คอลัมน์ สถานีพัฒนาสังคม: พันธกิจของรัฐในการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ

แนวหน้า ฉบับวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2558

คณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่วมกับองค์กรภาคี ได้จัดการ สัมมนาเรื่อง “พันธกิจของรัฐในการส่งเสริมความ เสมอภาคระหว่างเพศ” ผลการประชุมได้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ดังนี้
๑.การข่มขืนในคู่สมรส: ให้รัฐภาคีแก้ไขคำนิยามของการข่มขืนในประมวลกฎหมายอาญาโดยไม่ยกเว้นการข่มขืนระหว่างสามีภรรยา การให้มีการอบรมว่าด้วยความละเอียดอ่อนด้านเพศภาวะให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ผู้ให้บริการด้านสุภาพอนามัยและครู เพื่อสร้างความอ่อนไหวต่อความรุนแรงต่อสตรีในทุกรูปแบบและสามารถตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ อย่างเหมาะสม
ความก้าวหน้า มีการแก้ไขมาตรา ๒๗๖ ในประมวลกฎหมายอาญาของไทย  ทำให้การ ข่มขืน ที่สามีกระทำต่อภรรยาเป็นความผิดทางอาญา
ข้อเสนอแนะ ถึงแม้ว่าการแก้ไขมาตรา ๒๗๖ ทำให้การ ข่มขืน ที่สามีกระทำต่อภรรยาเป็นความผิดทางอาญา แต่จนกระทั่งปัจจุบันยังไม่มีกระบวนการทางกฎหมายที่ชัดเจนว่าผู้ถูกกระทำจะสามารถร้องทุกข์อย่างไร และต้องมีหลักฐานชนิดใด นอกจากนี้ มาตรา ๒๗๗ ยังคงยกเว้นการคุ้มครองกรณีข่มขืนในคู่สมรสที่เกิดกับเด็ก กล่าวคือ แก้ไขเป็น “ผู้ใด กระทำชำเรา เด็ก อายุยังไม่เกิน สิบห้าปี ซึ่ง มิใช่ ภริยาหรือสามี ของตน โดย เด็กนั้น จะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษ จำคุก….”  ซึ่งขัดต่อหลักการตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) และอนุสัญญาสิทธิเด็ก๒.บทบาทและเจตคติทางเพศ: ให้รัฐภาคี ดำเนินมาตรการต่างๆ ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ทัศนคติทั้งหลายทางสังคม วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆ ที่เอื้อให้เกิดความรุนแรงต่อสตรี ให้รัฐภาคีทำแผนเพื่อส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น และสนับสนุนความเสมอภาคระหว่างสตรีและ บุรุษในทุกระดับของสังคม เพื่อให้สอดคล้องกับ บทบัญญัติข้อ ๒ (f) และข้อ ๕ (a) แห่งอนุสัญญา CEDAW
ความก้าวหน้า แผนพัฒนาสตรีฉบับที่ ๑๐ (๒๕๕๐-๒๕๕๔) มุ่งปรับเปลี่ยนเจตคติของคนในสังคมเพื่อให้มีการสร้างเสริมความเสมอภาคระหว่าง หญิง-ชายในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ ความมั่นคงในชีวิตและการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ
ข้อเสนอแนะ แผนงานและโครงการต่างๆ ยังอยู่ในวงจำกัด ยังขาดกลไกในการผลักดันแผนสู่การปฏิบัติ ทำให้ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง คณะกรรมการ ระดับชาติตามร่างพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ ที่อยู่ในการพิจารณาของสภาฯ ควรมีบทบาทในการนำแผนฯไปสู่การปฏิบัติโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การปฏิรูปการศึกษาจะต้องผนวกการเรียนรู้ในมิติสิทธิมนุษยชนและเพศภาวะในหลักสูตรการศึกษา นอกจากนี้ จากปัญหาที่เกิดจากประเพณีปฏิบัติในกลุ่มชนเผ่าบางกลุ่ม รัฐต้องสร้างกลไกดูแลในเรื่องนี้ เช่น ปัญหาการฉุดผู้หญิงไปแต่งงานของกลุ่มชาติพันธุ์ บางกลุ่ม ซึ่งแม้ว่าในบางพื้นที่จะได้มีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขกฎประเพณีไม่ให้มีการฉุด แต่ยังมีการฉุดเกิดขึ้น ในบางพื้นที่มีปัญหาเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่สี่ถูกฉุด ทำให้เด็กเสียใจและฆ่าตัวตาย แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินคดีใดๆ กับผู้ที่ฉุดเด็ก ใช้เพียงกฎชุมชนให้ชดใช้ค่าสินไหมให้กับพ่อ-แม่ของเด็กเท่านั้น
๓.การค้าหญิง: ให้รัฐภาคีเร่งนำร่าง พระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์มาใช้ และให้หลักประกันว่าผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษ รวมทั้งประกันว่าเหยื่อทั้งหลายจะได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
ข้อเสนอแนะ กระบวนการดำเนินคดีและการ ชดใช้ค่าเสียหาย มีระยะเวลานาน ผู้เสียหายต้องดำเนินการ ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว และไม่สามารถเข้าถึงบริการและความช่วยเหลือจากกลไกของรัฐได้เต็มที่ อีกทั้งการฟื้นฟูและการกลับเข้าสู่สังคม ก็ยังทำไม่ได้เพียงพอและเหมาะสม ในขณะเดียวกัน ยังขาดการคุ้มครองพยานที่เพียงพอตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานใน คดีอาญา ส่งผลให้ผู้เสียหายส่วนใหญ่ตกอยู่ในความหวาดกลัวว่าจะถูกแก้แค้นจากขบวนการค้ามนุษย์ นอกจากนั้นยังพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐยังมีส่วนในการละเมิดสิทธิและแสวงหาประโยชน์ทางเพศและทางการเงินจากผู้เสียหาย จัดสรรงบประมาณ/ทุนสนับสนุนพยานในกระบวนการดำเนินคดี ทัศนคติเจ้าหน้าที่ไม่อยากทำคดีค้ามนุษย์ที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน ใช้เวลาในการดำเนินคดียาวนาน การดำเนินคดีไม่ล่าช้า ไม่ให้มีการอุทธรณ์เหมือนคดีแรงงาน ผู้เสียหายได้รับการชดเชย
๔.การมีส่วนร่วมทางการเมือง:  ให้รัฐภาคีนำเอาและส่งเสริมให้มีมาตรการพิเศษชั่วคราวทั้งหลาย เพื่อที่จะเพิ่มจำนวนของสตรีในระดับการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สร้างเกณฑ์มาตรฐานและตารางเวลา และพิจารณาการใช้ระบบสัดส่วนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ส่งเสริมโครงการ ฝึกอบรมและเพิ่มความรับรู้ทั้งหลายเพื่อยกระดับความสำคัญของการมีส่วนร่วมของสตรีในการตัดสินใจในทุกระดับ
ความก้าวหน้า รัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ระบุเกี่ยวกับการคำนึงถึงการกำหนดสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน ระหว่างหญิง-ชาย เช่นในกองทุนพัฒนาการเมือง ภาคพลเมือง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน และการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา
ข้อเสนอแนะ  การมีส่วนร่วมของสตรีในชีวิตสาธารณะและในระดับการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและสภาในระดับท้องถิ่นยังอยู่ในระดับที่ต่ำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องกำหนดสัดส่วนที่ทำให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในระดับการตัดสินใจ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๓๐ มีมาตรการพิเศษ ที่มีความเสมอภาค/การเข้าถึงผลลัพธ์ ผู้หญิงได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง สภาพัฒนาการเมืองควรส่งเสริมการ มีส่วนร่วมของผู้หญิงทางการเมือง และควรตั้ง คณะกรรมการที่สตรีเข้าไปมีส่วนร่วมต่างๆ เข้าไป ตรวจสอบกลไกของรัฐที่มีเกี่ยวข้องการทำงานด้านสตรี (เหตุผลจำเป็นต้องมีสัดส่วนกึ่งหนึ่ง เพื่อเติมเต็มมุมมองที่แตกต่าง เพื่อให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ) รัฐจะต้องมีกลไกส่งเสริมพัฒนาผู้หญิงในด้านความรู้
๕.สัญชาติ: ให้รัฐภาคีแก้ไขกฎหมายว่าด้วยสัญชาติเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติข้อ ๙ แห่งอนุสัญญา CEDAW
ความก้าวหน้า รัฐบาลควรแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติใน พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยให้ชายหรือหญิงที่ได้สมรสกับคนต่างด้าวอาจถือสัญชาติของภริยา หรือสามีก็ได้ ชาวต่างชาติที่สมรสกับหญิงไทยแปลง สัญชาติได้
ข้อเสนอแนะ ยังพบว่าในกรณีที่ผู้หญิงไทยแต่งงานกับชายต่างชาติจะมีความยากลำบากในสิทธิทางกฎหมาย
๖.สตรีชนบท: ให้รัฐภาคีให้ความสนใจความต้องการทั้งปวงของสตรีชนบทและกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างเร่งด่วนและกว้างขวาง และหามาตรการต่างๆ เพื่อประกันว่า สตรีชนบทและชาวเขาสามารถเข้าถึง โภชนาการ การอนามัย การบริการสาธารณสุข การศึกษาและกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ทั้งปวง อย่างเต็มที่และเพียงพอ และให้รัฐภาคี หามาตรการต่างๆ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนในการได้รับสัญชาติของสตรีชาติพันธุ์ รวมทั้งให้ความ สนใจกับการทุจริตในรูปแบบต่างๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบการพิจารณาการขอสัญชาติ
ข้อเสนอแนะ สตรีกลุ่มชาติพันธุ์ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และหญิงที่อยู่ร่วมกับบุคคลที่ติดเชื้อเอชไอวี ยังคงถูกเลือกปฏิบัติและไม่กล้าเปิดเผยตนเอง รัฐจะต้องจัดให้มีมาตรการพิเศษในการผลิต สื่อข้อมูลข่าวสาร เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับ เพศศึกษาและอนามัยเจริญพันธุ์ พบว่าชนเผ่าที่ไม่มีสัญชาติยังมีจำนวนมาก ซึ่งมีสองแบบคือ หนึ่งไม่ได้สัญชาติเลย และสองเอกสารเดิมทำไว้ผิด ไม่มีกลไกปรับแก้ เครือข่ายสตรีชนเผ่าระบุว่า ในบางพื้นที่คนในหมู่บ้านที่ไม่ได้สัญชาติมีมากถึง ร้อยละ ๖๐ คน ที่ไม่มีสัญชาติเหล่านี้ ไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ทำให้ไม่ได้รับความสนใจ และถูกกีดกันจากการพัฒนา หรือโครงการต่างๆ ของรัฐ เด็กหญิงและสตรีผู้พิการยังเผชิญกับความยากลำบากเนื่องมาจากอคติและทัศนคติทั่วไปของสังคม/ครอบครัวถูกเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับการ เข้าถึงความคุ้มครองและการชดเชยตามกฎหมาย โดยเฉพาะสตรีพิการในชนบท ในขณะเดียวกันยังพบว่ามีสตรีผู้พิการมีความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศมากกว่าสตรีไม่พิการ
๗.สถานการณ์สตรีมุสลิมในภาคใต้: ให้รัฐภาคีให้หลักประกันว่า สตรีทั้งมวลในภาคใต้สามารถเข้าถึง บริการสาธารณสุข ความมั่นคงทางสังคม ทรัพยากรทางเศรษฐกิจทั้งหลาย และโอกาสทางการศึกษา รวมทั้งการฝึกอบรมทางทักษะต่างๆ เพื่อให้พวกเธอสามารถสร้างชีวิตใหม่ได้ นอกจากนี้ ให้เพิ่มโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กหญิงเพื่อลดการแต่งงานตั้งแต่ยังเยาว์ด้วย
ความก้าวหน้า ปัจจุบัน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(สำนักงานกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว)ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านสตรีกับการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงปลอดภัย โดยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงในพื้นที่ขัดแย้งบางพื้นที่เข้า ร่วมเป็นคณะกรรมการ อย่างไรก็ดี การทำงานของ คณะกรรมการเป็นไปอย่างล่าช้า
ข้อเสนอแนะ ควรส่งเสริมให้ผู้หญิงท้องถิ่นที่มีส่วนได้เสีย หรือได้รับผลกระทบจากความรุนแรงมีบทบาทในระดับการตัดสินใจหรือชี้ทิศทางเชิงนโยบายผ่านคณะอนุกรรมการที่ตั้งขึ้น และให้มีแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยผู้หญิง สันติภาพ และความมั่นคงปลอดภัย เพื่อคุ้มครองผู้หญิง/ เด็กหญิงในพื้นที่ขัดแย้ง ทั้งนี้ ต้องให้มีผู้หญิงมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนดังกล่าว จากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ทำให้ ผู้หญิงเข้าถึง ความยุติธรรมได้ยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะสตรีในชนบทและสตรีที่มีการศึกษาน้อย ไม่ว่าจะเป็นกรณีการหย่าร้าง การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หรือแม้แต่ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวหรือความรุนแรงทางเพศ เป็นต้น  รัฐต้องสร้างมาตรการที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองผู้หญิงไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทุกรูปแบบ ในกรณีที่เกิดความรุนแรงต่อผู้หญิง ต้องมีการสืบสวนสอบสวนโดยทันทีและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม (ให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการ แก้ไขปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างสันติภาพในสามจังหวัดในทุกระดับ
๘.สุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์: ให้รัฐภาคีสร้างความเข้มแข็งให้การดำเนินการโครงการและนโยบายต่างๆ ที่มุ่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อสนเทศและบริการสาธารณสุขแก่สตรี รวมทั้งบริการอื่นๆ เพื่อลดความต้องการเข้าไปใช้บริการทำแท้งเถื่อนของสตรี  ให้มีโครงการเพศศึกษาและสุขอนามัยเจริญพันธุ์สำหรับสตรี บุรุษและวัยรุ่นที่มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่รับผิดชอบ ให้รัฐภาคีเพิ่มความพยายามในการป้องกันและรับมือกับเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์ และปรับปรุงการเผยแพร่ข้อสนเทศเกี่ยวกับความเสี่ยง และหนทางการแพร่เชื้อ บรรจุแง่มุมต่างๆ ด้านเพศ สถานะไว้ในนโยบายและโครงการทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์ HIV/AIDS
ความก้าวหน้า มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ ด้านสุขภาพของประชาชนรวมทั้งการบัญญัติเรื่อง การสร้างเสริมและคุ้มครองสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์
ข้อเสนอแนะ ปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม ในวัยรุ่นยังมีอัตราสูงซึ่งนำไปสู่การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย นอกจากนั้นยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์ จึงทำให้ยังไม่มีการดำเนินการทำงานอย่างเป็นระบบ ปัจจุบันยังขาดนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของสตรีกลุ่มที่มีสภาพแตกต่างและในท้องถิ่นห่างไกล เช่น สตรีชนเผ่าในพื้นที่ห่างไกลยังคงตั้งครรภ์ในคู่สามีภรรยาโดยไม่ได้คุมกำเนิด โดยฝ่ายหญิงยังคงแบกรับภาระความรับผิดชอบต้องแก้ปัญหาตั้งครรภ์ โดยการ ยุติการตั้งครรภ์  เนื่องจากผู้ชายไม่ยอมทำหมันและ ใช้ถุงยางอนามัย
๙. ประเด็นอื่นๆ ๑.รัฐภาคีจัดหาข้อมูลแบบแยกเพศให้เพียงพอในรายงานฉบับต่อไป เพื่อที่จะได้เห็นภาพความก้าวหน้าที่ชัดเจนและอุปสรรคที่ยังปรากฏในการปฏิบัติให้รัฐภาคีใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากปฏิญญาและแผนปฏิบัติการจากปักกิ่ง ซึ่งส่งเสริมบทบัญญัติทั้งหลาย แห่งอนุสัญญา CEDAW และคณะกรรมการเรียกร้อง ให้รัฐภาคีรายงานเรื่องนี้ในรายงานฉบับต่อไปด้วย
๒.รัฐภาคี นำแง่มุมทั้งหลายด้านเพศภาวะและสิ่งที่สะท้อนไว้อย่างชัดเจนในบทบัญญัติทั้งปวง แห่งอนุสัญญานี้ไปรวมไว้ในความพยายามทั้งปวงที่มุ่งเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ
๓.รัฐบาลไทยพิจารณาการให้สัตยาบันใน สนธิสัญญาทั้งหลายที่ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคี กล่าวคือ อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและความทารุณอื่นๆ การปฏิบัติและการลงโทษที่ไร้มนุษยธรรมและลดทอนความเป็นมนุษย์ (ไทยได้เข้าเป็นภาคีแล้ว เมื่อเดือน พ.ย.๒๕๕๐) และอนุสัญญาว่าด้วยการปกป้องสิทธิของแรงงานอพยพและครอบครัว
๔.รัฐภาคีทำการเผยแพร่สรุปความคิดเห็นของคณะกรรมการอย่างกว้างขวาง เพื่อที่จะให้ประชาชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักการเมือง สมาชิกสภา และองค์กรด้านสตรีและสิทธิมนุษยชนทั้งปวง ได้รับทราบขั้นตอนทั้งหลายที่ได้ดำเนินการเพื่อเป็นหลักประกันแก่ความเสมอภาคของสตรีทั้งในทางพฤตินัยและนิตินัย
ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่คณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โทร.๐ ๒๘๓๑ ๙๒๒๕-๖ โทรสาร ๐ ๒๘๓๑ ๙๒๒๖
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ถนนอู่ทองใน ดุสิต กทม. 10300 email : dek_senate@hotmail.co.th หรือ Facebook: กมธ.พัฒนาสังคม
หรือ กลุ่มงานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็กฯ วุฒิสภา โทร.02-831-9225-6  แฟกซ์ 02-831-9226

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน คสช. และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร