัวอย่างของหน้าเพจในเฟซบุ๊กต่างๆ ที่เกี่ยวกับการรณรงค์คัดค้านโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน อาทิ “จับตาแม่น้ำใหม่ อย่าทำร้ายสายน้ำแม่กลอง”, “ตะวันตกไม่เอาคลองแม่น้ำปิง”, “จับตา-โครงการจัดการน้ำ”, “รณรงค์คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่แจ่ม”, “เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู” ฯลฯ ซึ่งนับวันจะยิ่งสร้างพันธมิตรจากคนกลุ่มต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อเป็นพลังในการยับยั้งโครงการบริหารจัดการน้ำที่ดำเนินการโดยขาดความโปร่งใส และละเลยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
6.P4P ยาดีสำหรับวงการสาธารณสุข…จริงหรือ?
ปัญหาสมองไหลของบุคลากรสาธารณสุขเป็นเรื่องที่มีมายาวนาน กระทรวงสาธารณสุขต้องการแก้ไขปัญหานี้ด้วยการจ่ายค่าตอบแทนแก่บุคคลสาธารณสุขแต่ละคนตามผลงาน ที่เรียกว่า P4P เพื่อจูงใจให้บุคลากรสาธารณสุขตั้งใจทำงานเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากยิ่งขึ้น
แต่รายละเอียดการจ่ายค่าตอบแทนแบบ P4P เป็นที่ถกเถียงในวงการสาธารณสุขว่าอาจส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ในชนบทห่างไกลย้ายมาทำงานในตัวเมือง รวมทั้งอาจเป็นการลดทอนคุณภาพการให้บริการลง โดยจะเน้นไปที่การเพิ่มปริมาณให้บริการแทน สังคมคงต้องติดตามกันต่อไปถึงวิธีการจ่ายค่าตอบแทนแบบ P4P ว่าจะเหมาะสมและเป็นการพัฒนาระบบสาธารณสุขโดยรวมจริงหรือไม่
ข่าวเด่นประเด็นร้อนเรื่องหนึ่งในแวดวงการสาธารณสุขตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมา คงหนีไม่พ้นกรณีที่กระทรวงสาธารณสุข โดย นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ณ เวลานั้น จุดประเด็นเรื่องการนำระบบจ่ายเงินตามผลการทำงาน หรือที่รู้จักคุ้นหูในนาม P4P มาใช้ จนนำมาสู่ความสับสนวุ่นวายและการต่อต้านอย่างหนัก โดยเฉพาะจากกลุ่มแพทย์ชนบท
P4P คืออะไร
P4P มาจากคำว่า Pay for Performance เป็นการจ่ายค่าตอบแทนแก่บุคลากรสาธารณสุขแต่ละคนตามผลการปฏิบัติงาน ทั้งงานบริการ งานบริหาร และงานวิชาการ โดยผลการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย ปริมาณภาระงานและคุณภาพงานที่เพิ่มขึ้นเกินจากมาตรฐานที่หน่วยงานกำหนด จะว่าไปแล้ว P4P เป็นเครื่องมือที่มุ่งให้เกิดการจูงใจให้คนทำางานในองค์กรขยันหรือตั้งใจทำงาน เพื่อจะได้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น โดยก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขได้ประสบปัญหาเรื่องการกระจายบุคลากรและการจัดสรรทรัพยากรมานานแล้ว และได้พยายามแก้ไขปัญหาระบบการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อให้ทัดเทียมกับภาคเอกชน ซึ่งความริเริ่มครั้งล่าสุดในปี 2556 คือระบบการจ่ายค่าตอบแทนแบบ P4P
จะว่าไปแล้ว ระบบ P4P ก็เป็นหลักการที่ดี แต่ก็เป็นเรื่องน่าคิดว่า เมื่อกระทรวงสาธารณสุขนำระบบนี้มาใช้ ทำไมจึงถูกต่อต้านขนาดนี้
อันที่จริงหลักการเรื่องการจ่ายผลตอบแทนตามผลงาน (Pay for Performance) ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในภาคเอกชนมีการนำระบบนี้มาใช้กว่า 20 ปีแล้ว ต้นตอเริ่มจากเดิมทีการจ่ายผลตอบแทนขององค์กรต่างๆ ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนตั้งอยู่บนพื้นฐานของวัฒนธรรมการทำงานแบบที่เรียกว่า “ถึงเวลาต้องได้” (Entitlement Culture) รวมทั้งในวงการสาธารณสุขก็เช่นกัน
กรณีแรกๆ ที่มีการนำ P4P มาใช้เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว คือการจ่ายเงินเพิ่มแก่โรงพยาบาลชุมชนที่ทำหมันหญิงในโครงการวางแผนครอบครัว มาตรการนี้ได้ผลดี ทำในระยะหนึ่งก็เลิกไป เพราะบรรลุเป้าหมายแล้ว อีกกรณีที่น่าสนใจคือ โครงการจ่ายค่าตอบแทนตามปริมาณงานแก่เจ้าหน้าที่ที่อยู่เวรนอกเวลาราชการ เพื่อจูงใจให้แพทย์-พยาบาลที่อยู่เวร ขยันในการดูแลคนไข้มากขึ้น โครงการนี้แม้จะมีข้อเสียอยู่บ้าง แต่ก็นับว่าประสบผลสำเร็จ เพราะเป็นมาตรการสมัครใจ ไม่บังคับ เพราะจะได้ค่าตอบแทนมากขึ้นถ้าทำงานมากขึ้น
วิวาทะของวงการสาธารณสุข
วิวาทะของทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มต้นขึ้น เมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะใช้นโยบาย P4P ซึ่งจะทำให้แพทย์ในเขตเมืองซึ่งมีจำนวนคนไข้มากกว่าได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าแพทย์ในเขตชนบท ความเห็นต่างเริ่มลุกลามจนกลายเป็นความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะไม่จบลงง่ายๆ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบทและบุคลากรทางการสาธารณสุขที่ประจำอยู่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะภูมิภาคที่ห่างไกลจากความเจริญ ได้ประท้วง นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.กระทรวงสาธารณสุข ด้วยการแต่งชุดดำ และถึงขั้นเผาหุ่น นพ.ประดิษฐ
โดย นพ.เกรียงศักดิ์กล่าวว่า ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจจากกรณีรัฐมนตรีพูดว่า แพทย์ชนบทไม่มีน้ำใจ ตลอดชีวิตของท่านรัฐมนตรีไม่เคยเป็นแพทย์ชนบท จึงไม่รู้ว่าการทำงานของแพทย์ชนบทเป็นอย่างไร และการนำ P4P มาใช้ ทำให้แพทย์และบุคลากรในพื้นที่ชนบทขาดแรงจูงใจจนลาออกไปซบอกเอกชนมากขึ้น เกิดความขาดแคลนบุคลากรในพื้นที่ห่างไกล
ดร.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หลักการที่กำลังจะใช้เป็น Pay for Service มากกว่า กล่าวคือ รับคนไข้มากแค่ไหนได้เงินมากเท่านั้น ความเห็นส่วนตัวคิดว่า ระบบนี้ทำให้คุณภาพในการรักษาคนไข้ต่ำลง เนื่องจากระบบบังคับให้แพทย์ต้องทำแต้มเยอะๆ เพื่อให้ได้เงินตามจำนวนงาน ซึ่งอาจทำให้แพทย์ต้องเร่งตรวจคนไข้ให้ไวขึ้นเพื่อจะทำแต้ม ในฝั่งของสมชาย ศรีสมบัติ ผอ.รพ.ตากใบ ได้บอกว่า การจ่ายแบบ P4P ยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในสายงานบริหาร ทั้งนี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้มี 2 สาเหตุ
สาเหตุแรกคือ การจ่ายเฉพาะตามรายกิจกรรมมากขึ้น เช่น ผ่าตัดเส้นเลือด หรือเย็บแผล จะได้เท่าโน้นเท่านี้ กลายเป็นรายละเอียดในกิจกรรม ซึ่งอาจจะไม่ส่งผลต่ออยู่ดีมีสุข หรือการมีสุขภาพดีของคนไข้ เพราะเป็นการมองการรักษาคนไข้แบบแยกส่วนตามกิจกรรม อาจทำให้การดูแลคนไข้แบบองค์รวมไม่เกิดขึ้นได้ตามที่ควรจะเป็น
สาเหตุที่สองคือ แพทย์ที่ทำงานในชนบทเกรงว่าจะเปลี่ยนจากระบบเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายในพื้นที่ทุรกันดารมาเป็น P4P ซึ่งเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก เพราะว่าแพทย์ที่ทำงานในชนบทนั้นอยู่ในที่ลำบาก เครื่องมือไม่เพียงพอต่อการให้บริการ ทางราชการจึงจ่ายเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายให้ตามพื้นที่ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากของการทำงานในพื้นที่ และหากเอา P4P มาแทน ก็มีข้อกังวลว่า โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) คนไข้น้อย หากจ่ายตามปริมาณงานก็อาจมีส่วนทำให้ได้รับค่าตอบแทนน้อยลง รวมทั้งการนำระบบ P4P มาใช้นี้ เริ่มต้นด้วยการจัดแบ่งพื้นที่ รพช.ใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง บางพื้นที่ จากที่เคยแบ่งเป็น รพช.เล็ก ย่อยเป็นพื้นที่ปกติ พื้นที่ทุรกันดาร 1-2, รพช.กลาง ย่อยเป็นพื้นที่ปกติ พื้นที่ทุรกันดาร 1-2 และ รพช.ใหญ่ จะแบ่งใหม่เป็น รพช.ขนาดเล็กพื้นที่ปกติ, พื้นที่เฉพาะ 1-2 รพช.กลางพื้นที่ปกติ, รพช.ใหญ่พื้นที่ปกติ และ รพช.พื้นที่ชุมชนเมือง
เมื่อมีการแบ่งพื้นที่ รพช.ที่มีอยู่ทั้งสิ้น 737 แห่งใหม่ จะทำให้ รพช.บางแห่งถูกยกเป็นพื้นที่ปกติตามขนาด โรงพยาบาลเล็ก กลาง ใหญ่ รวม 591 แห่ง และพื้นที่ชุมชนเมือง 33 แห่ง ขณะที่พื้นที่ที่ยังมีความทุรกันดารแท้จริงยังคงถูกระบุเช่นเดิม แต่เปลี่ยนชื่อเป็นพื้นที่เฉพาะ 1 และ 2 อาทิ รพช.ทุกแห่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่เกาะที่ยากลำบากในการเดินทาง พื้นที่ชายแดน และพื้นที่ห่างไกล เช่น รพ.ปางมะผ้า รพ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน รพ.อุ้มผาง จ.ตาก เป็นต้น จำนวน 113 แห่ง การถูกยกระดับให้กลายเป็นพื้นที่ปกติและพื้นที่ชุมชนเมืองมีผลอย่างยิ่งต่ออัตราการได้รับเบี้ยกันดารที่มีการทยอยปรับเป็น 2 ระยะ
ระยะแรก เริ่ม 1 เมษายน 2556 รพช.ขนาดเล็ก พื้นที่ปกติ และพื้นที่เฉพาะ 1-2 ไม่มีการปรับเบี้ยกันดาร ให้รับเดิม มีการปรับลดลงในส่วนของ รพช.กลางและใหญ่ พื้นที่ปกติและพื้นที่ชุมชนเมือง และระยะที่ 2 เริ่ม 1 เมษายน 2557 พื้นที่เฉพาะ 1-2 ไม่มีการปรับเบี้ยกันดาร ส่วน รพช.พื้นที่ปกติ ทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ปรับลดลง และได้รับการจ่ายเพิ่มเติมตามหลัก P4P และพื้นที่ชุมชนเมือง ยกเลิกเบี้ยกันดาร จ่ายแบบ P4P อย่างเดียว หลังจากผ่านพ้น 2 ระยะจะมีการประเมินผลและพิจารณาอีกครั้ง ว่าจะมีทิศทางแนวการจ่ายค่าตอบแทนอย่างไรต่อไป
แม้จะได้รับการคัดค้านอย่างมาก แต่ นพ.ประดิษฐได้ให้สัมภาษณ์ผ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 26 เมษายน 2556 ว่า “P4P ไม่มีทางที่จะทำให้แพทย์ลาออกมากขึ้น มีแต่จะทำให้แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขทุกสาขาวิชาชีพมีขวัญและกำลังใจมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ภาระงานที่ยากและมีปริมาณมาก”
ในทางกลับกัน มีเสียงสนับสนุนนโยบายนี้จากบุคลากรทางการแพทย์บางกลุ่ม โดยโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปได้เข้าให้กำลังใจกับ นพ.ประดิษฐ ว่า P4P ถูกทางแล้ว เหมาะสม ยุติธรรมกับคนทำงาน ส่วนคนที่ได้ประโยชน์คือ ประชาชนผู้รับบริการ นั่นคือ ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย รวมทั้ง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แสดงความคิดเห็นผ่านรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2556 ว่า “P4P จะช่วยพัฒนาคุณภาพให้บริการและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
ปัญหานี้คาราคาซังมาพอสมควร และทำท่าว่าจะต่อเนื่องต่อไปอีกนาน ยังไม่มีใครตอบได้ว่าสุดท้ายจะออก “หัว” หรือ “ก้อย” แต่คำถามที่น่าสนใจในตอนนี้คือ “เราเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง?”
ที่ผ่านมา วงการสาธารณสุขพบว่าภาวะสมองไหลในหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์อยู่ในระดับสูง โดยแต่ละปีกระทรวงสาธารณสุขสูญเสียแพทย์ที่มีฝีมือไปไม่น้อยกว่าปีละ 600-700 คน อัตราการลาออกรวมทุกประเภทของบุคลากรสายงานแพทย์ ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 19 มีนาคม 2556 ตั้งแต่ปี 2550-2555 ตามลำดับดังนี้ 792, 736, 650, 622, 711, 675 คน
ดังนั้นหากมองย้อนกลับไป คงเป็นที่เข้าใจได้ว่าเหตุใดแนวคิดเรื่อง P4P จึงถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาและประกาศใช้เป็นนโยบายในที่สุด ก็เพราะเชื่อว่าระบบการจ่ายผลตอบแทนแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาบุคลากรภายในองค์กรดังที่เคยใช้กับภาคเอกชน
อันที่จริงก่อนการประกาศใช้นโยบาย P4P ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการโครงการ “ทดลองจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน หรือ Pay for Performance (P4P)” มาแล้วเมื่อปีงบประมาณ 2546 โดยนำร่องที่โรงพยาบาลพาน จ.เชียงราย และโรงพยาบาลสูงเนิน จ.นครราชสีมา ในลักษณะการจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มเติม นอกเหนือการจ่ายค่าตอบแทนในรูปแบบพื้นฐานอื่นๆ จากนั้นในปีงบประมาณ 2551 ได้ขยายโครงการนำร่องไปที่โรงพยาบาลแก่งคอย จ.สระบุรี โรงพยาบาลมะการักษ์ จ.กาญจนบุรี โรงพยาบาลแม่จัน จ.เชียงราย โรงพยาบาลพนมสารคาม และโรงพยาบาลบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา มาแล้ว จากนั้นได้ประชุมสรุปบทเรียน ”เรื่อง P4P ที่โรงพยาบาลพาน จังหวัดเชียงราย” ระหว่างวันที่ 22-24 กันยายน พ.ศ.2551
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังไม่สามารถตอบคำถามได้ว่า P4P จะส่งผลดีต่อบริการที่ประชาชนจะได้รับหรือไม่ ข้อร้องเรียนจะลดลงหรือไม่ และอัตราความผิดพลาดทางการรักษาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร รวมทั้งจะลดภาวะสมองไหลได้อย่างไร และจากการศึกษาครั้งนี้ แม้ว่าโรงพยาบาลนำร่องที่ได้ทดลองใช้ P4P ได้สะท้อนถึงข้ออ่อน อาทิ ใช้ได้กับบางระบบเท่านั้น หรือระบบ P4P มีความซับซ้อนมาก และต้องพัฒนาก่อนที่จะมีการนำมาใช้จริง แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ยังเร่งรัดในลักษณะบังคับใช้ทั่วประเทศ
ในต่างประเทศมีการศึกษาเรื่อง P4P ขององค์การอนามัยโลกที่ทำใน ประเทศเอสโตเนีย เมื่อปี 2551 พบว่า การใช้ P4P อาจทำให้เกิดการเบี่ยงเบน มุ่งบริการเฉพาะกิจกรรมที่ “ได้แต้ม” แต่ละเลย “การรักษาให้ผู้ป่วยดีขึ้น” และการศึกษาของ Bruin และคณะ ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ เมื่อปี 2554 ที่ได้ศึกษาในสหรัฐ เยอรมนี และออสเตรเลีย พบว่า แม้ว่า P4P จะทำให้ “ปริมาณงานมากขึ้น” แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าจะได้รับบริการดีขึ้น ตรงข้ามอาจเกิดผลทางลบเพื่อ “เพิ่มแต้ม” ก็เป็นได้
ดังนั้นหากมองเรื่องนี้ด้วยใจเป็นกลาง ต้องยอมรับว่าการจ่ายผลตอบแทนทุกระบบล้วนมีปัญหาทั้งสิ้น หากใช้วิธีการเดิมแบบ “ถึงเวลาต้องได้” (Entitlement) จะส่งผลให้องค์กรสุ่มเสี่ยงที่จะสูญเสียบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถไป ในทางกลับกัน หากใช้จ่ายผลตอบแทนตามผลงาน (Pay for Performance) อาจช่วยให้องค์กรรักษาคนเก่ง แต่คงมีปัญหาเรื่องการเกี่ยงงาน และความรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมตามมา เพราะฉะนั้นปัญหาคงไม่ได้อยู่ที่ “หลักการ” ใดดีกว่ากัน แต่อยู่ที่ “การนำหลักการไปสู่การปฏิบัติ” มากกว่า
ซึ่งมุมมองนี้สอดคล้องกับความเห็นของคุณอภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาองค์กรและพัฒนาบุคลากร ซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง 13 ที่มองว่า “P4P เป็นแนวคิดที่ดีและเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อให้คนทำผลงานดีได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม แตกต่างจากคนที่มีผลงานปานกลางหรือไม่ค่อยดี เพื่อเป็นกำลังใจให้บุคลากรเหล่านั้นทำดียิ่งๆ ขึ้นไป แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเพราะหลักการไม่ดี แต่กลับกลายเป็นปัญหาในการนำไปปฏิบัติต่างหาก จุดเริ่มต้นของความล้มเหลวอยู่ที่ผู้บริหารมองการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้เป็นโครงการ (Project) แทนที่จะมองเป็นกระบวนการ (Process) ซึ่งต้องมีการบูรณาการปัจจัยที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน รวมทั้งต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ไม่ใช่คิดวันนี้…พรุ่งนี้ทำ! P4P เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการนำหลักการและนโยบายที่ดีไปสู่ความล้มเหลวในการปฏิบัติ จริงอยู่ แม้เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ใหม่ แต่หากใส่ใจและสนใจในเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา ความผิดพลาดก็สามารถเป็นครูชั้นดีให้กับเราได้
7.ตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ : คดีตัวอย่างการเยียวยาชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
เป็นเวลาเกือบ 40 ปีที่ชาวบ้านชุมชนคลิตี้ล่างต้องทุกข์ทรมานจากสารตะกั่วที่ปนเปื้อนอยู่ในลำห้วยคลิตี้ ซึ่งชาวบ้านใช้ดื่มกินและทำการเกษตร ทั้งอาการเจ็บป่วย สัตว์เลี้ยงตาย และการไม่มีน้ำดื่มน้ำใช้ จนถึงขั้นเสียชีวิต บทเรียนกรณีของชาวคลิตี้ล่างได้สะท้อนภาพปัญหาใหญ่ของระบบการปกป้อง คุ้มครอง ดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชนต่างๆ ของประเทศไทย
การต่อสู้ของชุมชนคลิตี้ล่างร่วม 15 ปี จึงเป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ก่อมลพิษ และชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐต้องแสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาสุขภาพของประชาชน
การพัฒนาอุตสาหกรรมกับผลกระทบด้านสุขภาพ
การพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นนโยบายสำคัญเพื่อการพัฒนาประเทศและสร้างรายได้ให้กับชุมชนต่างๆ แต่ในหลายกรณี อุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นได้ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน แม้จะมีกฎหมายควบคุม
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยกลับก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย ทั้งมลพิษทางอากาศ การปนเปื้อนสารพิษในดิน การปนเปื้อนสารพิษในน้ำ ผลกระทบต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของชุมชน รวมไปถึงปัญหาสุขภาพของคนในชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับพื้นที่อุตสาหกรรม จนนำไปสู่การเรียกร้องของภาคประชาสังคมว่า นอกจากการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้วต้องมีมาตรการเชิงป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพ โดยทำการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจนนำไปสู่การบรรจุประเด็นดังกล่าวในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 67 วรรคสอง 2 ความว่า “การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้-เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ หรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว”
แม้จะมีบทบัญญัติเรื่องการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพแล้ว แต่ในขั้นตอนปฏิบัติมีการกำหนดประเภทของอุตสาหกรรมที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองไว้เพียง 11 ประเภทโครงการเท่านั้น จนเกิดช่องว่างในการป้องกันและคุ้มครองสุขภาพของชุมชน ตัวอย่างหนึ่งที่เป็นบทเรียนของสังคมซึ่งเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางคือ กรณีการปนเปื้อนสารตะกั่วจากเหมืองแร่ในห้วยคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่อง ล้มเหลว ของระบบการคุ้มครอง ป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพประชาชนจากการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ โดยปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อเรื้อรังมาเป็นเวลายาวนาน
จุดเริ่มต้นของปัญหาในชุมชนคลิตี้ล่าง
ชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง หมู่ที่ 3 ต.นาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ และหมู่ที่ 4 ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เป็นสองชุมชนไทยกลุ่มชาติพันธุ์เหรี่ยงโปว์ ที่สืบอายุยาวนานมาหลายร้อยปี ปัจจุบันมีประชากรอาศัยอยู่ร่วม 400 คน ดำรงวิถีชีวิตที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยการทำไร่หมุนเวียนในป่ารอบชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป่าตะวันตกผืนใหญ่แถบทุ่งใหญ่นเรศวร ชาวกะเหรี่ยงเหล่านี้เคยโยกย้ายทำไร่หมุนเวียน ได้เริ่มตั้งบ้านเรือนเป็นหลักแหล่งถาวร เมื่อปี 2440 หรือประมาณ 116 ปีมาแล้ว แถบลำห้วยคลิตี้ ซึ่งเกิดจากสายห้วยหลายสายจากผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรที่ไหลมารวมกัน
ชุมชนเหล่านี้อาศัยน้ำในลำห้วยคลิตี้สำหรับกิจกรรมทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ทั้งดื่ม กิน อาบ ทำอาหาร ล้างจาน ซักผ้า เลี้ยงสัตว์ เป็นแหล่งอาหาร เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา รวมทั้งเป็นที่เล่นสนุกและงานบุญประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อของพวกเขา คนในชุมชนเหล่านี้มีข้อปฏิบัติต่อลำห้วยสายหลักนี้ และยึดถือร่วมกันด้วยความเคารพว่าจะไม่ทำให้น้ำในห้วยสกปรก การจับสัตว์น้ำก็ทำแต่พอกิน และมีประเพณีกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในลำห้วย เพื่อขอขมาต่อสายน้ำด้วย
วิถีชีวิตของชุมชนชาวคลิตี้ล่างที่อยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติมานานนับร้อยปี ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อมีการอนุมัติให้โรงแต่งแร่คลิตี้ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเข้ามาดำเนินกิจการในปี 2510 หลังจากนั้นประมาณ 8 ปี ชาวคลิตี้ล่างก็พบว่าน้ำในลำห้วยคลิตี้มีโคลนดินใต้ท้องน้ำมากผิดปกติ มีกลิ่นเหม็นฉุนอย่างรุนแรง น้ำเป็นสีน้ำตาลขุ่น เมื่อดื่มเข้าไปทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ เมื่ออาบน้ำหรือเล่นน้ำจะเกิดอาการคันตามตัว ปลาน้อยใหญ่ลอยตายเกลื่อนลำห้วย สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะควายล้มตายด้วยอาการชักดิ้น น้ำลายฟูมปากเกือบทั้งหมู่บ้าน
นอกจากนี้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างเจ็บป่วยด้วยอาการผิดสังเกต เช่น ชาตามมือ เท้า และตามร่างกาย เจ็บในข้อ ปวดกระดูก ปวดศีรษะ ปวดท้องอย่างรุนแรง บุคคลอันเป็นที่รักของหลายครอบครัวเสียชีวิต ผู้หญิงตั้งครรภ์แท้งลูก เด็กที่เกิดมามีสุขภาพอ่อนแอและตายก่อนวัยอันควรกว่า 30 คนโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยที่ผ่านมาชุมชนเล็กๆ กลางป่าใหญ่ที่ห่างไกลสถานพยาบาลนี้ต้องพึ่งยาสมุนไพรพื้นบ้าน แต่ยาพื้นบ้านที่เคยรักษาโรคได้ในอดีตไม่อาจเยียวยาการเจ็บป่วยในช่วงหลายปีนี้ จนต้องพาคนป่วยเดินเท้าจากหมู่บ้านไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่อาการป่วยก็ไม่ได้หายไป
สารตะกั่วกับเสียงร้องทุกข์ของชาวคลิตี้
ปัญหาด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากอาการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของชาวบ้าน ปัญหาน้ำเสีย การล้มตายของสัตว์น้ำและสัตว์เลี้ยงที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ชาวคลิตี้ล่างรวมตัวกันเพื่อค้นหาถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น และหาหนทางแก้ไข จนในที่สุดทราบว่ามีการปล่อยน้ำหางแร่จากโรงแต่งแร่เหนือหมู่บ้านลงลำห้วยคลิตี้ จึงได้ส่งตัวแทนชุมชนไปเจรจากับผู้จัดการของโรงแต่งแร่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข ชาวบ้านจึงพยายามหาทางอื่น ทั้งปรึกษากับหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงาน เช่น อำเภอ ตรวจตระเวนชายแดน หน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ ชาวเขา ครู เป็นต้น แต่ก็ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข จนกระทั่งเมื่อปี 2541 มีองค์กรพัฒนาเอกชน นำโดยศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา เข้าไปพบปัญหาที่เกิดขึ้น และนำสื่อมวลชนเข้าไปในพื้นที่ ทำให้เรื่องราวของชาวคลิตี้ล่างกลายเป็นข่าวใหญ่ที่เปิดเผยสู่สาธารณชน
สื่อมวลชนหลายแขนง ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ พากันรายงานข่าวความเจ็บป่วยและความตายของชาวบ้าน จากสาเหตุการปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารตะกั่วเข้มข้นลงสู่ลำห้วยคลิตี้ จนทำให้หลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหา แต่การแก้ไขปัญหาก็ทำอย่างจำกัดคือ เข้าไปตรวจวัดระดับการปนเปื้อนตะกั่วในสิ่งแวดล้อม ไม่ได้สร้างความเข้าใจให้ชาวคลิตี้ล่างได้รับรู้ และมีส่วนร่วมในการแก้ไข และมิได้บอกถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา
ต่อมาในปี 2542 ชาวบ้านได้รับการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับตะกั่วเป็นครั้งแรกโดยกรมอนามัย ผลการตรวจพบว่าชาวคลิตี้ล่างหลายคนมีระดับตะกั่วในเลือดสูงกว่าค่ามาตรฐานหลายเท่า เหตุการณ์ดำเนินต่อมา จนปี 2545 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอนามัยเกริงกระเวีย จึงเข้ามาปิดป้าย “งดบริโภคนน้ำและปลาในลำห้วยชั่วคราว” กล่าวได้ว่า ปัญหาที่สืบเนื่องมายาวนาน ทำให้ชาวคลิตี้ล่างได้รับความกดดันอย่างมากจากความไม่สนใจแก้ไขปัญหา ทั้งในส่วนของบริษัทเอกชนผู้ก่อปัญหา และจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของรัฐ
จากการถูกละเมิดสิทธิ์สู่การเรียนรู้และใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
การแก้ไขปัญหาเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเกิดกระบวนการเรียนรู้ถึงสิทธิทางกฎหมายของชาวคลิตี้ โดยองค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน ได้เข้าไปติดตามข่าวอย่างต่อเนื่อง อาทิ ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา ได้เข้าไปร่วมพูดคุย รับฟังปัญหา และให้คำปรึกษาเพื่อช่วยเหลือชุมชน จนชาวคลิตี้ล่างได้รับรู้ถึงสิทธิทางกฎหมายของตน
นอกจากนี้ภาคประชาสังคมได้ส่งชาวคลิตี้ล่าง 8 ราย เข้ารับการรักษาที่คลินิกอาชีวเวชศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี และแพทย์ได้บ่งชี้ว่าชาวคลิตี้ล่างทั้ง 8 รายป่วยจากพิษสารตะกั่วเรื้อรัง การรักษาที่ถูกต้องทำให้ชาวคลิตี้ล่างกลุ่มนี้มีระดับตะกั่วในเลือดลดลงและสุขภาพดีขึ้น นอกจากนี้ชุมชนชาวคลิตี้และภาคประชาสังคมได้ขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความเพื่อหวังพึ่งกระบวนการยุติธรรมในการแก้ไขปัญหา ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างเป็นระบบ ทีมทนายความจากสภาทนายความ และโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม จึงลงพื้นที่เพื่อสืบค้นข้อเท็จจริงร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนและสื่อมวลชน
จนในที่สุดชาวบ้านคลิตี้ล่างจำนวน 8 ราย ที่แพทย์รับรองว่าเป็นผู้ป่วยจากพิษสารตะกั่ว จึงยื่นฟ้องเพื่อเอาผิดกับบริษัทเอกชนผู้ก่อมลพิษในปี 2546 และต่อมาในปี 2550 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 (แผนกคดีสิ่งแวดล้อม) ได้มีคำพิพากษาตัดสินให้บริษัทผู้ก่อมลพิษต้องชดใช้เงินค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 8 คน เป็นจำนวนเงิน 29,551,000 บาท จากนั้นชาวบ้านจำนวน 151 ราย จึงยื่นฟ้องบริษัทเอกชนผู้ก่อมลพิษเพิ่มเติมอีกในปี 2550 และในปี 2554 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 (แผนกคดีสิ่งแวดล้อม) ก็ได้พิพากษาให้บริษัทและกรรมการบริษัทจ่ายเงินค่าเสียหายจำนวน 36,050,000 บาท ในฐานเป็นผู้ก่อมลพิษ
โดยทั้งสองคดีนี้ ศาลพิจารณาว่าการที่ผู้ประกอบการระบายน้ำจากบ่อกักเก็บตะกอนสู่ลำห้วยคลิตี้ จนทำให้สารตะกั่วจากการรั่วไหล หรือแพร่กระจายสู่ลำห้วยคลิตี้นั้น เป็นความผิดที่ร้ายแรง โดยทั้งสองคดีนี้เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดกับสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก่อนฟ้องคดี และค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่อง รวมถึงค่าเสียหายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งสัตว์เลี้ยงตาย และค่าเสียประโยชน์ในการใช้ประโยชน์จากน้ำ อย่างไรก็ตาม จนถึงสิ้นปี 2556 ชุมชนก็ยังไม่ได้รับการชดเชยค่าเสียหายทางสุขภาพจากบริษัทผู้ก่อมลพิษ เนื่องจากจำเลยได้นำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาต่อ
นอกจากการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเอกชนแล้ว ชุมชนชาวคลิตี้ยังได้ดำเนินกระบวนการคู่ขนานเพื่อฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับสู่สภาพปกติที่ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ดังเดิม โดยยื่นฟ้องกรมควบคุมมลพิษต่อศาลปกครองเมื่อปี 2547 ในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ให้เร่งดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้สะอาดโดยเร็ว กระบวนการยุติธรรมใช้เวลานานเกือบทศวรรษ จนในปี 2556 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ชาวคลิตี้ชนะคดี โดยให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการฟื้นฟูห้วยคลิตี้จนกว่าจะพบว่าค่าสารตะกั่วในน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ ไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 22 คน เป็นเงินรายละ 177,199.55 บาท เนื่องจากปริมาณสารตะกั่วในสัตว์น้ำยังคงเกินค่ามาตรฐาน ชาวบ้านจึงยังคงได้รับความเสียหายที่ต้องแบกรับภาระในการซื้ออาหาร และยังถูกละเมิดสิทธิ์ในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากชุมชนชาวคลิตี้ล่างมีวิถีการดำรงชีพที่ต้องพึ่งพิงธรรมชาติ
การต่อสู้ของชุมชนคลิตี้ล่างร่วม 15 ปีนั้น จึงเป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ก่อมลพิษ และชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐต้องแสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อมและแก้ไขปัญหาสุขภาพ ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก ปี 2556-2557 จึงเป็นเพียงการเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของกรมควบคุมมลพิษ ในการฟื้นฟู การปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้ แต่ปัญหาด้านสุขภาพของชุมชนคลิตี้ล่างก็ยังคงอยู่ และยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องมาตรการป้องกัน หรือการเฝ้าระวังคนในหมู่บ้าน และในช่วงที่มีการฟื้นฟูลำห้วยนั้นจะมีมาตรการพิเศษอย่างไรในการดูแลสุขภาพหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้มีการดึงหน่วยงานด้านสาธารณสุขเข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลและการวางแผนการดำเนินการในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้แต่อย่างใด
ชาวคลิตี้ล่างกับการต่อสู้กับนายทุนและรัฐ
“พวกเราไปบอก ไปพูดคุยเรื่องการปล่อยน้ำแร่ลงห้วยหลายครั้งกับพวกเหมือง เขาก็รับปากแบบขอไปที แล้วก็ปล่อยน้ำลงห้วยเหมือนเดิม แถมเหมืองยังมาท้าพวกเราว่า ถ้าอยากได้เงินก็ให้ไปฟ้องเอา ฟังอย่างนี้ก็เหมือนเขาดูถูกเรามากๆ เห็นว่าเราไม่มีปัญญา พอดีมีอาจารย์หนอนกับนักข่าวมาช่วย เราก็เลยตัดสินใจฟ้อง” ยะเสอะ นาสวนสุวรรณ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคลิตี้ล่าง กล่าว
วิกฤติทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เกิดขึ้น ได้เป็นตัวหล่อหลอมให้เกิดพลังต่อสู้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ชาวคลิตี้ล่างจึงพร้อมสู้ในทุกวิถีทาง การต่อสู้ได้เกิดขึ้นผ่านวันผ่านคืนแบบวิถีชาวบ้าน กลุ่มผู้นำ แกนนำ ได้รวมกลุ่มกันไปพบผู้จัดการเหมืองแร่ เพื่อเจรจาถึงการกระทำของเหมืองที่ปล่อยน้ำหางแร่ลงสู่ลำห้วย ทว่าการเจรจาไม่เป็นผลอันใด และเมื่อคืนวันผ่านไป ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาเลยแม้แต่น้อย กลุ่มแกนนำเริ่มมีความรู้สึกว่า “การสู้กับเจ้าของเหมืองแรซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลช่างยากเย็น ยิ่งสู้ก็ยิ่งท้อ เหมือนเอาเท้าไปเตะภูเขา ยิ่งเตะมากเท่าใดก็ยิ่งเจ็บ”
การที่ชุมชนลุกขึ้นมาต่อสู้กับนายทุน และไม่เกิดการแก้ไขปัญหา แม้ว่าจะรู้สึกท้อไปบ้าง แต่ความจริงที่เกิดขึ้นจากความเจ็บป่วย ความสูญเสียที่ไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้ แกนนำจึงสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนในชุมชนในการต่อสู้กันต่อไป กระทั่งเมื่อชุมชนรู้ถึงสิทธิ์ของตนเองตามกฎหมาย และก้าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทั้งศาลแพ่งและศาลปกครอง การต่อสู้อีกขั้นตอนหนึ่งก็เริ่มขึ้น ความประหม่า ไม่คุ้นชินกับกระบวนการในชั้นศาล ปัญหาเรื่องการสื่อสารภาษาไทย ก็เป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ชุมชนมีความกังวลมาก
แต่ชุมชนก็พยายามที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับกระบวนการต่อสู้ในชั้นศาลผ่านทางทนายความที่เข้าไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และการก้าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมชั้นศาลนั้น ชุมชนก็เสมือนกับก้าวเข้าสู่การต่อสู้กับนายทุนเจ้าของโรงแต่งแร่ และต่อสู้กับรัฐคือกรมควบคุมมลพิษอย่างเป็นทางการอีกด้วย กระบวนการต่อสู้ของชุมชนคลิตี้ล่างมีลักษณะที่เปิดรับการเรียนรู้จากภายนอกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากทีมทนายความที่มาช่วยเหลือทางคดีแล้ว ยังเปิดรับการเรียนรู้และการช่วยเหลือจากบุคคล กลุ่มคน องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ และสื่อมวลชนอย่างเต็มที่ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพความเข้มแข็งในการคิด การตัดสินใจของชุมชนในการต่อสู้อย่างมีส่วนร่วมของชุมชนเอง ดังสะท้อนจากคำกล่าวของสมพงษ์ ทองผาไฉไล ที่ได้กล่าวว่า
“สำหรับตัวชาวบ้านเองก็อยากมีส่วนร่วมในสิ่งที่คนข้างนอกช่วย คนอื่นช่วยเรามาเยอะแล้ว เราอยากทำด้วยตัวเองบ้าง แต่ก็มีข้อจำกัดว่าไม่ค่อยรู้ข่าวสารสักเท่าไหร่ และก็ไม่รู้กฎหมายอะไรต่างๆ ถ้ามีอะไรก็ช่วยส่งข่าวบอกด้วย เพราะทุกอย่างก็เป็นเรื่องของเรา ทำอะไร เราก็อยากร่วมคิดด้วย”
ชุมชนคลิตี้ล่างแม้จะเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลตัวเมือง ความรู้ความเข้าใจภาษาไทย และสิทธิ์ตามกฎหมายอาจมีอยู่น้อย แต่จิตใจอันเข้มแข็ง วิถีชีวิที่มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง และผูกพันอยู่กับธรรมชาติ สายน้ำอย่างเต็มเปี่ยม ดังนั้นแม้จะถูกเรียกขานว่าเป็นหมู่บ้านสารตะกั่ว แต่แทนที่ชุมชนจะก้มหน้ารับชะตากรรมที่เกิดขึ้น พวกเขากลับลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิ์ให้ตนเองและทรัพยากรธรรมชาติมากว่า 16 ปี และปัจจุบันการต่อสู้ก็ยังไม่สิ้นสุด ชุมชนยังคงรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง ติดตามการดำเนินการของหน่วยงานรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่ในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ตามคำพิพากษา
รวมทั้งมีการประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพของชุมชน และเตรียมความพร้อมในการที่จะใช้วิถีชีวิตที่ปลอดภัยในช่วงที่มีการดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ เช่น การจัดหาน้ำสะอาดให้ครบทุกครัวเรือน โดยการทำโครงการประปาภูเขาหมู่บ้านคลิตี้ล่าง เริ่มต้นดำเนินการโดยใช้ทุนทรัพย์ และแรงกายของคนในชุมชนบางส่วน และขอรับการช่วยเหลือจากภายนอกเพิ่มเติม ทั้งยังร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการพัฒนาชุมชนตนเองให้เข้มแข็งขึ้น การผลักดันรณรงค์ให้เกิดการแก้ไขกฎหมายและกลไกในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมด้วย
คลิตี้ล่างกับบรรทัดฐานใหม่ในการปกป้องชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชาวคลิตี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า กระทรวงอุตสาหกรรมต้องคำนึงให้หนักว่าการมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมโดยขาดการพิจารณาอย่างรอบด้านนั้น อาจเป็นต้นเหตุของความเจ็บป่วย ความตาย และความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนได้ ส่วนหน่วยงานด้านสาธารณสุขนั้นก็มีบทบาทสำคัญ โดยต้องเข้าไปมีส่วนร่วมทั้งก่อนที่จะมีกิจกรรมที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ การจัดทำข้อมูลพื้นฐานด้านสุขภาพก่อนมีกิจกรรมนั้นๆ รวมถึงมาตรการในการเฝ้าระวังด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการอุตสาหกรรม ส่วนกระทรวงสาธารณสุขก็ควรมีนโยบายในเรื่องการพัฒนาอุปกรณ์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจากการประกอบกิจการอุตสาหกรรม หรือโรคจากสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น.
8.ทุจริตการสอบครู ภาพสะท้อนคุณภาพการศึกษาไทย
การสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยในแต่ละปี เป็นการสอบที่มีอัตราการแข่งขันสูงมาก มีตำแหน่งว่างเพียงหลักพันอัตรา ในขณะที่ผู้สมัครสอบมีหลายหมื่นถึงหลักแสนราย เมื่อต้นปี 2556 ข่าวการทุจริตในการสอบครูผู้ช่วยทำให้สังคมตระหนกตกใจกับกรณีดังกล่าว โดยพบว่ามีการโกงอย่างเป็นขบวนการ ทั้งผู้เข้าสอบ ผู้จัดสอบ และยังเกี่ยวพันไปถึงข้าราชการระดับสูงด้วย และเป็นสิ่งที่น่าขบคิดว่า ปัญหาของระบบการศึกษาไทยที่สะสมมานาน ทั้งปัญหาการทุจริต ปัญหาจริยธรรม และคุณภาพของครู จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการศึกษาของประเทศอย่างไร
ปัญหาการทุจริตในแวดวงการศึกษาไทยดูจะเป็นปัญหาที่อยู่คู่กันมายาวนาน แม้ภาครัฐ สถานศึกษา และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะพยายามพัฒนาการศึกษาของไทยควบคู่ไปกับการสร้างเสริมจริยธรรมและแก้ปัญหาการทุจริต แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ข่าวการทุจริตในการสอบครูผู้ช่วยเมื่อต้นปี 2556 ซึ่งดำเนินการอย่างเป็นขบวนการ และมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้เข้าสอบที่ถูกชี้มูลความผิดฐานทุจริตถึง 344 ราย รวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ถูกตั้งข้อหาว่าขายเฉลยข้อสอบให้แก่ผู้เข้าสอบ และยังเกี่ยวพันกับข้าราชการระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สร้างความผิดหวังให้กับสังคมไทยอย่างกว้างขวาง และก่อให้เกิดคำถามที่สำคัญเกี่ยวกับคุณภาพของระบบการศึกษาไทย และปัญหาเรื่องจริยธรรมของพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ ซึ่งย่อมส่งผลต่อการหล่อหลอมเยาวชนไทยซึ่งเป็นอนาคตของชาติด้วย
สอบครูผู้ช่วย ขบวนการโกงแบบมโหฬาร
การสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยในแต่ละปีเป็นการสอบที่มีอัตราการแข่งขันสูงมาก โดยมีตำแหน่งว่างเพียงหลักพันอัตรา ในขณะที่ผู้สมัครสอบมีหลายหมื่นถึงหลักแสนราย ในอดีตสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กำหนดหลักเกณฑ์ให้การจัดสอบ ออกข้อสอบและตรวจข้อสอบ เป็นหน้าที่ของเขตพื้นที่การศึกษา ต่อมาสมัยที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ให้ สพฐ.เป็นหน่วยงานกลางจัดสอบในทุกขั้นตอน ในปีแรก (ปี 2555) สพฐ.ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตเป็นผู้ออกข้อสอบ-จัดสอบ ซึ่งไม่พบปัญหาการทุจริต
แต่ในปี 2556 สพฐ.ได้ดำเนินการจัดสอบเองทุกขั้นตอน และพบว่ามีปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นเมื่อ 20 มีนาคม 2556 กระทรวงศึกษาธิการและกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกันแถลงข่าว โดยเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย เมื่อ 13 มกราคม 2556 ในเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลายเขตการศึกษา การทุจริตเกิดขึ้นหลายรูปแบบ อาทิ มีบุคคลอื่นเข้าสอบแทน ผู้เข้าสอบได้เฉลยข้อสอบผ่านข้อความ SMS ผู้เข้าสอบนำเครื่องมือสื่อสาร เพื่อส่งสัญญาณเฉลยข้อสอบ และมีการนำคำเฉลยข้อสอบเข้าไปในห้องสอบ เป็นต้น จากการตรวจสอบผลคะแนน พบว่ามีผู้ที่ทำคะแนนสอบได้สูงผิดปกติถึง 486 ราย ในจำนวนผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือก 9,242 ราย จากจำนวนที่สามารถบรรจุได้ 2,161 ราย
ต่อมา คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงได้พบว่า เฉลยข้อสอบ 4 ชุดวิชา ถูกลักลอบนำไปให้ขบวนการทุจริต และขายให้กับผู้ที่ต้องการสอบบรรจุครูผู้ช่วยในราคา 4-7 แสนบาท โดยมีผู้บริหารบางคนจาก สพฐ.เกี่ยวข้องกับการนำเฉลยข้อสอบออกไปขาย กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหลักฐานว่าผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา เป็นผู้เฉลยข้อสอบให้กับผู้ที่ต้องการสอบบรรจุครูผู้ช่วย จำนวน 48 ราย โดยพบหลักฐานเฉลยข้อสอบทั้ง 43 วิชา และบัญชีธนาคารที่มีการโอนเงินเข้าช่วงก่อนสอบและในช่วงสอบไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท สำหรับสอบครูผู้ช่วย 344 ราย ที่ถูกชี้มูลว่ากระทำการทุจริตในการสอบ บางรายที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแล้วต้องถูกให้ออกจากราชการ โดยบางรายได้ขอลาออกจากราชการเอง ส่วนรายที่มีการร้องทุกข์ก็ให้มีการพิจารณาคำร้องทุกข์ตามกระบวนการขั้นตอนให้เสร็จสิ้น
ข้อมูลสถิติมัดตัวคนโกง 344 คน
ในบรรดาผู้เข้าสอบครูผู้ช่วยนับแสนคน สำหรับผู้ที่ไม่มีหลักฐานการทุจริตอย่างชัดแจ้ง ทางกระทรวงศึกษาธิการและกรมสอบสวนคดีพิเศษจะทราบได้อย่างไรว่าผู้เข้าสอบรายใดทำการทุจริตบ้าง ดร.ชอบ ลีซอ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติ ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผลการสอบของผู้เข้าสอบคัดเลือกประจำคณะกรรมการประจำศูนย์ให้คำปรึกษาและติดตามผลการคัดเลือกครูผู้ช่วย กล่าวว่า โดยทั่วไปกราฟคะแนนของผู้เข้าสอบจะอยู่ในรูปโค้งปกติ แต่การสอบครั้งนี้ กราฟช่วงปลายด้านขวาซึ่งเป็นช่วงคะแนนเกิน 90% เส้นกราฟสูงเกินโค้งปกติอย่างชัดเจน คือมีผู้ได้คะแนนเกิน 90% ถึงกว่า 500 คน (ตามหลักสถิติจะมีแค่ 3 คน) ซึ่งโอกาสเกิดกราฟแบบนี้มีน้อยมาก
และในจำนวนผู้ที่ได้คะแนนสูงผิดปกติมี 344 ราย ที่เลือกคำตอบ “ก.” ในข้อ 34 ของข้อสอบฉบับที่ 1 วิชาความรอบรู้ ซึ่งเป็นคำตอบที่ผิด ทั้งที่เป็นคำถามที่ง่าย (ดัชนีความยากของข้อนี้อยู่ที่ 71% คือ ใน 100 คนจะมีคนตอบถูก 71 คน) เนื่องจาก สพฐ.ได้เปลี่ยนข้อสอบข้อที่ 34 ใหม่ โดยข้อสอบข้อนี้เดิม เฉลยข้อ “ก.” แต่ก่อนพิมพ์ข้อสอบกรรมการรายหนึ่งเห็นว่าข้อสอบข้อนี้มีความผิดพลาด จึงเปลี่ยนคำถามใหม่ ทำให้เฉลยข้อสอบเปลี่ยนจาก ข้อ “ก.” เป็นข้อ “ข.” แต่เฉลยข้อสอบที่หลุดออกไปนั้น นำออกไปก่อนจะมีการแก้ไขข้อสอบ 4
ความหละหลวมของระบบการสอบ
นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีทุจริตการสอบครูผู้ช่วย กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือระบบการจัดการสอบที่หละหลวมทุกขั้นตอน โดยพบว่าข้าราชการของ สพฐ.มีความผิดพลาดในการเก็บรักษาข้อมูลลับในการสอบครูผู้ช่วยหลายขั้นตอน ทุกกระบวนการหละหลวม ทั้งกระบวนการออกข้อสอบ การเก็บตัวผู้ออกข้อสอบ การถ่ายข้อสอบจากเครื่องพีซีมายังคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก แต่ไม่มีการระวังดูแลเก็บรักษาโน้ตบุ๊กที่ดีพอ
ทำไมต้องทุจริตสอบครู
อดิศร เนาวนนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 7 ให้สาเหตุสำคัญที่ทำให้มีผู้สมัครสอบครูจำนวนมากจนก่อให้เกิดการทุจริตสอบครู เพราะครูมีบัญชีเงินเดือน เงินได้อื่นๆ ค่าตอบแทน รวมทั้งสวัสดิการต่างๆ เช่น เงินวิทยฐานะ มีปิดเทอม สวัสดิการ รักษาพยาบาลทั้งคู่สมรส บิดา มารดา ซึ่งดีกว่าข้าราชการอื่นหลายหน่วยงาน นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีคนสนใจอยากสอบเข้าเป็นข้าราชการครูจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน ภาคเหนือ ที่โอกาสของลูกหลานจะได้รับราชการ ก็คือเป็นข้าราชการครูและตำรวจ เพราะสองอาชีพนี้ใช้ต้นทุนค่อนข้างต่ำในการส่งลูกเรียนเมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน คสช. และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร