เร่ร่อน..จนถึงจุดหมายเรื่องเล่าจาก’เด็กชายขอบ’

Untitled9

ข่าวสด ฉบับวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

พื้นที่ส่วนหนึ่งในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 7 มีภาพของเด็กๆ กำลังนั่งร้อยลูกปัด เพื่อทำสร้อยข้อมือหลากสีสัน ตามโครงการส่งเสริมทักษะในการดำเนินชีวิตของมูลนิธิอาสาพัฒนาเด็ก เชียงราย หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บ้านครูน้ำ”แม้ต้องใช้เวลานับชั่วโมงกว่าจะได้ของที่ระลึกชิ้นพิเศษเหล่านี้ แต่ใบหน้าของเด็กๆ กลับมีแต่รอยยิ้มแห่งความสุข เมื่อหวนคิดไปถึงวันเดือนปีที่ผ่านมาในชีวิตซึ่งเคยเคว้งคว้างเป็น “เด็กเร่ร่อน”
“ตอนอายุ 5 ขวบ หนูเคยเป็นเด็กเร่ร่อนอยู่ตรงสะพานข้ามแม่น้ำแม่สาย จังหวัดเชียงราย ทุกวันก็จะขอเงินคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเพราะหางานทำไม่ได้ ไม่มีบัตรประชาชนก็ไม่มีใครรับเข้าทำงาน”
หมี่ตี้ มาเยอะ เด็กสาวชนเผ่าอาข่า ในวัย 17 ปี เล่าต่อว่า เดิมครอบครัวอาศัยบริเวณชายแดนไทย-พม่า แต่มีปัญหาในชีวิตเมื่อแม่ติดยาเสพติด ไม่สามารถหาเลี้ยงลูก 2 คนได้
เมื่อไม่มีเงิน ไม่มีข้าวปลาอาหารประทังชีวิต ผลักไสให้หมี่ตี้กับพี่ชายกลายเป็นเด็กไร้หลักแหล่ง
“พี่ชายของหนูเริ่มเข้ามาอยู่ที่บ้านครูน้ำก่อน รู้สึกได้ถึงความช่วยเหลือและการพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น จึงพาแม่มาบำบัดอาการติดยาเสพติดจนกระทั่งหายดี และหนูก็อยู่ที่นี่มาได้ 11 ปีแล้วค่ะ”
บ้านครูน้ำ ถือเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนและด้อยโอกาสบริเวณพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเด็กกลุ่มนี้มีชีวิตที่ยากลำบากและเสี่ยงต่อการถูกค้าประเวณี โดยทางมูลนิธิจะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิต ทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ
ปัจจุบัน หมี่ตี้ ศึกษาอยู่ชั้นม.4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 23 และยังมีเป้าหมายเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย โดยใฝ่ฝันถึงอนาคตที่เธอจะมีอาชีพที่ได้ใช้ภาษาถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ และช่วยสังคมนี้ให้กลับมาสวยงาม
กาโล๊ะ มาเยอะ อดีตเด็กเร่ร่อนแม่สาย มูลนิธิบ้านครูน้ำ พี่ชายของหมี่ตี้ เล่าว่า เดิมเป็นคนต่างด้าวไร้สัญชาติ ชีวิตเร่ร่อนตั้งแต่เด็กหาอาหารกินตามถังขยะ นอนกลางถนน บางครั้งก็โดนตำรวจไล่จับ จนกระทั่งปี 2544 ได้เจอกับผู้ใหญ่ใจดีชื่อครูน้ำ หรือ “แม่น้ำ” ผู้ให้โอกาสทางการศึกษา อบรมสั่งสอนจนสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยราชภัฏจังหวัดเลย สาขาพัฒนาชุมชน ชั้นปีที่ 1
“จากชีวิตเด็กเร่ร่อน กำพร้าพ่อแม่ ไม่มี เป้าหมายชีวิต เมื่อผมได้เจอครูน้ำ ผู้ใหญ่ใจดีที่เหมือนฉุดผมขึ้นจากนรก จากโลกที่มืดมน นำแสงสว่างมาสู่ผมและเพื่อนๆ ได้เรียนหนังสือ ชีวิตมีเป้าหมาย มีคุณค่า หลังจากเรียนจบแล้วผมจะนำวิชาความรู้ไปช่วยเหลือพัฒนาชุมชนและผู้ด้อยโอกาสให้มีชีวิตที่ดีขึ้นเหมือนกับที่ผมเคยได้รับ”
ขณะที่ อาแผ่ว ตาแช่ หนุ่มน้อยวัย 20 ปี ที่อยู่บ้านครูน้ำตั้งแต่วัย 8 ขวบ อดีตเขาเคยทุกข์ทรมานจากการเป็นวัณโรคจนเกือบเสียชีวิต แต่ภายหลังเมื่อได้รับความดูแลเอาใจใส่จากครูน้ำ ร่างกายและจิตใจกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ทำให้เขาไม่ลืมบุญคุณผู้หญิงคนหนึ่งและสามารถกล่าวได้ว่า “ผมเรียกครูน้ำว่าแม่ และคิดว่าที่นี่คือบ้านของผม”
ปัจจุบันอาแผ่วเป็นเหมือนพี่เลี้ยงให้กับน้องๆ รุ่นใหม่ที่เข้ามาอาศัยอยู่บ้านครูน้ำรวมกว่า 50 ชีวิต ช่วยฝึกอาชีพการทอสายสร้อยเพื่อขายให้แขกผู้มาเยี่ยมเยือนและถนนคนเดินในจังหวัดเชียงราย สร้างรายได้ให้มูลนิธิแห่งนี้
อุดมการณ์ของครูอาสาเป็นเรื่องน่ายกย่อง เพราะไม่เพียงแต่ต้องมีจิตสาธารณะ แต่ต้องอาศัยศิลปะความรู้ ความเข้าใจ และความรัก ที่จะเห็นเด็กด้อยโอกาสสามารถก้าวข้ามประตูที่ถูกปิดอยู่ได้
นุชนารถ บุญคง หรือ ครูน้ำ ของเด็กๆ กล่าวในเวทีเสวนา “เมืองใหญ่ : เสียงของเด็กเร่ร่อนต่างด้าว” จัดโดยสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 7 ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ถึงที่มาที่ไปของมูลนิธิบ้านครูน้ำว่า เรียนจบจากวิทยาลัยเพาะช่าง แต่รักที่จะทำงานอาสา ได้ลงพื้นที่สำรวจในกรุงเทพฯ บริเวณหัวลำโพง สวนลุมพินี พบเด็กเร่ร่อนจำนวนมาก มีทั้งเด็กไทย และเด็กต่างด้าว และเมื่อไปที่เชียงรายก็พบว่าเด็กเร่ร่อนส่วนใหญ่มาจากชายแดน ไร้สัญชาติ อันเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพล่อลวงไปขายบริการ ค้ายาเสพติด และที่เป็นปัญหาใหญ่ขณะนี้คือเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ตั้งท้องโดยไม่มีใครเหลียวแล เป็นช่องทางให้เอเยนต์เสนอซื้อขายเด็กที่เกิดมาจากพ่อแม่ที่ไม่พร้อมอีก
“เราเชื่อว่าความรักกับศิลปะที่เราเคยเรียนเป็นตัวเดียวกัน เด็กพวกนี้ไม่อยากได้เงินทอง ที่อยากได้มากกว่าคือความรัก พื้นที่ยืนทางสังคม ได้ศึกษาเรียนรู้จนเห็นคุณค่าของตัวเอง จนเกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเอง”

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน NHA57 และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร