การเมืองเดือดหลังมีรัฐธรรมนูญ

กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

          “วิษณุ”พยากรณ์การเมืองเดือดหลังมีรัฐธรรมนูญใหม่ เหตุมีคนอยากลองของ หวังเห็นผลงานสปช.เท่ๆเก๋ๆภายในเดือนมี.ค.

นาย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษในหัวข้อ “องค์กรตรวจสอบ : ความหวังหลังการปฏิรูป” ในงานเสวนาวิชาการผู้ตรวจการแผ่นดินสัญจรพบสื่อมวลชน ที่ อ.เกาะช้าง จ.ตราด ว่า แม้จะลำบากใจและหนักใจอยู่บ้างในประเด็นหัวข้อความหวังหลังการปฏิรูป เพราะยังมองไม่เห็นช่องทางที่การปฏิรูปจะสำเร็จลุล่วง เนื่องจากระยะเวลาสั้นและถูกตั้งความหวังไว้สูงกับการแก้ปัญหาของประเทศที่ สะสมมานาน และแม้รัฐธรรมนูญมีทีท่าว่าจะเสร็จในเดือน ก.ย.ปีนี้ แต่การปฏิรูปจะดำเนินต่ออีกหลายปี

ทั้งนี้ หวังว่ารัฐธรรมนูญจะทำให้การปฏิรูปอยู่ต่อไปอีกได้ ซึ่งไม่ได้หมายถึงจะขยายเวลาให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทำงานต่อ แต่ควรต้องมีการตั้งองค์กรขึ้นมารับผิดชอบที่มีอำนาจในการปฏิรูป เพราะ สปช.คงต้องจบไปเมื่อมีรัฐธรรมนูญ แต่จะไปโดยไม่มีไม้ต่อไม่ได้

สิ่ง ที่ตั้งความหวังได้หลังจากนี้ คือ เห็นการเมืองดีขึ้น โดย 9 เดือนจากนี้ไปคงพอเห็นอะไรเป็นรูปธรรมมากขึ้น สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วง คือ เดือน ม.ค.ถึง มี.ค.นี้ ควรจะเห็นอะไรจากการปฏิรูปบ้าง จึงขอให้คณะกรรมาธิการปฏิรูปของ สปช.ทั้ง 18 คณะช่วยคิดกันว่าจะสร้างงานอะไรที่เท่ๆ เก๋ๆ ออกมาสักอย่างหนึ่ง ที่เน้นใน 3 เดือนนี้ เนื่องจากเดือน เม.ย. คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) จะร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ สปช.ก็ต้องใช้เวลาไปพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญอีก ช่วง 3 เดือนนี้จึงถือเป็นนาทีทองในการเดินหน้าปฏิรูป

“หลังการประกาศใช้รัฐ ธรรมนูญ การเมืองจะแหลมคมขึ้น หมายถึงจะมีความดุเดือด เชื่อว่าต้องมีคนอยากลองของว่าสิ่งที่ทำจะเสียของหรือไม่ มันจะมีการลองวิชาในบทบัญญัติแต่ละมาตราว่าที่เขียนมาจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ ถ้ากลไกไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ก็จะถูกเยาะเย้ยถากถางว่าเสียของ”

“ทั้ง หมดนี้จะเป็นปัญหาของประเทศที่ต้องเจออีก แต่ไม่รุนแรงเหมือนที่ผ่านมา เพราะจะมีมาตรการควบคุมที่ดี เช่น การผลักดันกฎหมายชุมนุมในที่สาธารณะ การเพิ่มในมาตรา 7 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยในสิ่งที่บ้านเมืองเคยถกเถียง กัน แต่ต้องดูว่าจะรับมือได้ขนาดไหน ผู้เกี่ยวข้องก็รู้และกำลังคิดอยู่ว่าจะรับมือได้ขนาดไหน ถ้าปฏิรูปดีก็สามารถเป็นเกราะป้องกันได้” นายวิษณุกล่าว

“องค์กรตรวจสอบ”คือความหวัง

นาย วิษณุ กล่าวต่อว่า ขอแบ่งระดับการเมืองเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ทั้งหมดคือองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตย จริงๆ แล้วระดับนี้เราคงฝากความหวังไม่ได้สักเท่าไร อย่างมากก็ฝากได้เท่าที่เคยฝาก จึงขอข้ามไปที่ระดับที่ 3 ก่อน คือ การเมืองภาคประชาชน ที่มีพลังมากขึ้น แต่จะไปหวังฝากผีฝากไข้ที่ภาคประชาชนทั้งหมดคงไม่ได้

ฉะนั้นความ สำคัญจะตกอยู่ที่ระดับ 2 คือ องค์กรตรวจสอบ แม้ไม่หวือหวาเท่ากับระดับที่ 1 อำนาจหน้าที่น้อยกว่า แต่องค์กรตรวจสอบต้องเป็นองค์กรภาครัฐตั้งขึ้นโดยมีกฎหมายรองรับ ต้องมีสถานะเป็นโซ่ข้อกลางคล้องกับทุกระดับ โดยต้องมีความเป็นอิสระ ปลอดจากการเมือง มีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลดำเนินการได้ รวมทั้งมีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

แนะยึดสายกลาง”ไม้แข็งสลับไม้นวม”

ทั้ง นี้ความหวังหลังมีรัฐธรรมนูญ คือ หวังว่าการเมืองทั้ง 3 ระดับนี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะระดับ 2 เนื่องจากปริมาณที่มีอยู่ไม่มาก แต่คุณภาพสามารถกลั่นกรองได้

“องค์กร ตรวจสอบที่คาดหวังที่สุดคือผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นองค์กรแรกที่ต้องมีอยู่ แต่ละองค์กรมีสไตล์การทำงานที่ต่างกัน เห็นแต่ผู้ตรวจการแผ่นดินที่เล่นดนตรีไทยสองจังหวะที่บางครั้งเล่นปี่พาทย์ ไม้อ่อน บางครั้งเล่นไม้แข็ง เรื่องใดที่พอจะเจรจาแก้ไขได้ก็จะจบ นี่คือปี่พาทย์ไม้นวม เห็นผู้ตรวจการแผ่นดินเล่นไม้นี้เยอะมาก เรื่องใดที่รุนแรงห้ามแล้วไม่แก้ไข จึงจะเล่นปี่พาทย์ไม้แข็ง เทคนิคอยู่ตรงนี้ เข้าใจว่าองค์กรอื่นใช้เทคนิคนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) สภาพเช่นนี้อยากเห็นองค์กรตรวจสอบเดินทางในสายกลาง”

องค์กรตรวจสอบปฏิรูปตัวเองก่อน

รอง นายกฯ กล่าวอีกว่า การที่ทิศทางขององค์กรตรวจสอบจะเดินไปอย่างที่พูดได้ เข้าใจว่าขึ้นอยู่กับ 6 ปัจจัย คือ 1.ที่มาองค์กรตรวจสอบ 2.จำนวนที่เหมาะสม 3.วาระการดำรงตำแหน่งจะให้อยู่นานเท่าไร การอยู่ยาวเกินไปคืออาจถูกมองว่าสะสมอำนาจ 4.อำนาจหน้าที่ 5.คุณธรรมความน่าเชื่อถือและศรัทธา และ 6.บทบาทที่บางองค์กรทำหน้าที่ล่าช้า

“ความ หวังหลังการปฏิรูปอยู่ที่องค์กรตรวจสอบ แต่องค์ตรวจสอบก็ต้องปฏิรูปตัวเองก่อน โดยเฉพาะประเด็นใน 6 ข้อที่กล่าวมานี้ ต้องจัดการกับตัวเองให้หน้าเชื่อถือ” นายวิษณุ ระบุ

สปช.จัดเวิร์คชอปวาง8ยุทธศาสตร์ชาติ

ด้าน ความเคลื่อนไหวของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 19-20 ม.ค.นี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. พร้อมด้วยคณะทำงานจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตประเทศไทย ที่มี นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ สมาชิก สปช.เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญทำวิสัยทัศน์ฯ ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “วิสัยทัศน์ประเทศไทย” ที่โรงแรมเอเชีย เพื่อให้สมาชิก สปช.ระดมความเห็นเกี่ยวกับการวางอนาคตประเทศไทย และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศที่เป็นหัวใจการปฏิรูปและพัฒนาใน 8 ประเด็นหลัก

ทั้งนี้ การระดมความเห็นใน 8 ประเด็นดังกล่าว ได้จัดสรรให้สมาชิก สปช.ทั้ง 250 คนอยู่ในกลุ่มต่างๆ ไว้แล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ก่อนการจัดงาน เนื่องจากต้องการให้ สปช.ถอดความเป็นตัวตนออกจากฐานที่มา กลุ่มขั้วการเมือง และกลุ่มสังคม แล้วนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์มาร่วมวิเคราะห์ถึงแนวทางการพัฒนาและกำหนดวิสัยทัศน์การปฏิรูป ประเทศ

สปช.สายสังคมติงขาดการมีส่วนร่วม

นายอำพล จินดาวัฒนะ สมาชก สปช. ในฐานะผู้ร่วมดำเนินกระบวนการ กล่าวว่า ถือเป็นเวทีใหญ่รอบที่ 2 ของสปช. ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นงานปฏิรูปและต่อยอดการทำงานของสปช.จาก3 เดือนที่ผ่านมา โดยประเด็นสำคัญคือการระดมสมองเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ โดยนำบริบทของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มอาเซียนและโลกมาวิเคราะห์เพื่อวางเป้าหมายปฏิรูปของบ้าน เรา

หลังจากกำหนดยุทธศาสตร์แล้ว เชื่อว่าจะเข้าสู่กระบวนการทางสังคม สร้างฐานสังคม โดยให้สังคมในทุกภาคส่วนร่วมคิด วางโจทย์ และร่วมการขับเคลื่อนต่อการพัฒนาและปฏิรูปต่อไป โดยในกระบวนการระดมความเห็นและการทำงานหลังจากนั้น มุ่งในประเด็นใหญ่ที่สำคัญ แต่ตอบไม่ได้ว่าจะประสบความสำเร็จระดับใด เพียงแต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าก่อนหน้านี้ สมาชิก สปช.สายประชาสังคมมองว่า การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการวิสัยทัศน์ประเทศไทยนั้น ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

สัปดาห์หน้ากมธ.ยกร่างถกประเด็นศาล

ส่วน ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษก กมธ.ยกร่างฯ เปิดเผยว่า การประชุมของ กมธ.ยกร่างฯในสัปดาห์หน้า ตั้งแต่วันที่ 19-23 ม.ค. จะเข้าสู่การพิจารณาร่างรายมาตราในภาค 3 ว่าด้วยนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

โดยขณะนี้ อนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ที่มี นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการ กมธ.ยกร่างฯ เป็นประธานนั้น ได้แจกร่างรายมาตราในส่วนของบททั่วไปที่ว่าด้วยกรอบการทำงานและหลักการทำงาน โดยทั่วไปขององค์กรศาล ศาลยุติธรรม และศาลรัฐธรรมนูญ ให้กับ กมธ.ยกร่างฯแล้ว เพื่อให้นำไปศึกษาและทำคำขอแก้ไขเพิ่มเติมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรในช่วงที่ มีการพิจารณา

ส่วนร่างมาตราเกี่ยวกับศาลอื่นๆ เช่น ศาลปกครอง ศาลฎีกา กระบวนการยุติธรรม และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เบื้องต้นทราบว่าอยู่ระหว่างการจัดทำเป็นรายมาตราในช่วงวันที่ 17-18 ม.ค.นี้.

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน คสช. และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร