คอลัมน์ ส่องทิศสุขภาพไทย: บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน3ระบบต้องทัดเทียม

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2558

ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
นอกเหนือจากความไม่พร้อมในการรับมือความเปลี่ยนแปลงแล้ว แนวนโยบายด้านสุขภาพในอนาคตของประเทศก็แทบไม่มีให้เห็นเป็นรูปธรรม
ตามมุมมองของนักวิชาการด้านสังคม ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินว่า ในอนาคต 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะประสบปัญหาหลากหลาย เนื่องจาก “ไม่ได้เตรียมพร้อม” ตั้งแต่เรื่องสภาพภูมิอากาศ ความแออัดของเขตเมือง  การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
หากให้วาดภาพระบบสุขภาพที่ควรจะเป็นในอีก 10 ปีข้างหน้า ประเด็นสำคัญที่สุดคือ คนไทยทุกคนควรจะได้สิทธิในการรับ “บริการด้านสุภาพขั้น พื้นฐาน” ที่ทัดเทียมกัน
พร้อมกันนั้น ต้องสร้างระบบที่สามารถป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพให้กับคนไทยทุกคน เช่น อุบัติเหตุ โรคจากการทำงาน เรื่องอาหารโภชนาการ และสุดท้ายต้องมีระบบที่จะส่งเสริมให้คนไทยเกิดการตื่นตัวด้านสุขภาพมากไปกว่าคิดแต่จะหาโรงพยาบาลดีๆ เท่านั้น
แนวทางที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้สำเร็จได้ คือ ต้องทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมในการ  “เป็นเจ้าของ” ระบบสุขภาพ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ง่ายที่จะทำให้สำเร็จ โดยทุกวันนี้มีคนจำนวนหนึ่งรู้สึก แบบนี้แล้ว นั่นคือคนที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) เพราะรัฐประกาศว่าสิ่งนี้เป็น “สิทธิ” ของเขา ซึ่งแตกต่างกับในอดีตที่เป็นสังคมสงเคราะห์
อย่างไรก็ดี ใช่ว่าจะสร้างให้คนเป็นเจ้าของแล้วเพียงพอ สิ่งที่ต้องมีควบคู่กันด้วยหลักฐานทางวิชาการที่จะอธิบายได้ว่าควรจัดบริการในรูปแบบใดถึงจะเหมาะสมที่สุด ทุกวันนี้ประเทศไทยมีปัญหาคือ 3 ระบบ คือ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งแต่ละระบบใช้รูปแบบไม่เหมือนกัน มีทั้งเหมาจ่ายรายหัว ทั้งจ่ายสมทบ ทั้งให้เบิกได้อย่างไม่จำกัด
“ระบบหนึ่งให้เบิกได้ไม่จำกัด ก็ใช้งบประมาณมาก อีก 2 ระบบ ก็มองตาปริบๆ ว่าทำไมตัวเอง ไม่ได้บ้าง ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ และการให้ชนิดที่ไม่มีการจำกัดก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีถ้าหากเรายังไม่มีระบบคัดเลือกสิ่งที่จะให้ที่เหมาะสม ดังนั้นนอกจากการสร้างให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของระบบแล้ว ยังต้องมี “ผู้กำกับ” ไม่ให้ 3 ระบบเหลื่อมล้ำกันด้วย”
ส่วนตัวมองว่ารูปแบบ (วิธีการจ่ายเงิน)  ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ต้องมีบางส่วนที่เหมือนกัน นั่นคือบริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นที่ทุกคนได้รับต้องเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นยาที่จำเป็น เครื่องมือแพทย์ที่สำคัญ แต่ระบบไหนต้องการความสะดวกสบายก็ให้ไปจ่ายเพิ่มเอง ซึ่งทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่ารูปแบบการจ่ายรายหัวเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ก็จะมีคำถามอีกว่ารายหัวนี้มันควรเป็นเท่าไร จะปรับเพิ่มได้ไหม หรือรัฐบาลจะคุมไปตลอด รายละเอียดปลีกย่อยเยอะ
การแข่งขันจะทำให้แต่ละกองทุนเกิดการพัฒนา แต่หากให้เอา 3 ระบบมาขยำรวมกัน ถามว่าใครจะยอม คนที่อยู่ในระบบราชการก็บอกว่าของตัวเองดีและคงไม่ยอมไปอยู่ในระบบอื่น ดังนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่จะขยำรวมกันเป็นก้อนเดียว แต่ก็ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างทำ ทั้ง  3 ระบบ ยังคงต้องเดินควบคู่กันไปด้วยกัน
สำหรับอนาคตและทิศทางที่เหมาะสมของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คือเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ออกแบบกฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมาย (Regulator) ทุกวันนี้เวลามีโปรแกรมอะไรก็เป็นลักษณะ Top-Down เช่น สั่งให้ทุกจังหวัดไปทำเรื่องเดียวกัน ซึ่งในอนาคตต้องเปลี่ยน สิ่งที่อยากเสนอและผลักดันอยู่ในขณะนี้คือ การจัดลำดับ ความสำคัญของปัญหาโดยตัวของชาวบ้านใน พื้นที่เอง ส่วนกลางทำเพียงนำความรู้เข้าไป เพิ่มเติมให้
“ถ้าความเชื่อเขายังไปไม่ถึง เช่น แร่ใยหิน เขายังไม่เข้าใจ ยังไม่เห็นความสำคัญ เขาก็อาจจัดลำดับไว้สุดท้ายก็ได้ แต่เราก็ต้องคอยไปคุยกับเขา ไปบอกถึงอันตรายต่างๆ กับเขา แต่ให้เขาเลือกเอา เขาจะภูมิใจมากที่เขาได้ตัดสินใจ”
แต่ละพื้นที่มีปัญหาแตกต่างกัน เขาก็จะรู้ว่าอะไรสำคัญและจะจัดการอะไรก่อน

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน 3 กองทุนสุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร