ยกเครื่องสิทธิผู้บริโภคสู่’แอ็กทีฟคอนซูเมอร์’

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

เจษฎา จี้สละ/ธนพล บางยี่ขัน
กลายเป็นของขวัญที่เรียกเสียงชื่นชมได้ไม่น้อยกับข้อเสนอเร่งด่วนจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เรื่อง “การกำหนดอัตราค่าโทรศัพท์เป็นวินาที” ซึ่งมี “สารี อ๋องสมหวัง” ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นหัวเรือใหญ่ในการผลักดัน ที่เวลานี้อยู่ระหว่างการผลักดันให้เป็น รูปธรรมยั่งยืน
“จะต้องคุยว่าสิ่งที่เราคิดคืออะไร ไม่ใช่โปรโมชั่นใหม่ แต่เราอยากให้เปลี่ยนโครงสร้างการคิดค่าโทรศัพท์ ไม่ใช่แค่ 6 เดือนแล้วเลิก ตอนนี้ถ้าไปดูโปรโมชั่น 3 เจ้า ไม่ได้ต่างกัน ไม่ได้แข่งกัน บางทีอันนั้นอาจมีโทรเกินมาไม่กี่นาที เราจะผลักดันให้คิดเป็นวินาทีอย่างถาวร เราบังคับไม่ได้ ขึ้นอยู่กับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)”
สารี อธิบายขั้นตอนที่จะต้องขับเคลื่อนต่อไปว่า เคยมีการขอให้ กสทช.ออก พ.ร.บ.ว่าด้วยการเอาเปรียบผู้บริโภค ซึ่งดำเนินการมา 2 ปีแล้ว แต่เพิ่งจะอนุมัติในวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยได้ระบุเรื่องคิดค่าโทรเป็นวินาที อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติสามารถเพิ่มเติมเนื้อหาส่วนนี้เข้าไปได้ แต่การร่างระเบียบนี้จะต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและกระบวนการอื่นๆ อีกครั้ง
“กสทช.ควรจะวางว่าจะทำอะไร จริงๆ ตอนนี้โปรโมชั่นใหม่ที่ออกมาจะต้องเป็นวินาทีทั้งหมด คือไม่ใช่เฉพาะเอามาโปรโมชั่นเดียว แต่ให้ทุก โปรโมชั่นเป็นวินาทีเลย ก็ต้องทำเป็นแบบนั้นทั้งหมด ไม่ใช่แค่ดำน้ำ ให้บริษัทคิดออกมาแค่หนึ่งโปรโมชั่นก็จบ แล้วไง สมมติว่า เราใช้กันทุกวันนี้ 1 บาท 33 สตางค์ เกิดเขาคิดที่ 3 บาท เราไม่ย้ายหรอก มนุษย์ลุง มนุษย์ป้าจะต้องมาย้ายอีก คิดว่าไม่ใช่เรื่อง สิ่งที่เสนอคือ ให้เขาออกระเบียบให้ชัดเจน กสทช.ยังไม่เคยออกระเบียบเกี่ยวกับการคิดค่าโทรศัพท์ กสทช.เคยมี พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง ก็คือ การประกาศขั้นสูง เกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ นั่นเฉพาะ 2จี คือไม่สามารถคิดเกิน 99 สตางค์/นาที แต่เราคิดว่าไม่อยากได้เป็นโปรโมชั่น ก็ต้องช่วยกันถาม ยิ่งช้ายิ่งทำไม่ได้”
แต่เรื่องค่าโทรศัพท์มือถือยังเป็นเพียงแค่ ส่วนหนึ่งของแผนการยกเครื่องการคุ้มครอง ผู้บริโภค เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่สารีมีส่วน ร่วมผลักดันในฐานะ สปช.  ทั้งเรื่องใหญ่อย่าง ผลักดันให้เกิด “องค์กรเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค”  ซึ่งเป็นองค์กรอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้บริโภค ในการให้ความคิดเห็น ต่อรัฐบาลหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่จะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบางอย่าง อันจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค
อีกหนึ่งวาระสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงมิติการคุ้มครองผู้บริโภคไปตลอดกาล คือ “กองทุนเยียวยาความเสียหายผู้บริโภค” ซึ่งกลไกสำคัญแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.การเยียวยาด้านสุขภาพ ซึ่งสามารถเดินหน้าต่อได้ทันที เพราะมี พ.ร.บ.เยียวยาความเสียหายที่เกิดจากบริการสาธารณสุข ซึ่งเยียวยาทั้งแพทย์และคนไข้ สิ่งที่จะต้องทำเพิ่มเติมก็คือ การมีกฎหมายเฉพาะ เช่น แพทย์ถูกคนไข้ทำร้าย ติดเชื้อจากการผ่าตัด หรือคนไข้ตาบอดจากการผ่าตัด ซึ่งบางกรณีไม่ใช่ความผิดแพทย์ แต่เกิดจากเครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐาน ถามว่าแพทย์ผิดพลาดหรือไม่ ไม่ใช่ให้คนไข้ฟ้องดำเนินคดีแพทย์ ฉะนั้นควรมีกลไกเยียวยาประเด็นนี้ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตและสุขภาพ
2.การเยียวยาความเสียหายจากการใช้สินค้าหรือบริการ ผู้บริโภคเหล่านี้ไม่ควรจะต้องฟ้องคดีเอง แต่ควรมีกองทุนที่จะเยียวยาความเสียหายในทันที ซึ่งอาจจะอยู่กับ “กองทุนยุติธรรมชุมชน” แต่ขณะนี้กองทุนดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับคดีอาญา ฉะนั้นจะต้องเพิ่มวัตถุประสงค์ให้ครอบคลุมถึงความเสียหายอื่นๆ จากการใช้สินค้าและบริการที่ได้รับอันตราย แล้วให้หน่วยงานนี้ไปเรียกคืนกับผู้ประกอบการ
“การเยียวยาความเสียหายแก่ผู้บริโภค เช่น เรานั่งรถเมล์ รถทัวร์ เวลาเกิดอุบัติเหตุ ไม่ได้ง่ายเลยที่จะได้เงินเยียวยา คนเหล่านี้ต้องฟ้องคดี ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความผิด เป็นบุคคลที่สาม แต่ยากเหลือเกินที่จะได้เงิน 2-3 แสนบาท จาก พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถ อย่างไรก็ตามกองทุนจะเยียวยาในส่วนนี้ แต่ถ้าอยากได้เงินช่วยเหลือมากกว่านี้ เห็นว่าชีวิตคนที่เสียหายมีค่ามากกว่านี้ คุณก็ต้องไปฟ้องคดี”
“มันควรจะมีกลไกที่ดีกว่าการฟ้องคดี นี่เรื่องใหญ่มากของการเยียวยา พี่คิดว่าเมืองไทยไม่มีปัญหาเรื่องการเข้าถึงหรือร้องเรียนกับทุกหน่วยของรัฐ มีเลขสี่ตัวที่โทรหาง่ายหมด แต่หลังจากโทรศัพท์ไปแล้ว มันยากเหลือเกินที่จะได้รับการเยียวยา ขนาดร้องเรียนมันไม่มีปัญหา ไปร้องเรียนที่เซเว่นฯ ยังได้เลย มีกระดาษ เอกสาร คุณส่งได้ แต่หลังจากนั้นมันจะจัดการอย่างไร จะเยียวยาอย่างไร ยังเป็นปัญหาชุดใหญ่”
ทั้งนี้ กมธ.ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคยังมีการผลักดันให้เกิด “กลไกอัตโนมัติในการยกเลิกสินค้าที่เป็นอันตรายกับผู้บริโภค” ซึ่งอาจจะขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการ หน่วยงาน หรือสถาบัน เพื่อยกเลิกสินค้าที่เป็นอันตรายออกจากตลาดทันที ยกตัวอย่างเช่น ยาลดบวม ชื่อ “เดนเซ่น” ที่ถูกพิสูจน์โดยบริษัทว่าไม่มีผลในการลดบวม แม้บริษัทจะมีคำสั่งนำยาดังกล่าวออกจากตลาด แต่ว่ายาตัวนี้ไม่ได้ผลิตเฉพาะในบริษัทที่อยู่ต่างประเทศอย่างเดียว ยังมียาที่ผลิตในประเทศไทยอีกด้วย ฉะนั้นเมื่อบริษัทนำยาที่ผลิตออกจากตลาดในประเทศไทย แต่ยาที่ผลิตในประเทศยังไม่ได้สมัครใจ ก็ยังคงจำหน่ายอยู่ นอกจากนั้นยังมีกรณีที่ประเทศไทยยังคงอนุญาตให้จำหน่ายยาบางประเภท ขณะที่ต่างประเทศถอนทะเบียนแล้ว
“เรารู้สึกว่าจะเป็นประชาคมอาเซียน จะต้องทำเหมือนกับประเทศยุโรป คือหนึ่งประเทศยกเลิก อีกสิบประเทศก็ต้องยกเลิกด้วย เรียกว่า ‘One Ban, All Ban Policy’ เช่น ขวดนมเด็ก สารเคมีทางการเกษตร เรียกว่ามีหน่วยงานจัดการสินค้าที่เป็นอันตรายโดยทันที”
“บางทีอาจจะต้องตั้งเป็นสถาบัน จะมีวิชาการหน่อยๆ เช่น เรื่องแร่ใยหิน กระทรวงสาธารณสุขบอกว่าเป็นอันตราย แต่กระทรวงอุตสาหกรรมบอกยังไม่มีใครตาย ยังต้องวิจัยอีกเยอะ แต่อีก 5-10 ประเทศในโลกนี้ เขาถอนทะเบียน ห้ามผลิต ห้ามใช้กันแล้ว มันควรจะต้องมีกลไกที่ลดความขัดแย้ง พอฐานะเท่ากันมันยาก มันต้องเข้า ครม. เคยมีมติแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมไปทำอีกแบบ สุดท้ายเป็นเรื่องผลประโยชน์ แต่เราคิดว่าเรื่องสุขภาพผู้บริโภค โดยเฉพาะเรื่องอันตรายควรเป็นพื้นฐานควรยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อน”
อีกประเด็นที่ต้องพูดถึงคือ “ความมั่นคงด้านอาหาร” เพราะความปลอดภัยด้านอาหารควรจะต้องเป็นเครื่องมือของความมั่นคงด้านอาหาร ไม่ใช่ใช้ความปลอดภัยด้านอาหารทำลายความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งควรมีการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เช่น การสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรให้มีความเป็นมืออาชีพ ผลิตอาหารที่มีความปลอดภัยมากขึ้น ในการผลิตอาหารให้กับผู้บริโภค ไม่เพียงพูดกันว่าเกษตรกรไม่กินของที่ตัวเองปลูกไว้ขาย ตรงนี้เองจะต้องช่วยกันขบคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกษตรกรเห็นความสำคัญในเรื่องนี้
อีกวาระหนึ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภค คือ การผลักดันให้มี “การแข่งทางการค้าที่ไม่ผูกขาด” เพราะจะทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง ฉะนั้นสิ่งที่ผูกขาดจะต้องมีการกำกับดูแลที่ดีขึ้น แต่ขณะนี้ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ทำงานไม่ได้เลย ฝั่งผู้บริโภคฟ้องคดีเกี่ยวกับการแข่งขันทางการค้ามาหลายปี คำวินิจฉัยที่ระบุว่าเป็นการผูกขาดแทบจะไม่มี เช่นเดียวกับกรรมการแข่งขันทางการค้า ที่ไม่มีความเป็นอิสระ
“อาจจะต้องแก้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ซึ่งมีจุดอ่อนเยอะ หลายคนคงเคยเห็นที่ร่อนไปในอินเทอร์เน็ต ตอนซีพีจะขายข้าวผัด ตอนขายไข่ต้มคนก็รู้สึกมากแล้ว คือพื้นที่สำหรับคนเล็กคนน้อย ที่จะทำมาหากิน มันไม่มี มันจำกัด เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร สำคัญมาก”
อย่างไรก็ตาม ในส่วนท้ายสุด วาระสำคัญในการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ยังมีการเสนอให้ประเทศไทยรองรับการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสิทธิในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานของประชาชน เช่น การเข้าถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นในการดำรงชีวิต รวมถึงสิทธิในมิติอื่นๆ ที่จะต้องร่วมมือกับ กมธ.ปฏิรูปคณะอื่นๆ ในการผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ การศึกษา เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และบำนาญประชาชน เป็นต้น นอกจากนี้ยังจะต้องผลักดันให้ “สิทธิผู้บริโภค” ของประเทศไทย เท่าเทียมกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งมี 8 ประการ แต่ประเทศไทยมีเพียง 5 ประการแรกเท่านั้น ประเด็นเหล่านี้ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องผลักดันต่อไป
“การปฏิรูปยุคนี้ต้องทำให้คนเห็นว่าจับต้องได้ ต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงจริง ลดความเหลื่อมล้ำจริงๆ ไม่ใช่แค่ลูบๆ คลำๆ ต้องทำให้กิดความเปลี่ยนแปลง  สาระสำคัญที่ต้องทำให้มองเห็นได้ คือ เรื่องเอาเปรียบผู้บริโภคต้องลดลง นี่เป็นพลังของฝั่งประชาชนที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง”
ส่วนประเมินว่ารัฐบาล คสช. นี้ ที่มุ่งเน้นงานปฏิรูปจะทำให้งานสะดวกขึ้นหรือไม่นั้น สารี ตอบว่า “ขอวิเคราะห์อีกหน่อย  แต่ไม่ว่ารัฐบาลไหน เราก็ผลักดัน เราไม่อยากเห็นรัฐประหาร เราเห็นว่าเราต้องตรวจสอบทุกรัฐบาล เราต้องทำหน้าที่ของเราทุกรัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลไหนจะมาจะไป”
‘ฉลาดซื้อ’พลังข้อมูล สู่พลังผู้บริโภค
จากผู้บุกเบิกงานคุ้มครองผู้บริโภคมายาวนานตั้งแต่ ปี 2532 กับองค์กรคณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน (คปอส.) ซึ่งต่อมาจดทะเบียนเป็นมูลนิธิคุ้มครอง ผู้บริโภคในปี 2538 จนก้าวสู่ตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และวันนี้ได้เปลี่ยนสถานะเป็น สปช. พ่วงตำแหน่งประธานอนุกรรมาธิการ เพราะไม่ได้ทำงานแค่ตัวคนเดียว แต่ทำงานร่วมกับ สปช.อีก 250 คน มติก็เป็นของ สปช.ทั้ง 250 คน เพราะฉะนั้นมันมีน้ำหนักมากขึ้น
“แน่นอนความตื่นตัวของผู้บริโภคจากปี 2532 เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม จากสมัยก่อนที่คำว่าผู้บริโภคยังไม่เป็นที่รู้จัก แม้คนจะบอกว่าผู้บริโภคไม่ค่อยใช้สิทธิ แต่คุณไม่ได้อยู่ในแวดวงนี้คุณจะไม่รู้หรอก ผู้บริโภคใช้สิทธิมากขึ้น แต่เราก็ยังอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในแง่การคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีขึ้น และเรื่องสำคัญคือเรื่องข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ถือเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญ”
คล้ายกับหนังสือ “ฉลาดซื้อ” ที่ถือเป็นหนังสือเอ็นจีโอที่เก่าแก่และอยู่ยงมาได้นานถึง 21 ปี โดยมีเป้าหมายให้ข้อมูลผู้บริโภคก่อนการตัดสินใจใช้ของ ยกตัวอย่างที่ผ่านมามีเรื่องข้าวมีสารเมทิลโบรไมด์ เปรียบเทียบน้ำส้มยี่ห้อไหนมีน้ำตาลมากกว่ากัน ครีมลบริ้วรอยราคา 3,000-4,000 บาท แต่คุณภาพของยี่ห้อ 300-400 ดีกว่า หรือสำรวจสารกันบูดในขนมปังที่วางขาย
“เวลาคุณซื้อของ แล้วไม่มียากันบูด มันมีพลังมากนะ ที่จะบอกผู้ประกอบการว่าฉันอยากจะกินขนมปังที่ไม่มียากันบูดแต่เรื่องพวกนี้ไม่ได้ดูได้ด้วยตาเปล่า มันต้องทดสอบ เพราะฉะนั้นคนมีข้อมูลจะมีพลัง และส่งพลังไปถึงคนผลิตว่า เฮ้ยขอขนมปังไม่มียากันบูดนะ สินค้าในตลาดก็จะเป็นสินค้าที่ดีสำหรับผู้บริโภคมากขึ้น พี่คิดว่านี่คือพลัง ของผู้บริโภค จะเป็นทั้งการบอยคอต ผู้ประกอบการห่วย เชียร์ ผู้ประกอบการดี และสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบ นั่นคือทำให้ผู้ประกอบการได้มีการแข่งขันกันมากขึ้น”
ปัจจุบันมีผู้เป็นสมาชิกนิตยสารฉลาดซื้อประมาณหมื่นกว่าคน โดย เสียค่าสมาชิกรายปี ปีละ 950 บาท  ได้นิตยสาร 12 เล่ม/ปี ซึ่งเงินเหล่านี้จะนำมาทำการทดสอบสินค้าต่างๆ เช่น ทดสอบผงซักฟอก ว่าจะเลือกยี่ห้อไหนมีค่าพีเอชเป็นกลาง บางเรื่องค่าทดสอบเป็นแสนบาท เราต้องซื้อผงซักฟอกทุกยี่ห้อ รุ่นไหน ส่งห้องแล็บเอง อย่างเรื่องตรวจสอบซีเรียล เราส่งไปตรวจที่สิงคโปร์ ดูว่ายี่ห้อนี้เกลือเยอะกว่ากัน อันไหนน้ำตาลน้อย คนสนใจสุขภาพก็จะสามารถเลือกซีเรียลให้ลูกเขากิน
“หนังสือแบบนี้ในต่างประเทศเขามีเยอะ อย่างอเมริกามีสมาชิก 7 ล้านคน ตอนนี้เรามีฉบับเดียว ตอนนี้สมาชิก หมื่นคน ก็ตั้งเป้าอยากให้เป็นซักแสนคน อย่างของอเมริกาสามารถซื้อรถมาขับชนกันได้เลย เพื่อทดสอบว่ายี่ห้อไหนขับชนแล้วหน้าไม่ยุบ แต่เขาใช้หุ่นยนต์ทดสอบ มีพื้นที่ทดสอบหลายร้อยไร่ สำหรับขับทดสอบ แต่เราเป็นเอ็นจีโอทำการตลาดไม่เป็น” สารี กล่าว

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน แร่ใยหิน และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร