สช.ประเดิมประชาเสวนาธรรมนูญสุขภาพ

บ้านเมือง ฉบับวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558
นายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้าฯ กล่าวถึงการเสวนาหาทางออกตามกระบวนการทบทวนธรรมนูญฯ เพื่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในทุกระดับ ให้สอดคล้องทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และให้การปรับปรุงธรรมนูญฯ เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม ที่จัดโดยสถาบันพระปกเกล้าฯ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เมื่อวันที่ 19-20 มกราคมที่ผ่านมา ว่า ได้ให้การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชน จากภาคีทุกกลุ่ม ซึ่งมีความสำคัญอย่างต่อการจัดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วไป เพื่อทบทวนธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ โดยใช้เครื่องมือคือ ประชาเสวนาหาทางออกที่เหมาะสม โดยเน้นทั้งกระบวนการและผลลัพธ์ไปพร้อมๆ กัน มีการสร้างบรรยากาศ ควบคู่กันไปกับเป้าหมายปลายทางในการหาข้อเสนอแนะเพื่อเป็นทางออกให้กับสิ่งที่พึงปรารถนาร่วมกันของคนในสังคม ทั้งนี้ได้มีการทำข้อเสนอเป็นทางเลือกไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งตัวแทนเหล่านี้จะได้รับข้อมูลที่เกี่ยวกับทางเลือกต่างๆ พร้อมทั้งข้อดีข้อเสียแล้วจึงแสดงความคิดเห็นร่วมกันในเวที “การสานเสวนา” พูดคุยกัน และพร้อมที่จะรับฟังซึ่งกันและกันก่อนร่วมกันหาฉันทามติ โดยมีแบบประเมินทั้งก่อนและหลังการเข้าร่วมกระบวนการ
“การประชาเสวนาหาทางออกจะช่วยเปลี่ยนทัศนคติหรือความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมาย โดยหลักการใหญ่คือ การมาฟังซึ่งกันและกัน เน้นการฟังอย่างตั้งใจ นำคนจำนวนมากๆ มาคุยกัน เกิดการยอมรับกัน ทุกคนคิดต่างได้ แต่ต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่เพื่อสิ่งเดียวกัน ความคิดอาจไม่ตรงกัน อยู่ที่ว่าใครจะมองมุมไหน”
สำหรับสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาระบบสุขภาพไทยในอนาคตนั้นประกอบด้วย 1.ด้านการเมืองการปกครอง ซึ่งมีความขัดแย้งทางการเมือง เกิดปัญหาการคอรัปชั่น ทำให้เกิด ความเครียด ความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน 2.ด้านเศรษฐกิจ มีความเหลื่อมล้ำในเรื่องรายได้ การเลือกใช้บริการสุขภาพ การนำเข้ายาที่มีราคาแพง 3.ด้านประชากรและสังคม คนไทยเริ่มสนใจเรื่องสิทธิหน้าที่มากขึ้น 4.ด้านเกษตรและอาหาร เด็กไทยร้อยละ 7 น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ มีปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตร การผูกขาดโดยบริษัทใหญ่ ทำให้เกิด สินค้าราคาแพง สารเคมีปนเปื้อน 5.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเขตเมืองและอุตสาหกรรมขยายมากขึ้น จำนวนพื้นที่ป่าไม้ลดลง ทำให้เกิดปัญหามลพิษ ขาดแคลนน้ำในอนาคตและ เกิดภาวะโรคร้อน 6.ด้านเทคโนโลยี-มีการนำเข้าและใช้เทคโนโลยีสุขภาพมากขึ้น กฎหมายควบคุมเรื่องเทคโนโลยียังมีข้อจำกัด ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้น 7.ด้านระบบบริการสาธารณสุข มีแนวโน้มภาวะโรคอ้วนและภาวะไขมันในเลือดสูง เพิ่มขึ้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐดีขึ้น
ส่วนภาพอนาคตระบบสุขภาพที่พึงประสงค์นั้น ให้ความสำคัญกับระบบสุขภาพของทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย และให้รัฐ เอกชน ชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดการระบบสุขภาพ ขณะที่ระบบสุขภาพของใครของมันนั้น มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมากทำให้สังคมแตกแยก มีความเหลื่อมล้ำ สุขภาพเป็นเรื่องส่วนบุคคล ในขณะที่ “ระบบสุขภาพยังมีความสำคัญ แต่รัฐและประชาชนต้องร่วมกันประคับประคอง” เพราะการเมืองยังมีอิทธิพลในการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพของประเทศ ประชาชนและท้องถิ่นจึงเห็นความสำคัญของการเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาระบบสุขภาพมากขึ้น
“หลังจากได้ภาพอนาคตร่วมกันแล้ว จะใช้กระบวนการกลุ่มย่อย ให้ผู้ร่วมสานเสวนา ช่วยกันคิดต่อโดยให้ขยายแนวคิดหรือสิ่งที่ตัวเองต้องการเห็นหรือต้องการให้เป็น ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร ภายใต้โจทย์ “how” ทำอย่างไรเพื่อบรรลุในความปรารถนานั้น” และ “who ใครเป็นคนทำ” จนได้ข้อสรุปเป็นฉันทามติร่วมกันในกลุ่มใหญ่ ระบบสุขภาพที่พึงปรารถนาและเป็นความต้องการที่แท้จริงจากประชาชนที่เข้าร่วมในเวทีการประชาเสวนาครั้งนี้”

Advertisements

เกี่ยวกับ สช.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชั้น 3 อาคารสุขภาพแห่งชาติ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 หมู่ที่ 4 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2832-9000 โทรสาร 0-2832-9001-2 www.nationalhealth.or.th
เรื่องนี้ถูกเขียนใน ธรรมนูญสุขภาพ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร