คอลัมน์ ส่องทิศสุขภาพไทย: ยกระดับ ‘ปฐมภูมิ’ลดภาระงบสาธารณสุข

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558

ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย ได้รับการยอมรับเป็นกรณีศึกษาในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตามยังมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น มาตรฐานการบริการ และการต่อต้านจากกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วย
ถึงกระนั้น แอนน์ มิลส์ ศาสตราจารย์ด้านนโยบายและเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ภาควิชาสาธารณสุขและนโยบาย มหาวิทยาลัยลอนดอน  สหราชอาณาจักร ผู้ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ปี 2552 สาขาการแพทย์ และติดตามการพัฒนาระบบสุขภาพไทยอย่างใกล้ชิด ยังเชื่อว่ากองทุนหลักประกันสุขภาพ จะยังเป็นฐานรากในการสร้างความเท่าเทียมและเสริมสุขภาพที่ดีแก่ประชาชน
ยกระดับบริการปฐมภูมิ
การยกระดับบริการปฐมภูมิ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นจุดขายของ รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข ว่าจะทำให้ทุกตำบลมีแพทย์ประจำครอบครัว เพื่อขยายการดูแลให้ครอบคลุมทุกครัวเรือน ซึ่งมิลส์ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องที่เยี่ยมมาก เพราะระบบบริการปฐมภูมิคือรากฐานของระบบสุขภาพที่ดี ซึ่งไทยมีระบบบริการปฐมภูมิด้านแม่และเด็กที่เข้มแข็ง แต่ในด้านอื่นนั้นยังไม่แข็งแรงนัก ส่วนปัญหาการขาดแคลนหมอเวชศาสตร์ครอบครัวนั้น ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะขาดแคลนจริงๆ หรือเป็นเพราะบุคลากรทางการแพทย์ไม่อยากทำงานด้านนี้ หากเป็นอย่างหลัง รัฐต้องใช้มาตรการทางการเงินมาส่งเสริม เช่น การให้เงินพิเศษ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรสาธารณสุขด้านเวชศาสตร์ครอบครัวอย่างหลากหลายไม่ใช่แค่แพทย์เท่านั้น แต่ยังมีพยาบาล นักกายภาพบำบัด และแพทย์สาขาอื่นๆ ที่ถูกฝึกให้มาดูแลครอบครัว
“ต้องทำให้มีบุคลากรในหลายสาขา โดยเฉพาะเมื่อมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ผู้คนก็อยากไปหาหมอตลอดเวลา ระบบบริการปฐมภูมิที่ดีนั้นไม่จำเป็นต้องให้คนไปหาหมอตลอด พวกเขาสามารถไปที่ศูนย์บริการปฐมภูมิ เพื่อปรึกษาเรื่องสุขภาพและเรียนรู้จากแพทย์ว่าจะดูแลตัวเองเช่นไร หรือจะทำกายภาพบำบัดแบบไหน”
ทุกคนดูแลตัวเองได้
ปัจจัยหลักที่จะทำให้ระบบสุขภาพไทยเปลี่ยนในอีก 10 ปีข้างหน้า คือการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยมีการคาดการณ์ไว้ว่าจะมีผู้สูงอายุอัตราส่วนเป็น 25% ของประชากรทั้งหมดในปี 2583 ซึ่งมิลส์เห็นว่าจะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของผู้เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งอาจทำให้เกิดคำถามว่ากองทุนหลักประกันสุขภาพจะสามารถจ่ายราคาเหล่านี้ได้หรือไม่ หากไม่มีมาตรการรองรับ
ดังนั้น การยกระดับปฐมภูมิเป็นหนึ่งในมาตรการที่สำคัญพอๆ กับการส่งเสริมและป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพ คนไทยทุกคนต้องมีความตระหนักในการลดความเสี่ยงทางด้านสุขภาพและดูแลรักษาสุขภาพได้ด้วยตัวเอง จะช่วยลดภาระ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐได้อย่างเป็นผลที่สุด
นอกจากนั้น ไทยต้องมีนโยบายที่เข้มแข็งในการสร้างความเข้าใจในการรักษาโรคเบื้องต้น เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผลเพื่อป้องกันการดื้อยา หรือการกินยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การรักษาประสบผลโดยไม่สูญเสียค่าใช้จ่ายเกินพอดี
รวมกองทุน
ในส่วนของการกระจายอำนาจ เธอเชื่อว่า ต้องมีความสมดุลระหว่างการรวมศูนย์และการ กระจายอำนาจ ซึ่งจากประวัติการบริหารจัดการของไทยค่อนข้างจะเอนไปทางการรวมศูนย์อำนาจมาตลอด แน่นอนว่าควรให้มีการกระจายอำนาจได้ แต่ต้องมีการควบคุมในระดับที่เหมาะสมจากส่วนกลางเพื่อความเป็นเอกภาพ การให้โรงพยาบาลบริหารอย่างเป็นเอกเทศโดยสมบูรณ์ อาจทำให้โรงพยาบาลนั้นไม่ให้บริการประชากรในพื้นที่อย่าง เต็มที่
นอกจากนี้ มิลส์ยังหวังว่าวันหนึ่งในอนาคตข้างหน้า กองทุนสุขภาพทั้งสามจะรวมกันได้ เพื่อความเท่าเทียมและการจัดการที่เป็นเอกภาพ
“ภาพรวมกองทุนอาจไม่เกิดภายใน 10 ปีนี้ อย่างไรก็ตามดิฉันหวังว่ามันจะเป็นไปได้ แม้รู้ว่าเป็นไปได้ยาก เพราะแต่ละระบบมีประวัติศาสตร์ การบริหารทางการเงิน และกฎเกณฑ์ที่ต่างกัน นั่นก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองด้วยว่าจะผลักดันให้เป็นไปได้มากน้อยเพียงใด”

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ระบบสุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร