ชงรัฐเป็นเจ้าภาพหลักดูแลผู้สูงอายุทุกมิติ

Untitled1บ้านเมือง ฉบับวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้จัดตั้ง “คณะลูกขุนพลเมือง” จำนวน 12 คน ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งที่ต่างประเทศใช้ทดสอบจากความจริง และเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยนำกระบวนการนี้มาประยุกต์ใช้ เพื่อศึกษาและเรียนรู้การจัดระบบการดูแลระยะยาวในผู้สูงอายุ โดยการจัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 7-10 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์
โดยกิจกรรมวันดังกล่าว คณะลูกขุนพลเมืองจำนวน 12 คน ได้รับทราบสถานการณ์ของผู้สูงอายุไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้การดำรงชีวิตคนไทยจากครอบครัวขนาดใหญ่ กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว และกระทบต่อศักยภาพและความพร้อมของการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งเชิงจำนวนและคุณภาพ ส่วนภาครัฐยังขาดแคลนฐานข้อมูลประชากรผู้สูงอายุที่สมบูรณ์ และขาดการเตรียมความพร้อมของประชาชนในการเข้าสู่วัยชรา
ทั้งนี้ “ลูกขุนพลเมือง” ได้สะท้อนความคิดเห็นว่าระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวมีความจำเป็นต่อสังคมไทยในหลายรูปแบบ อาทิ รูปแบบครอบครัวดูแลด้วยการทำบ้านให้เป็นห้องพยาบาล แต่ยังขาดเครื่องมือและอุปกรณ์ หรือรูปแบบเครือข่ายในชุมชน ตั้งศูนย์ฟื้นฟูชุมชน ศูนย์ดูแลกลางวัน ศูนย์อุปกรณ์ และรูปแบบสถานบริการ บ้านพักคนชรา สถานให้การช่วยเหลือในการดำรงชีวิต บ้านสงเคราะห์ ซึ่งมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป
ขณะเดียวกันได้มีการเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาคือ การขาดเจ้าภาพหลัก การคัดสรรองค์กรเจ้าภาพร่วม บุคลากร แหล่งทุนทรัพย์ รูปแบบการร่วมจ่ายและข้อยกเว้นของการจ่าย ทางออกของปัญหาจึงควรมีแผนชาติระยะยาวที่ครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่ รูปแบบการบริการสุขภาพ การสนับสนุนอาชีพ การจัดหาและจัดสรรงบประมาณ บุคลากร ฐานข้อมูลของผู้สูงอายุประเภทต่างๆ การร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตัวเองได้
ส่วนการดูแลโดยใช้ชุมชนเป็นฐานจะช่วยเสริมการดูแลกันเองในครอบครัวได้ดี ซึ่งมีรูปธรรมของความสำเร็จในบางพื้นที่แล้ว ควรขยายวงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ชุมชนหลายแห่งมีต้นทุนบ้างแล้ว อาทิ กองทุน สถานที่ กิจกรรมตามประเพณีทางศาสนา ผู้นำชุมชนที่เอื้อต่อการวางระบบและยกระดับคุณภาพของการดูแล จึงควรมีเจ้าภาพหลักที่จะช่วยขับเคลื่อน โดยอาศัยต้นทุนที่มีอยู่แล้วในชุมชน และการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งของภาครัฐ และชุมชนควรมีส่วนร่วมในการออกแบบระบบ มีผู้เชี่ยวชาญ ผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาให้ความรู้และข้อคิดเห็นในการวางระบบ ยุทธศาสตร์ และกิจกรรมอย่างเป็นองค์รวม โดยใช้งบการบริหารจัดการที่มาจากการร่วมจ่ายของเจ้าบ้าน ท้องถิ่น และเอกชน
“ส่วนการดูแลในสถานดูแลระยะยาวมีหลากหลายรูปแบบ และมีความจำเป็นในบางกรณีที่ลูกหลานไม่สามารถดูแลได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นการบริหารโดยภาคเอกชน จึงเหมาะสมเฉพาะกับผู้ที่มีกำลังทรัพย์ รัฐจึงควรมีอำนาจในการกำหนดราคาที่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น เพราะสถานดูแลมักตั้งอยู่ในชุมชนเมือง จึงสะดวกต่อการเข้าถึงของคนเมือง รัฐจึงควรมีมาตรการสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจ อาทิ การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้บริจาคเงินเพื่อการนี้ หรือการปรับปรุงสถานที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในชุมชนให้เป็นประโยชน์กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ตามความเหมาะสมของท้องถิ่น เพื่อให้ครอบคลุมไปทุกจังหวัด”
อย่างไรก็ตาม ลูกขุนพลเมือง ได้แสดงความเป็นห่วงในการออกแบบระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ซึ่งจะต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และภาคประชาชน ที่มีบทบาทที่ชัดเจน รวมทั้ง กลไกการเงิน กองทุน และงบประมาณ โดยมีทีมบุคลากร ค่าตอบแทน และการพัฒนาศักยภาพให้มีการเชื่อมประสานภายในจังหวัดของทุกภาคส่วนและสาขาวิชาชีพอย่างมีบูรณาการ ส่วนในระดับประเทศ ให้มีหน่วยงานระดับกรมหรือกระทรวงที่รับผิดชอบโดยตรงและให้มีการกระจายอำนาจเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาท มีการจัดทำฐานข้อมูลที่สมบูรณ์ ทันสมัยและเป็นปัจจุบันของผู้สูงอายุ ตลอดจนการประเมินผลการทำงานที่เป็นหลักประกันว่าผู้สูงอายุจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อนึ่ง ข้อเสนอที่ได้จากคณะลูกขุนพลเมืองครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายในการทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติปี 2552 โดยมีเป้าหมายให้ระบบสุขภาพสอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชนในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศในระยะยาวโดยยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและยึดแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ธรรมนูญสุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร